พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ ‘นวมินทรมหาราช’ ทรงวางรากฐานสำคัญบริหารจัดการน้ำของปท.

13.10.23 | 14:16 น.

พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ ‘นวมินทรมหาราช’ ทรงวางรากฐานสำคัญบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอาณาประชาราษฎร์ ตลอด 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อพัฒนาชาติบ้านเมือง พระเกียรติคุณเป็นที่แซ่ซ้องก้องประจักษ์ทั้งแก่ปวงชนชาวไทยและนานาอารยประเทศ ดั่งปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ความว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

แม้การเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จะล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน พสกนิกรยังล้วนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างไม่รู้ลืมเลือน เพื่อรำลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน

Advertisement

รัฐบาลจึงได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการกำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำริประทานชื่อวันดังกล่าวเพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัย ว่า “วันนวมินทรมหาราช” (อ่านว่า นะ-วะ-มิน-ทระ-มะ-หา-ราด) แปลว่า “วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่”

การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า “วันนวมินทรมหาราช” ตามที่รัฐบาลได้ขอพระราชทานพระมหากรุณา จึงกำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันนวมินทรมหาราช”

แม้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตล่วงเลยมาครบ 7 ปี หากพระมหากรุณาธิคุณยังปกเกล้าปกกระหม่อม คุ้มครองพสกนิกรไทย

โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจด้าน “น้ำ” ที่พระองค์ทรงห่วงใยสถานการณ์ด้านน้ำมาตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ และได้ทรงวางรากฐานสำคัญใน “การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน” มีผลสำเร็จให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เกิดเป็น “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” ช่วยบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในภาวะวิกฤตอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำมาโดยตลอด ทรงให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ ในปี 2538 เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ทรงพบว่าข้อมูลน้ำขาดการบูรณาการ จึงมีพระราชดำริให้วางแผนพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย

“หลังปี 2538 ก็ริเริ่มเป็นโครงการระบบเครือข่ายเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย หรือ ระบบ ThaiWater เป็นระบบสารสนเทศเชื่อมต่อ และเก็บรวบรวมข้อมูลทรัพยากรน้ำ โดยเริ่มที่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นที่แรก เป็นการคิดใหญ่แต่ทำเล็ก หรือคิดแมคโครทำไมโคร แต่ทำในจุดที่สำคัญ เพราะเจ้าพระยาตอนล่าง น้ำจะลงมากรุงเทพฯ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้นำมาจัดทำเว็บไซต์สำหรับทรงงานส่วนพระองค์ ชื่อว่า Weather 901 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย”

“เมื่อทรงทดลองใช้งาน ทรงเห็นว่าได้ผล ระบบสารสนเทศดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการโดยส่วนรวม จึงพระราชทานให้หน่วยราชการได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยในปี 2545 รับสั่งให้ตั้งเป็นองค์กร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ สสน. โดยมี ดร.รอยล จิตรดอน รับผิดชอบ และทีมของเราซึ่งเป็นทีมศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกันทำงานจนเกิดการพัฒนาระบบข้อมูลน้ำอย่างต่อเนื่อง กระทั่งถึงปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในรอบ 70 ปี ก็ปรากฎว่า ข้อมูลของเราเป็นประโยชน์ และทีมเราก็มาช่วยบริหารจัดการน้ำในครั้งนั้น รัฐบาลจึงยกระดับองค์กรเราเป็นคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ เริ่มต้นมีข้อมูล 12 หน่วยงาน ปัจจุบันมีสมาชิก 52 หน่วยงาน เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำและภูมิอากาศที่ทันสมัย และมีโทรมาตร ซึ่งเป็นนวัตกรรม ปัจจุบันได้ยกระดับเป็นเวอร์ชั่นที่ 5 เรียบร้อยแล้ว”

ทั้งนี้ “โทรมาตร” เป็นนวัตกรรมเก็บข้อมูลทั้งสภาพอากาศ ระดับน้ำ น้ำฝน น้ำท่า ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงมาก ฉะนั้นการแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ มีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลในพื้นที่ โดยสถานีโทรมาตรของ สสน. ในประเทศไทย มีประมาณ 1,000 สถานี

