ในหลวง มีพระราชดำรัสทูตไทยทั่วโลก ‘ไม่ลืมจุดยืนปท. รู้เขา รู้เรา ทันสมัย รักษาความเป็นมิตร’

25.11.23 | 17:29 น.

ในหลวง มีพระราชดำรัสทูตไทยทั่วโลก ‘ไม่ลืมจุดยืนปท. รู้เขา รู้เรา ทันสมัย รักษาความเป็นมิตร’

เมื่อเวลา 18.17 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำ คณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ เฝ้าฯ รับพระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่และความเป็นสิริมงคล ในโอกาสที่กระทรวงการต่างประเทศจัดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 19-24 พฤศจิกายน 2566

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาในการทรงตอบข้อซักถามและพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับบทบาททางการทูตในสถานการณ์โลกยุคปัจจุบัน และการปลูกฝังความผูกพันของเยาวชนไทยในต่างประเทศกับประเทศไทย ทั้งยังทรงเล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไป ทรงศึกษาที่เครือรัฐออสเตรเลีย ทั้งนี้ ได้พระราชทานข้อความเพื่อเอกอัครราชทูตและกงสุลไทยในต่างประเทศ เชิญไปเผยแพร่แก่ประชาชนชาวไทยในต่างประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป โดยมีใจความดังต่อไปนี้

“มีความยินดี ปลื้มปีติที่ได้ต้อนรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้แทนของประเทศ ผู้แทนของรัฐบาล ผู้แทนของประชาชนชาวไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ดีมากที่กระทรวงได้จัดให้มีการประชุม พบปะ สัมมนาในระหว่างผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนของประเทศตามที่ได้พูดไปแล้ว ซึ่งได้โอกาส ให้โอกาสที่ท่านทั้งหลายจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห้น รายงานข้อมูลสถานการณ์ ตลอดจนข้อสังเกตของแต่ละคนให้เพื่อนร่วมงานได้ฟัง ตลอดจนน่าจะได้ข้อยุติหรือข้อตกลงใจ หรือข้อสรุปในหลายๆ อย่างที่นำมาพูดกัน เพื่อน้อมนำไปปฏิบัติหน้าที่เป้นผู้แทนของประเทศชาติได้ดีขึ้นและทันท่วงทีตลอดจนได้รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติของเราไว้”

Advertisement

“ในปัจจุบันนี้ สถานการณ์ของโลกซึ่งประกอบด้วยประเทศต่างๆ ในแต่ละทวีปแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศ แต่ละกลุ่ม ซึ่งในโลกนี้ก็มีหลายกลุ่ม ก็มีจุดยืนของแต่ละกลุ่ม แต่ละประเทศแต่ละฝ่าย ซึ่งท่านทั้งหลายได้คุยกันว่าจะพูดกันถึงโลกแบ่งขั้ว ขั้วนี่มีมานานแล้ว ทั้งในประเทศและนอกประเทศก็มีขั้ว มีความคิดที่แตกต่างกันไปตามผลประโยชน์ส่วนบุคคล และผลประโยชน์ของประเทศ”

“อันประเทศไทยของเรานั้น ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วว่า เราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ และมีจุดยืน จุดยืนต่างๆ ก็เปลี่ยนพัฒนากันมาตามยุคสมัย แต่จุดยืนนั้นก็มาจากวัฒนธรรม มาจากค่านิยมของประเทศไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์ของตนเอง”

“จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ หลายๆ อย่างเอกลักษณ์ ค่านิยมของประเทศไทยในความภูมิใจในความเป็นคนไทย ในความรักประเทศชาติ เสียสละต่อประเทศชาติ หวังดีและพัฒนาประเทศก็มีมานานแล้วทุกยุคทุกสมัย ประเทศเราก็มีจุดยืน เพราะฉะนั้น สถานการณ์หรือจุดยืนต่างๆ ของโลกซึ่งวุ่นวาย เปลี่ยนแปลงไปมา เป็นขั้วเป็นอะไรก็แล้วแต่ ก็มีอยู่ ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าเรานึกถึงจุดยืน วัฒนธรรม ค่านิยม ผลประโยชน์ของประเทศเรา มันก็จะเป็นจุดยืนของเราเอง ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงและจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ในการรักษาพระราชไมตรี หรือป้องกันผลประโยชน์และประชาชนของเรา”

“อย่างที่เน้นพูดแล้วว่า สถานการณ์ของแต่ละประเทศก็สอดคล้องหรือต้องเอาสถานการณ์จุดยืนของเรามาปรับให้ถูกต้อง จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เราต้องรักษาทั้งไมตรี มิตรไมตรี แต่เราก็ต้องรู้เขาจะได้รับมือได้ และการที่จะรู้เขาได้อย่างดี ก็คือต้องรู้เรา”

