มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ‘พยุหยาตราทางชลมารค’ ความงดงามสืบสานมรดกวัฒนธรรม

25.10.24 | 17:09 น.

มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ‘พยุหยาตราทางชลมารค’ ความงดงามสืบสานมรดกวัฒนธรรม

ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

โดยวันที่ 27 ตุลาคมนี้ จะเป็นอีกหนึ่งวันมิ่งมงคลที่พสกนิกรชาวไทยจะได้ร่วมถวายความจงรักภักดี และเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดย ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

อ.ธงทอง จันทรางศุ ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 กล่าวถึงความสำคัญของพระราชพิธีครั้งนี้ว่า แต่ก่อนประเทศไทยมีการคมนาคมสัญจรในเส้นทางน้ำ เพราะเป็นเส้นทางที่สะดวกไปมาหาสู่กันได้ง่าย เรือจึงมีความสำคัญมาก โดยสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อให้สมกับพระเกียรติยศ เรือพระที่นั่งก็ต้องมีการประดับตกแต่งอย่างประณีต และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ

Advertisement

“ดั่งเช่น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่มีความหมายถึงพระผู้เป็นเจ้า มีเทพเป็นพาหนะ พระพรหมนั้นทรงหงส์ ถ้าเป็นพระนารายณ์ทรงครุฑ เรือพระที่นั่งพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ก็เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าถ้าเห็นเรือลำนี้ ก็ทราบได้ว่าผู้ที่ประทับเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเรา ซึ่งเรือเหล่านี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาที่ได้มีการบันทึกไว้ รวมไปถึงจดหมายเหตุของฝรั่ง”

อ.ธงทอง จันทรางศุ

ทั้งนี้ “จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม” ของ บาทหลวงตาชาร์ด ได้บันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับขบวนเรือที่ไปรับพระราชสาส์นพร้อมเครื่องบรรณาการ ความตอนหนึ่งว่า

“ขบวนอันยืดยาวของเรือบัลลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่อย่างมีระเบียบเรียบร้อยมีจำนวนถึงร้อยห้าสิบลำ ผนวกกับเรือลำอื่นๆ เข้าอีกก็แน่นแม่น้ำ แลไปได้สุดสายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามหนักหนา เสียงแห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมสยาม อันคล้ายจะรุกไล่ประกบข้าศึกนั้น ก้องไปทั้งสองฟากแม่น้ำ ซึ่งมีประชาชนพลเมืองล้นหล้าฟ้ามืดมาคอยชมขบวนยาตราอันมโหฬารอยู่นี้”

ขณะที่ ฟาน เฟลียต ผู้จัดการบริษัทของฮอลันดาที่ประจำอยู่ในเมืองไทย กล่าวเฉพาะเพียงพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว ยังต้องใช้คนงานต่อเรือเป็นจำนวน 10,000 ถึง 30,000 คนเป็นประจำ

นอกจากนี้ พวกฝรั่งที่พำนักอยู่ในกรุงสยามอีกหลายคน ได้บันทึกเล่าไว้ว่า ในงานพระราชพิธีชลมารค หรืองานพิธีต่างๆ เช่น พิธีต้อนรับทูต พิธีเรือแห่งานศพ ตลอดจนงานแข่งเรือแต่ละครั้ง ปรากฏว่ามีเรือจำนวนมหาศาลจริงๆ ที่เข้าร่วมพิธี มีฝรั่งคนหนึ่งบันทึกไว้ในพุทธศตวรรษที่ 23 ว่า กรุงศรีอยุธยามีเรือทั้งสิ้นประมาณ 200,000 ลำ และปกติเมื่อมีงานพิธีทางน้ำ เขานับจำนวนเรือได้ถึง 300 ลำ ถึง 400 ลำ หรือถ้านับจำนวนคนในเรือ ก็มีอยู่ราว 14,000 คน บาทหลวงฝรั่งเศสอีกผู้หนึ่ง ชื่อ บูเว้ เล่าว่า ในงานพิธีครั้งหนึ่ง เขาได้เห็นและนับจำนวนฝีพาย ตลอดจนผู้คนที่อยู่ในขบวนเรือได้ถึง 30,000 คน