  • ทีวีฉันหาย

ในฐานะหนึ่งในทีมถวายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ดร.รอยบุญ ย้อนเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ดร.รอยล จิตรดอน ได้รับพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ อย่างต่อเนื่องและได้รับพระบรมราโชบายที่พระราชทานแนวทางการคิดวิเคราะห์ ทรงมองไปถึงเรื่องของการคาดการณ์อากาศ กับคาดการณ์น้ำต่างๆ แม้กระทั่งประทับที่โรงพยาบาลศิริราชก็โปรดเกล้าฯ ให้ทีมเราไปติดตั้งระบบเน็ตเวิร์กเพื่อติดตามสถานการณ์ในขณะนั้น”

“พระองค์ทรงงานเรื่องน้ำตลอดเวลา แม้กระทั่งไปประทับอยู่ที่โรงพยาบาล ทรงงานขนาดที่รับสั่งว่า “ทีวีฉันหาย” เปรียบเทียบข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนการดูทีวี เราก็ต้องติดตามว่าทีวีหายเกิดจากอะไร ด้วยการไปแก้ไขเน็ตเวิร์กต่างๆ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า พระองค์ทรงงานตลอดเวลา แม้กำลังประชวรอยู่ และทรงให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำมาก ขณะที่ประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราช ทรงเรียก ดร.สุเมธ อ.รอยล และดิฉันไปเฝ้าฯ และถวายงาน และทุกครั้งที่เข้าเฝ้าฯ พระองค์จะทรงให้เวลานานมาก เช่นรับสั่งว่า ทิศทางลมเปลี่ยน ทรงตีความเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รับสั่งว่าต้องมองเรื่องน้ำทะเล เรื่องอุณหภูมิ เรื่องความสูงของคลื่น ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้เรื่องน้ำ แม้กระทั้งเรื่อง climate change พระองค์รับสั่งตั้งแต่ปี 2538 และปัจจุบัน พระองค์ได้วางรากฐานสำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว”

เป็น “รากฐานสำคัญ” ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

  • คาดการณ์น้ำหลากล่วงหน้า

ดร.รอยบุญ เผยว่า จากข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ในปีนี้ สสน. คาดการณ์ว่าจะเป็นเหมือนปี 2544 ซึ่งปีนั้นโดยภาพรวม มีฝนทิ้งช่วง และมีฝนตกมากตอนปลายปี ซึ่งเมื่อปีนั้น ที่ ต.สรอย จ.แพร่ ปริมาณน้ำฝนหนัก มาเร็วและมาแรง เกิดน้ำหลาก ดินถล่ม และมีผู้เสียชีวิต 45 คน แต่ด้วยความพร้อมของเทคโนโลยีของเรากับศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัดแพร่ และจากการไปฟื้นฟูป่าจนได้รับรางวัลระดับประเทศ และพัฒนาแหล่งน้ำ ทำให้ปีนี้ 2566 เรารู้ว่าเหตุการณ์จะเกิดอีก นี่คือความแม่นยำของเทคโนโลยี โดยรู้ล่วงหน้า 3 วัน ชาวบ้านก็ใช้เวลาเตรียมการณ์รับมือ 3 วัน และเมื่อเหตุการณ์เกิดตอนตี 1 น้ำหลาก 3 วันก็จบ บ้านเรือนกว่า 100 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบน้อย นี่คือความแม่นยำของเทคโนโลยีและการน้อมนำพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำลงไปแก้ไขจนสำเร็จเป็นรูปธรรม อันนี้ เป็นการตอบโจทย์ที่ชัดมากๆ ว่าเราไม่ได้แค่ไปฟื้นฟูเรื่องแหล่งน้ำ แต่ด้วยระบบและความพร้อมของคน ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงวางรากฐานเอาไว้”

นอกจากนี้ พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ให้จัดตั้ง “มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่ได้น้อมนำหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นหลักในการดำเนินงานบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่น ชุมชน และประชาชน ที่มาร่วมกันลงมือทำ สร้างตัวอย่างความสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นการเชื่อมการทำงานกับ สสน. ที่เน้นงานวิจัย และงานสารสนเทศ

  • น้ำคือชีวิต

ดร.รอยบุญ กล่าวอีกว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญเรื่องน้ำ เพราะน้ำคือชีวิต ทรงให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลในการดำเนินงาน รวมไปถึงแนวคิดเรื่องการจัดการป่า การจัดการพื้นที่ เชื่อมต่อแก้มลิง อย่างที่พระองค์ทรงงานใช้แผนที่ เราได้เฝ้าฯ ถวายงานพระองค์รับสั่งว่า ชุมชนชาวบ้านใช้แผนที่ได้ พระองค์ก็ทรงชื่นชม และรับสั่งต่อว่า “ให้ทำผังน้ำด้วย” ซึ่งผังน้ำ คือผังความคิดในการบริหารจัดการน้ำ

“ทุกครั้งที่เข้าเฝ้าฯ จะมีรับสั่งให้เราไปคิดต่อเดินต่อ พอมีผังน้ำ วิเคราะห์สมดุลน้ำ ก็จะรู้ว่า ตรงไหนต้องเก็บต้องจัดการอย่างไร แล้วที่ทุกคนพูดว่า บริหารจราจรน้ำ ซึ่งก็คือ ถ้าทำผังน้ำได้ ก็บริหารจราจรน้ำได้ จากนั้นก็มีเรื่องบัญชีน้ำ เราก็จะรู้ว่า ใช้เท่าไหร่ เก็บเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเข้าใจลึกซึ้งไม่ใช่เรื่องยาก ประชาชนสามารถเข้าใจได้ ซึ่งผังน้ำ เราให้ประชาชนเป็นคนทำ เพราะรู้พื้นที่ดี สามารถทำได้ละเอียด ถ้าน้ำมา ประชาชนก็จะรู้ว่า จะไปเก็บน้ำไว้ตรงไหน”

“พระองค์ทรงสอนว่า เวลาทำงานกับชุมชนกับชาวบ้าน เขารู้พื้นที่ดีกว่าเรา ให้เป็นไปตามภูมิสังคมนั้นๆ” ดร.รอยบุญ กล่าว และยกตัวอย่าง ต.ดงเดือย อ.กงไกรศาล จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นรอยต่อกับ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ที่มีปัญหาน้ำท่วม

“เมื่อปี 2554 เราปรับให้เขาเป็นพื้นที่ประมง จากที่ทำนาอย่างเดียว เราก็ให้เขาทำประมง ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ชีวิตไม่ได้ยึดอยู่อย่างเดียว ตอนนี้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาหมอ อันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งเราจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า แต่ละปีจะเจออะไร เช่น ถ้าปีนี้น้ำท่วมเราก็จะสื่อสารกันให้ชาวนาทำนาก่อน เก็บเกี่ยวก่อน และพอน้ำท่วมก็ทำประมง จากเมื่อก่อน ทำนาอย่างเดียว ตอนนี้กลายเป็นทำประมงเป็นอาชีพ จากการเป็นพื้นที่แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งกลายมาเป็นอาชีพหลักที่มีรายได้ที่ดีมากๆ”

จากการแก้ปัญหาดังกล่าว ดร.รอยบุญ กล่าวว่า หลักการทรงงานของพระองค์ คือ เอาภูมิสังคมเป็นตัวตั้ง และเอาคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา เพราะเขาต้องพึ่งตัวเอง เราตั้งคำถามจนเขาพบคำตอบของเขาเอง เข้าใจแผนที่ว่าจะบริหารน้ำยังไง จะทำยังไงให้หน้าแล้งมีน้ำใช้ด้วย

“หลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทั้งหมด คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า คนที่จัดการทรัพยากรตัวเองได้ ก็จะจัดการน้ำได้ดี ดินดี แล้วต้นไม้ ป่า หรือเกษตรก็ดีด้วย ท้ายที่สุด คือการพัฒนากลุ่มคน พัฒนาพื้นที่ที่ดีมากๆ เป็นการสร้างคนที่สามารถบริหารตัวเองได้ หลักการของพระองค์คือต้องพึ่งตนเองได้”

