พระเทพฯ ทรงบรรยายการทรงงานอนุรักษ์ป่าไม้ “ในหลวง ร.9”

6.03.17 | 14:03 น.

เมื่อเวลา 08.06 น. วันที่ 6 มีนาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเป็นประธานในการสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน” ครั้งที่ 3 ที่ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต.ผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน จัดโดยสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับกองทัพบก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดน่าน และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อระดมความรู้และประสบการณ์ในการหาแนวทางและวิธีการหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าน่าน

โอกาสนี้ เสด็จฯทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และนิทรรศการต่างๆ จากนั้นทรงบรรยายเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไทย” ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จฯไปที่ไหน ก็เห็นคนตามเสด็จจำนวนมาก หลายคนจดพระราชกระแสและนำมาแจกจ่าย เท่าที่ตามเสด็จฯไปภาคต่างๆ ในประเทศไทย สังเกตว่าโปรดให้เจ้าหน้าที่ตามเสด็จฯไปด้วย มีหน่วยงานการเกษตร ชลประทาน พัฒนาที่ดิน กรมแผนที่ทหาร การที่ทำงานเพื่อความผาสุกของราษฎรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำได้โดยไม่ปรึกษาผู้อื่น

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งด้วยว่า ป่าไม้จะเจริญได้ต้องมีน้ำ มีความชุ่มชื้น มีดิน มีปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยก็มาจากใบไม้ที่หมักและเพิ่มสารที่มีแร่ธาตุเพื่อเป็นอาหารของพืช ซึ่งพืชจะต้องอยู่ด้วยระบบนิเวศที่พึ่งพาอาศัยกัน ขณะเดียวกันป่าไม้ช่วยรักษาความชุ่มชื้น รักษาหน้าดิน โดยปัญหาการตัดไม้ในปัจจุบัน คือ คนมีจำนวนมากขึ้น มีการเคลื่อนย้ายมาอยู่อาศัย ทำให้มีการบุกรุกทำลายป่ากันมากขึ้น แม้ว่าสมัยก่อนก็มีการบุกรุกแล้วเช่นกัน ต้นไม้ปัจจุบันมีทั้งที่เป็นป่าธรรมชาติและป่าที่ปลูดทดแทน ประเทศไทยมีการลักลอบตัดต้นไม้ที่มีคุณค่า บางคนไม่ได้อยากเอาไม้มาใช้แต่อยากได้ที่ดิน ก็ทำการเผา ต้องพยายามแก้เรื่องนี้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสให้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา ทำหน้าที่เสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการสรุปผลการพัฒนาที่ประชาชนเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ ทั้งหมด 6 ศูนย์ทั่วประเทศ อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ มีพระราชดำริให้ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินผล ไม้ใช้ฟืน ไม้ทั่วไป ในพื้นที่ยังมีธารน้ำเล็กๆ มีพระราชดำริให้ทำฝายชะลอน้ำ เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงป่าและป้องกันดินถล่ม นอกจากนี้ ทรงแนะนำให้ทดลองนำไม้โตเร็วมาปลูก เพื่อเป็นไม้ใหญ่คืนความชุ่มชื้นให้พื้นที่ พร้อมกับทรงแนะนำการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์และทำตลาดให้ชาวบ้าน ปัจจุบันชาวบ้านมีความรู้ เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือเกษตรกรดีเด่น พร้อมแบ่งปันความรู้ให้ชุมชนอื่น

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชกระแสรับสั่งเมื่อปี พ.ศ.2519 ในเรื่องการปลูกป่าไม้ในใจคนว่า ควรปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง สำหรับพระองค์ไม่ว่าทรงงานพื้นที่ไหน ทรงใช้เวลาในการศึกษาถึงค่ำถึงดึก เรียกได้ว่าปูพรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงอนุรักษ์ป่าไม้ได้ ด้วยวิธีต้องรักษาป่า พัฒนาคุณภาพดิน แหล่งน้ำ พัฒนาสัตว์ พืช และพัฒนาการศึกษา ทุกอย่างต้องรวมกัน ในที่สุดการพัฒนาคนให้มีสุขภาพดี ความเป็นอยู่ดี มีความรู้ มีความสุข เพื่อให้ช่วยกันรักษาบ้านเมืองสืบต่อไป” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่ง

