ในหลวง มีพระราชดำรัส ‘โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ และการปลูกฝังความผูกพันคนรุ่นใหม่กับปท.ไทย’

25.11.23 | 17:52 น.

ในหลวง รับสั่ง ‘โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ และการปลูกฝังความผูกพันของคนรุ่นใหม่กับปท.ไทย’

เมื่อเวลา 18.17 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำ คณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ เฝ้าฯ รับพระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่และความเป็นสิริมงคล ในโอกาสที่กระทรวงการต่างประเทศจัดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 19-24 พฤศจิกายน 2566

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาในการทรงตอบข้อซักถามและพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับบทบาททางการทูตในสถานการณ์โลกยุคปัจจุบัน และการปลูกฝังความผูกพันของเยาวชนไทยในต่างประเทศกับประเทศไทย ทั้งยังทรงเล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไป ทรงศึกษาที่เครือรัฐออสเตรเลีย ทั้งนี้ ได้พระราชทานข้อความเพื่อเอกอัครราชทูตและกงสุลไทยในต่างประเทศ เชิญไปเผยแพร่แก่ประชาชนชาวไทยในต่างประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม ในหลวง มีพระราชดำรัสทูตไทยทั่วโลก ‘ไม่ลืมจุดยืนปท. รู้เขา รู้เรา ทันสมัย รักษาความเป็นมิตร’

Advertisement

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ขอพระราชทานกราบบังคมทูลถามว่าตนต่างประเทศต่อไป”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า “คราวก่อนเราก็เจอกันที่ลอนดอน ตอนงานบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ ได้เห็นความน่ารักของคนไทย ได้เห็นความภูมิใจในความเป็นไทย ได้เห็นมิตรจิตมิตรใจของคนไทย ก็ปลื้มใจ ก็กลับมาก็ยังคิดถึงพวกเค้า ตุ๊กตาที่เค้าให้ก็ยังอยู่ในบ้าน บนโซฟา มองทุกครั้งก็นึกถึงพวกเขา ก็ฝากความรักความคิดถึง และความปลื้มภูมิใจที่เขารักษาความเป็นไทย เป็นผู้แทนของประเทศชาติและสังคมไทย ไม่ว่าคนไทยอยู่ที่ไหน ถ้าเค้ามีความตั้งใจ ภูมิใจในความรักบ้านเมือง ภูมิใจในบ้านเมืองก็อยู่สบาย ความเป็นไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็รอดทั้งนั้น ฝากความรักและคิดถึงไปถึงเค้าด้วย”

จากนั้น เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย กราบบังคมทูลถามว่า “โดยที่รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างเตรียมการต้อนรับ พล.อ.เดวิด เฮอร์ลีย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และภริยา ที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า จึงขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าเมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทรงศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า “พล.อ.เดวิด เฮอร์ลีย์ เป็นนักเรียนนายร้อยร่วมชั้นร่วมรุ่นกับข้าพเจ้า รู้จักกันตั้งแต่ 2515 ตอนเราเข้ามาจากพลเรือนมาเป็นนักเรียนนายร้อยชั้น 1 เรียนด้วยกันจนถึง 2518 และมีการติดต่อมาเสมอ การไปออสเตรเลียก็มีความน่าประทับใจและมีประโยชน์ เพราะได้อยู่ประมาณ 7 ปี ตั้งแต่เป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมหรือเตรียมทหาร เข้าศึกษานักเรียนนายร้อยอีก 4 ปี จากนั้นไปอยู่หน่วยทหารต่างๆ อีก 1 ปี ก็ 7 ปี ได้ประโยชน์ในการได้ความรู้ ได้รู้จักเข้าใจชีวิตของคนออสเตรเลีย ทั้งคนในเมือง คนต่างจังหวัดทุกอาชีพ เพราะทหารสมัยนั้น เค้ามาจากหลายอาชีพ และได้รับการฝึกให้อดทนให้อดกลั้น และให้มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ซึ่งก็เหมาะสมสำหรับข้าพเจ้าในวัยหนุ่มสมัยนั้น ก็ได้ความรู้และได้เพื่อนมา ถ้าศึกษาที่ไหนก็ตาม ตั้งใจศึกษารู้เค้ารู้เรา ศึกษาให้ได้ตามที่เราต้องการก็ดี เพราะฉะนั้นก็ต้อนรับ พล.อ.เฮอร์ลีย์ ก็เป็นจุดหมายหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นมิตรของทั้งสองประเทศ ตอบแค่นี้ว่า ก็ดีใจที่จะได้เจอ พล.อ.เฮอร์ลีย์”