“ขบวนเรือหลวงมีเรือ 7 ถึง 8 ลำ มีฝีพายลำละ 100 คน มีทหารประจำเรือรวมกันทั้งสิ้น 400 คน ตามมาด้วยข้าราชบริพารอีก 1,000 ถึง 1,200 คน ซึ่งนั่งมาในเรือแกะสลักเป็นลวดลายลงรักปิดทอง บางลำก็เป็นเรือสำหรับพวกปี่พาทย์โดยเฉพาะ”

อ.ธงทองกล่าวว่า ในสมัยอยุธยาขบวนเรือของเรายิ่งใหญ่เหลือเกิน กระทั่งเมื่อเสียกรุงครั้งสุดท้าย ความสูญเสียทั้งหลายก็มากมาย รวมถึงขบวนเรือก็อันตรธานไปหมดแล้ว

“เมื่อเราสร้างกรุงขึ้นมาใหม่ เป็นกรุงรัตนโกสินทร์ เราก็พยายามเรียกชีวิต จิตวิญญาณ ของเราขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น วัด, วัง ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลาย

“เรือพระที่นั่ง เรือประกอบขบวนทั้งหลาย ก็ต้องสร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 เพราะเรือเหล่านี้ทำด้วยไม้ ความชำรุดเสียหายย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นเรือต่อใหม่ในรัชกาลที่ 6 ต่อมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 7 เราพยายามทำให้เป็นระเบียบแบบแผนชัดเจน รวมทั้งจำนวนเรือก็ลดน้อยลง ด้วยมีการคมนาคมสมัยใหม่เกิดขึ้น มีถนน มีรถไฟ ความจำเป็นที่จะต้องใช้เรือไปในประโยชน์สารพัดประโยชน์แบบแต่ก่อนก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะฉะนั้นเรือบางลำก็อาจจะชำรุดไปตามกาลเวลา ไม่ได้ใช้สอย ไม่ได้ซ่อม ทหารก็อาจจะไม่ได้ฝึกพายทุกวัน ต้องไปฝึกเรือกลไฟ ไปฝึกเรือรบสมัยใหม่ ที่จะต้องมีเรือเท่าจำนวนโบราณ ก็ไม่มีแล้ว ก็ลดจำนวนลงมา มีแต่เพียงใช้ในการพระราชพิธีสำคัญทั้งหลาย”

ด้วยการจัดขบวนเรือยังมีความสับสนกันมาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต รักษาราชการเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ได้ทรงนำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดระเบียบขบวนเรือใหม่ โดยมี 2 ขบวน อันได้แก่ ขบวนพยุหยาตรา (ใหญ่) ชลมารค และขบวนพยุหยาตรา (น้อย) ชลมารค”

“ขบวนพยุหยาตรา (ใหญ่) ชลมารค จะจัดขบวนเรือเป็น 4 สาย ถ้านับสายเรือพระที่นั่งตรงกลางรวมด้วย ก็จะเป็น 5 สาย ส่วนขบวนพยุหยาตรา (น้อย) ชลมารค จะจัดเป็น 2 สาย หรือถ้านับเรือพระที่นั่งตรงกลางรวมด้วยก็จะเป็น 3 สายเท่านั้น ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยรัชกาลที่ 7 มีขึ้นครั้งสุดท้ายคราวฉลองพระนครครบ 150 ปี เมื่อปี 2475 จากนั้นก็ได้ว่างเว้นไปนาน กระทั่งถึงปี 2500 ในสมัยรัชกาลที่ 9 ได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้น รูปแบบการจัดคล้ายขบวนพยุหยาตราน้อย แต่ไม่ครบถ้วน เนื่องจากเรือพระราชพิธีชำรุดเสียหายไปตามสภาพ จึงเลี่ยงไปเรียกว่า พระพุทธพยุหยาตรา เติมพระพุทธเข้าไป เพราะว่าเป็นขบวนอัญเชิญพระรูป”

กระทั่งในปี 2502 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้รื้อฟื้นประเพณีนี้ขึ้นมา เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินที่วัดอรุณราชวรารามฯ จึงมีการนำเรือพระราชพิธีเก่ามาใช้ แล้วดำเนินการต่อเรือพระราชพิธีเพิ่มขึ้น ทั้งประเภทเรือดั้ง เรือทองขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ่น เรือครุฑ เรือกระบี่ และเรือเอกชัย