ผลสัมฤทธิ์จากพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเป็นที่ประจักษ์ชัดมากมาย ปัจจุบันทำสำเร็จแล้ว 1,827 หมู่บ้าน มีแกนนำ 60 ชุมชน และตัวอย่างความสำเร็จ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ 26 แห่ง อาทิ ชุมชนบ้านดงผาปูน ต.บ่อเกลือใต้ จ.น่าน ที่พลิกฟื้นผืนป่า ด้วยวนเกษตร, ชุมชนป่าภูถ้ำ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ที่สามารถบริหารจัดการน้ำในช่วงแล้งได้อย่างน้อย 4 ปี, ชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง จ.เพชรบุรี จากการจัดรูปที่ดินพื้นที่เกษตร ผังที่ดินและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงจัดการน้ำ ก็เปลี่ยนจากเกษตรกรไม่มีที่ทำกิน เป็นผู้ประกอบการได้ และชุมชนคลองรังสิต อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี สามารถสร้างความมั่นคงน้ำมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 29 ล้าน ลบ.ม. พัฒนาร่องสวนปาล์มน้ำมันพื้นที่ 22,632 ไร่ เป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำ 15.84 ล้าน ลบ.ม. และสามารถขยายเครือข่ายจัดการน้ำ 9 ตำบล โดยมีผู้ได้รับประโยชน์ 6,400 ครัวเรือน ในพื้นที่เกษตร 52,000 ไร่

“ที่พระองค์ทรงงานไว้ เป็นการทรงงานที่มองครบ และทรงวางรากฐานสำคัญของประเทศ ทั้งความมั่นคงเรื่องน้ำ ความมั่นคงเรื่องพลังงานที่เป็นพื้นฐาน แต่สิ่งที่เราควรเข้าใจและเดินต่อคือ แนวพระราชดำริเรื่องแก้มลิง น้ำท่วมเป็นโอกาสที่เราควรเก็บน้ำ ความพอเพียงจริงๆ พระองค์ทรงมองเรื่องความสมดุล เพราะพื้นฐาน คือการจัดการทรัพยากรที่สมดุล”

ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ กำลังถือหนังสือ เทิดด้วยทำ
  • เทิดด้วยทำ

ดร.รอยบุญ ได้มีโอกาสตาม ดร.สุเมธ และ ดร.รอยล เข้าเฝ้าฯ ในหลวง รัชกาลที่ 9 บ่อยครั้ง ทำให้ได้ซึมซับสิ่งที่พระองค์รับสั่งมากมาย

“พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพ ทรงมองทุกเรื่องทุกระดับ ทรงมองล่วงหน้า อย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรง หลายๆ คน ขนาดผู้เชี่ยวชาญวิชาการยังมองครอบคลุมไม่หมด ทรงคิดทันสมัยตลอด ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงงานไปตามภูมิภาคต่างๆ ถึง 8 เดือน ทำให้ทรงเข้าใจประเทศไทย เมื่อทรงเข้าใจประเทศไทย ก็ทรงเป็นนักพัฒนาที่ดี และจากการเข้าเฝ้าฯ เราได้เห็นความห่วงใยที่พระองค์มีต่อคนไทย และจะรับสั่งแต่เรื่องงาน ที่ชัดมากๆ ในวันที่ ดร.สุเมธเข้าเฝ้าฯ ตอนที่มีพระราโชบายให้ตั้งมูลนิธิอุทกพัฒน์ ซึ่งดร.สุเมธขอพร พระองค์พระราชทานพรว่า “งานยังไม่เสร็จ งานยังไม่เสร็จ” ก็คือทรงฝากงานไว้กับพวกเรา”