Advertisement

ทั้งนี้ ระหว่างทอดพระเนตรนิทรรศการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งกับ นายสว่าง กองอินทร์ ผู้อำนวยการสำนักสนองงานพระราชดำริ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ว่า ให้ปรับปรุงเส้นทาง ถ.แม่สอดอุ้มผาง อ.อุ้มผาง จ.ตาก เนื่องจากไม่มีสะพาน ในช่วงหน้าแล้งไม่มีปัญหาอะไร ประชาชนยังสัญจรได้ แต่เมื่อถึงฤดูฝน มีปัญหาน้ำหลาก ทำให้เส้นทางถูกตัดขาด ประชาชนสัญจรไม่ได้ ซึ่งเคยมีประชาชนป่วยและต้องเสียชีวิตอยู่ที่บ้าน เนื่องจากเดินทางไม่ได้ จึงมีพระราชดำริให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สร้างสะพานแบริ่ง เพื่อช่วยเหลือราษฎรในการสัญจร อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ กรมอุทยานฯ จะเข้าไปสำรวจร่วมกับเลขาธิการกปร. และแม่ทัพภาคที่ 3 เพื่อนำเรื่องกราบบังคมทูล และจัดสร้างโดยเร็ว

ขณะที่นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ ได้บรรยายเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการที่ส่งผลให้ได้ป่าต้นน้ำของจังหวัดน่านกลับคืนมาว่า ป่าน่านถูกทำลายมาตลอด 10 ปี ปัจจุบันป่าน่านเหลือ 4.8 ล้านไร่ จากที่เคยมี 6.4 ล้านไร่ คิดเป็น 30% ของพื้นที่ป่าที่หายไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตัวเลขการสูญเสียป่าต้นน้ำ จ.น่าน ยังไม่นิ่ง มีการบุกรุกเพื่อทำการเกษตรเฉลี่ยปีละ 200,000 ไร่ ข้อมูลดังกล่าวได้รายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้รับทราบเมื่อมีการลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามการแก้ปัญหาป่าต้นน้ำเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี ที่มีผู้นำประเทศมาสนใจจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดที่ถูกลืมในระบบราชการแผ่นดินไทย โดยนายกฯได้พูดคุยกับผู้นำชุมชน 99 ตำบล ชาวบ้านสะท้อนความคับแค้นใจและปัญหาที่ไม่สามารถรักษาป่าต้นน้ำได้ แต่ผลจากการลงพื้นที่ยังลุ้นอยู่ว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการแก้ปัญหาที่ดีขึ้นหรือไม่

นายบัณฑูรกล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาป่าต้นน้ำน่านต้องแก้ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ รัฐบาลต้องเป็นผู้แก้ปัญหา ภาคเอกชนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องแก้ที่ระบบโครงสร้างนโยบายของรัฐ ปัญหานี้จึงจะสำเร็จ ทางออกควรเริ่มต้นด้วยการจัดการพื้นที่ทำกิน เพราะพื้นที่ในจังหวัดน่าน 85 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ที่เหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีเจ้าของหมดแล้ว โจทย์แก้ปัญหาน่านจึงยากกว่าจังหวัดอื่น ควรยอมรับว่ามีชุมชนทำกินในพื้นที่ป่าและพื้นที่อนุรักษ์ประกาศทับในภายหลัง หากจัดการกำหนดที่ทำกินได้แล้ว จากนั้นทุกฝ่ายร่วมพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริเพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้ตลอดปี ตลอดจนศึกษาและสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการปลูกพืชทางเลือก
“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งห่วงใยปัญหาป่าต้นน้ำน่านอย่างยิ่ง” นายบัณฑูรกล่าว