จากนั้น เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กราบบังคมทูลถามว่า การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทรงมีความคาดหวังต่อทูตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และขอพระราชทานคำแนะนำเพื่อปวงข้าพระพุทธเจ้าจะรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมต่อไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า “โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ ประเทศชาติและโลก สังคมในโลกเปลี่ยนแปลงตลอด จะบอกว่าคาดหวังก็ไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของพวกท่านที่จะศึกษาอย่างที่พูดไปเมื่อกี้แล้วว่า ศึกษาสถานการณ์ วิเคราะห์สถานการณ์ แล้วก็รู้ วิเคราะห์สถานการณ์ ตระหนักและรู้ในความต้องการของประเทศชาติ และมีแอพพลายด์เอา เพราะงานทูตเป็นงาน dynamic ไม่ใช่งาน static มีขอบเขตมีกฎเกณฑ์อยู่ แต่งานทูตคือ dynamic ตลอด ไม่ใช่ถือแค่ค็อกเทล ถือแก้วไทยแลนด์ๆ อย่างเดียว เหมือนตอนข้าพเจ้าเด็กๆ พูดแค่นั้น ถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ต้องรู้ ต้องเป็นคนไทย ต้องทันสมัย และต้องปรับ เพราะอาจจะเจออะไรแปลกๆ เพราะการทูตบางทีก็จริงใจบ้าง ไม่จริงใจบ้าง จริงใจในผลประโยชน์ และก็ต้องเจอคนไม่จริงใจเยอะ เราก็ต้องรักษาความจริงใจของเราไว้ เพื่อดำเนินธุรกิจ เพื่อดำเนินภารกิจของเราไปได้ แต่ด้วยจิตใจที่ดี จิตใจที่เป็นธรรม”

จากนั้น เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กราบบังคมทูลถามว่า ในภาวะปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงของชุมชนไทยในต่างประเทศ จากรุ่นเก่าไปสู่รุ่นใหม่ ขอพระราชทานแนวทางในการปลูกฝังเรื่องของความผูกพันกับคนรุ่นใหม่กับประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า “รุ่นเก่ารุ่นใหม่มันมีตลอดเวลา รุ่นใหม่ก็กลายเป็นรุ่นเก่า ไม่แน่ว่า รุ่นเก่าคืออะไร รุ่นใหม่คืออะไร เพราะสมัยเราหนุ่มๆ กัน เราก็รุ่นราวใกล้เคียง เค้าก็ว่าเราเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่คนสมัยนี้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น สมัยลุงสมัยป้าคนเค้าคิดอย่างงี้อย่างงั้น คนรุ่นใหม่ไม่มีความคิด คนรุ่นใหม่เป็นอย่างนู้นอย่างนี้ เราก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่กันทั้งนั้นที่อยู่ในห้องนี้ คนไทยก็ควรมีความภูมิใจว่า เรามีเชื้อชาติของเผ่าไทยคนไทย มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีค่านิยมในความเป็นคนไทย มีภาษา มีศาสนา แล้วก็ทุกคนก็มีความคิดที่ดีส่วนใหญ่ ส่วนรุ่นใหม่ รุ่นเก่านั้น สมัยก่อนเป็นนักเรียน เป็นเลขาตรี คนสมัยก่อนมาบอก ทูตเค้าก็มาบอกว่า พวกคุณคนรุ่นใหม่คิดอย่างนี้คิดอย่างนั้น สมัยผมควรจะทำอย่างนี้ มันก็พอกันนั่นแหละ รุ่นเก่ารุ่นใหม่ ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ ทุกคนก็ต้องเข้าใจ ประสบการณ์ก็ทำให้คนรุ่นใหม่ เป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่มีใครอยากเป็นคนรุ่นเก่าหรอก ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ขึ้น”

“กระทรวงการต่างประเทศชอบพูด สมัยก่อน พวกข้าพเจ้าเป็นคนหัวก้าวหน้า มันก็ต้องก้าวหน้า ก้าวหน้าในทางที่ถูกต้อง ไม่ก้าวหน้ามันก็เป็นเต่าล้านปี แต่ถ้าก้าวหน้า แล้วความคิดไม่สร้างสรรค์ ความคิดบ่อนทำลาย มันก็ไม่ใช่ความก้าวหน้า เหมือนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าเหมือนกัน คนรุ่นปัจจุบันก็คือคนรุ่นใหม่ คนเก่าพัฒนามาเรื่อยๆ วันเวลาผ่านไป เกิดดับ เกิดดับไป ทุกวันที่เราตื่นมาเราก็เป็นคนใหม่ คนรุ่นใหม่ แต่เรามีประสบการณ์ เพราะฉะนั้น คนรุ่นใหม่ก็เหมือนกับพวกเราทุกคน เค้าต้องมีประสบการณ์ เค้าต้องได้ความเข้าใจ ความรู้ การเรียนรู้ต่างๆ”

“ขอขอบใจทุกคนที่มา ขอขอบใจทุกคนที่ตั้งใจทำงาน มีความคิดและทัศนคติที่ดีต่อประเทศ และทุกคนก็ขอให้เป็นคนรุ่นใหม่ในทางที่ดีที่ถูก จะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ก็เป็นคนรุ่นใหม่ได้ คนรุ่นใหม่ที่รับสถานการณ์ที่ dynamic สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเราก็มีค่านิยมของประเทศชาติที่เป็นจุดยืนอยู่แล้ว ก็ขอขอบใจ ขอให้มีความสุขความเจริญ”