“ดังนั้น เราก็ต้องช่วยกันทำต่อ ซึ่งเราก็ตั้งใจทำงานสนองในหลวง รัชกาลที่ 9 และเราอยากจะส่งต่องานให้รัฐบาล ที่เราคิดแมคโครว่าสามารถทำได้ระดับประเทศ โดยเราทำพิสูจน์ไมโครสำเร็จทุกโมเดลแล้ว ซึ่งถ้าทำแล้วประเทศดีขึ้น และใช้งบประมาณน้อยมาก ประชาชนได้รับประโยชน์ ทั้งความมั่นคงเรื่องน้ำ ครอบครัวมีความสุข สังคม เศรษฐกิจตามมา ตรงกับคำว่า ยั่งยืน ที่ทำให้มีความสุข”

ดร.รอยบุญ กล่าวว่า ประเทศไทยมีมิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องหมดแล้ว เพียงแต่ต้องมาทำต่อ “เทิดด้วยทำ” เราใช้คำนี้มาตลอด ไม่ใช่บอกแต่รักพ่อ แต่ต้องลงมือทำด้วย เทิดด้วยทำ ประเทศไทยจะยั่งยืน

“ทุกอย่างที่ทรงให้เราไว้ ทุกอย่างครบหมด ทรงให้เท่าทันโลกาภิวัฒน์ คือ เท่าทันความเปลี่ยนแปลง คำที่พระองค์ทรงสอนทุกอย่าง ทันสมัยทุกเวลา”

ในฐานะผู้สนองงานมาตลอด 20 ปี ดร.รอยบุญมีความตั้งใจที่อยากจะเทิดด้วยทำ ด้วยการใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถนำแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้าระบบของรัฐ และให้รัฐเดินต่อ จะผลักดันทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะถ้าคิดเป็นองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ประเทศไม่เปลี่ยน และเราก็จะเผชิญปัญหาที่รุนแรงขึ้น เพราะเรื่องน้ำกระทบกับทุกเรื่อง ทั้งสังคม เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตร

“หนังสือเทิดด้วยทำเล่มนี้ จะให้อยู่ในระบบการศึกษา เข้าระบบราชภัฎ ซึ่งในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงให้ความสำคัญราชภัฎ ก็จะมีการทำหลักสูตร โดยเริ่มจากคนที่สนใจก่อน ต่อจากนั้น ก็เป็นอาชีวะ และจะแปลงหนังสือเล่มนี้ให้อยู่ในระบบของ สพฐ. แปลงหนังสือเล่มนี้ ให้อยู่ในระบบการจัดการทรัพยากร ทรัพยากรคือทรัพย์ และเราจะรักษาทรัพยากรของเราอย่างไร ถ้าเรารักษาทรัพย์ของพวกเราได้ มันอยู่รอดด้วยกัน ทุกคนสามารถช่วยได้ โดยการเทิดด้วยทำ”

“เรายินดีให้ความร่วมมือกับรัฐ เป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอด รัฐไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เราทำมา 20 กว่าปี เราพิสูจน์แล้ว โดยเรามีข้อมูล เรามีแนวทาง ที่เป็นตัวอย่างการจัดการเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทั้งต้นน้ำ พื้นที่รับน้ำ พื้นที่เสี่ยงท่วม พื้นที่เสี่ยงแล้ง พื้นที่ปลายน้ำ มีข้อมูลทั้งหมด และมีตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติทั้งหมด 26 แห่ง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ตอบโจทย์ครบเลย เรามีองค์ความรู้ตัวอย่างที่ไปปรับในพื้นที่ไหนๆ ก็ได้ในประเทศไทย องค์ความรู้ทั้งหมดไปปรับได้ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ได้มาจากเข้าใจแผนที่ เข้าใจผังน้ำ และเอาหลักคิดของพระองค์มาใช้ เช่น คลองดักน้ำหลาก ถนนน้ำเดิน แก้มลิง สระพวง เกษตรทฤษฎีใหม่ เราประยุกต์แนวพระราชดำริทุกอย่างมาใช้ทั้งหมดในการพัฒนาที่ยั่งยืน”

“พระองค์ได้วางรากฐานทุกอย่างแล้ว เราต้องพร้อมใจกันเข้าใจ และสืบสาน รักษา ต่อยอด” ดร.รอยบุญ กล่าวทิ้งท้าย