“หลายคนอยู่ต่างประเทศ สมัยก่อนอยู่ต่างประเทศนาน บางทีก็มีความภูมิใจในความเป็นไทย มีความตั้งใจในการเป้นคนไทยที่ดี บางทีก็รู้จักทุกอย่าง สมัยก่อนรู้จักทุกอย่าง การไปค็อกเทลปาร์ตี้ การไปรีเซฟชั่นต่างๆ แต่พอถามถึงเรื่องเมืองไทย หลายปีก่อนนี้ ทูตตอบไม่ได้ ประเทศไทยเป็นยังไง สถานการณ์เป็นยังไง คนไทยใช้ชีวิตยังไง ตอบไม่ได้ สำคัญที่จะต้องเข้าใจว่าประเทศเราเป็นยังไง และน่าจะเป็นยังไง เพื่อให้ประชาชนเรามีความสุข และเขาเป็นอย่างไร แต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาค แต่ละค่าย แต่ละขั้ว และทำยังไงที่จะอยู่กับเค้าได้โดยรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และคุ้มครอง หน้าที่เราอีกอย่างหนึ่งคือ การคุ้มครอง ปกป้องประชาชนที่อยู่ในต่างแดน คุ้มครองปกป้องชื่อเสียงเกียรติยศและความจริงของประเทศไทย”

“เพราะฉะนั้นต้องทำอะไร ต้องสนใจติดตามและทำตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ อย่างที่พูดไปแล้ว และรู้หน้าที่ของเรา ไม่ใช่งานง่ายนะงานทูตเนี่ย งานทูตไม่ใช่ยกแก้วแชมเปญดื่ม หรือไปค็อกเทลแล้วพูดไทยแลนด์นู่น ไทยแลนด์นี่ มันเป็นเรื่องของสมัยนี้ต้องเข้าใจเค้า ต้องเข้าใจเรา รู้จักตัวเราเอง และรู้ว่า นโยบายของกระทรวง นโยบายของประเทศ นโยบายของรัฐบาล ความต้องการค่านิยมของประชาชนเป็นอย่างไร”
“ไม่ลืมจุดยืนของประเทศ และนโยบายของประเทศ รักษาความเป็นมิตรด้วย ประนีประนอมในสิ่งที่ควรประนีประนอม ความเป็นกลางในใจ ความสงบ ความเป็นกลางในใจก็สำคัญ การไปอยู่ประเทศเค้าต้องมี sympathy (ความเห็นอกเห็นใจ) หรือมี friendship (มิตรภาพ) กับเค้าบ้าง อะไรที่มันไม่ถูก อะไรที่ไม่ต้องกับประเทศชาติ ก็มาคิดไว้ แต่เราก็ต้องรักษาความเป้นมิตร ความประนีประนอม อย่างน้อยในมารยาทให้ได้ดี เพื่อทำงานได้ อยู่กับเค้าต้องทำงานได้”

“อย่างการประชุมสรุปแล้ว่า ก็มีประโยชน์ ถ้าทุกคนตั้งใจ สนใจแลกเปลี่ยนความคิด มา Reflex (สะท้อน) มาทำให้ตัวเองทันสมัยในนโยบายของรัฐบาล นโยบายของประเทศ ตลอดจนค่านิยมของประชาชนของเรา ทั้งหมดนี้ท่านก็คงจะได้สามารถเอาปฏิบัติได้ เพราะทูตของกระทรวงการต่างประเทศเก่งอยู่แล้ว ผู้แทนต่างๆ สมัยใหม่มีความคิดที่ก้าวหน้า มีความคิดที่มีเหตุผล และการติดต่อสื่อสารของเมืองไทยหรือของโลก ต่างกับตอนที่พวกเราหนุ่มๆ เป็นนักเรียน สมัยก่อนเขียนจดหมาย 7 วันถึงถึงบ้าน ทาบ้านตอบอีก 7 วันมาถึง มีเรื่องอะไรด่วนก็โทรเลขภาษาอังกฤษ เดี๋ยวนี้มีทั้งโทรศัพท์ ทั้งเห็นหน้า ทั้งไลน์ ทั้งอินเตอร์เน็ตอะไรต่างๆ นั่งอยู่ที่ไหน นอนอยู่ที่ไหนก็โทรศัพท์ได้”

“สมัยก่อน ตอนข้าพเจ้าเป็นนักเรียนกว่าจะได้เข้าโทรศัพท์ ถึงโทรศัพท์ขอร้องเค้าเกือบตายกว่าจะได้พูดโทรศัพท์ แม้จะอยู่ต่างจังหวัดโทรไปลอนดอนก็ถือว่าสวรรค์แล้ว เดี่ยวนี้นั่งอยู่ที่ไหนก็สามารถติดต่อกันได้ เพราะฉะนั้น งานการทูตก็สะดวกขึ้น เป็นจริงมากขึ้น ทั้งหมดก็เป็นเพียงความคิด ก็ขอให้ท่านทั้งหลายนำไปพิจารณาด้วยว่า รู้เขา รู้เรา รู้ตัวเอง ทันสมัย เข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไร มีอะไรปรึกษาหารือกัน ติดต่อง่ายนิดเดียวคุยกันได้ ขอให้ท่านทั้งหลายได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสบายใจ มีความโชคดี มีความแจ่มใสในสติปัญญาและความคิดต่างๆ ก็ขอขอบใจ”