“เรือพระราชพิธีที่คนไทยคุ้นชื่อมากที่สุด เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือที่สร้างขึ้นใหม่ เพราะโขนเรือที่เป็นรูปพระนารายณ์ยืนอยู่หลังพญาครุฑหรือพระยาสุบรรณ โขนเก่าก็ยังมีอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ แต่ไม่ได้นำโขนนั้นมาใช้ เป็นการสร้างขึ้นใหม่ทั้งลำ เพราะฉะนั้นจึงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อว่า เรือพระนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ 9”

“การเสด็จพระราชดำเนินของรัชกาลที่ 9 ส่วนใหญ่เป็นการถวายผ้ากฐิน ซึ่งเส้นทางปกติที่ทรงใช้เป็นประจำสม่ำเสมอคือจากท่าวาสุกรี ซึ่งเป็นท่าน้ำประจำพระราชวังดุสิต ไปยังวัดอรุณราชวรารามฯ นอกจากถวายผ้าพระกฐินแล้ว ก็เคยใช้ในโอกาสอื่น เช่น ปี 2525 มีพระราชดำริที่จะพัฒนาพระพุทธรูปสำคัญประจำจังหวัดต่างๆ อย่างกรุงเทพฯยังไม่เคยได้รับพระราชทานมาก่อน ปีนั้นเป็นปีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี รัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจากท่าวาสุกรีไปยังท่าราชวรดิฐ แล้วก็เดินขบวนอิสริยยศเข้าไปในวัดพระเเก้ว ซึ่งรูปแบบขบวนเรือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงปรับปรุงขบวนตอนท้ายเรือพระที่นั่งเล็กน้อย โดยมีการวางตำแหน่งเรือเพิ่มขึ้น ให้มีความเหมาะสมและงดงาม ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมีเรือใช้ในพระราชพิธีประมาณ 50 ลำ”

อ.ธงทอง กล่าวอีกว่า “บางโอกาสไม่ได้ถวายผ้าพระกฐิน แต่เป็นแขกเมืองสำคัญ แล้วบังเอิญแขกเมืองมาในจังหวะใกล้เคียงกับที่เราจะมีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อาทิ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร, ผู้นำประเทศต่างๆ ที่มาร่วมประชุมเอเปค เมื่อปี 2546 หรือเมื่อครั้งรัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อปี 2549”

นอกจากทรงรื้อฟื้นประเพณีเรือพระราชพิธีขึ้นมาแล้ว ในหลวง รัชกาลที่ 9 ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ “เจ้านายฝ่ายหญิง” ประทับเรือพระที่นั่งด้วย

“ในสมัยโบราณมากๆ เจ้านายผู้หญิงเสด็จฯไปไหนไม่ใช่เรื่องให้คนเห็นได้ทั่วไป ต้องกั้นม่าน ต้องมีฉนวน ธรรมเนียมที่คนทั่วไปจะชื่นชมบารมีเจ้านายผู้หญิงได้ เป็นธรรมเนียมยุคใหม่มาก แต่พอมาถึงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้านายราชนารีประทับเรือได้โดยเมื่อปี 2525 น่าจะเป็นคราวแรก เพราะธรรมเนียมที่หวงกั้นไม่ให้เห็นเจ้านายราชนารีหมดแล้ว ทุกคนก็ชื่นใจที่ได้ชื่นชมพระบารมีทุกพระองค์”

“ดั่งเมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในรัชกาลปัจจุบัน ในเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ พสกนิกรก็ได้ชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ขณะที่เรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เราก็ได้ชื่นชมพระสิริโฉมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา”

และในโอกาสมิ่งมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ คนไทยจะได้เฝ้าฯชื่นชมพระบารมีอีกครั้งหนึ่งในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดย “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

“วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารเป็นวัดพระอารามหลวง ซึ่งพระอารามหลวง คือ วัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง วัดที่ขุนนางผู้ใหญ่สร้างแล้วถวายพระราชกุศล หรือแม้กระทั่งวัดที่ชาวบ้านสร้าง แล้วก็เป็นที่ศรัทธาของคนทั้งหลาย พระราชทานเกียรติยศให้เป็นพระอารามหลวงก็ได้ ซึ่งปัจจุบัน พระอารามหลวงมีกว่า 300 วัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นส่วนใหญ่จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หน่วยงานทั้งหลายเชิญผ้าของหลวงไปทอดกฐิน เรียก กฐินพระราชทาน โดยจะมีวัดที่ทรงสงวนไว้ 18 วัด เป็นวัดที่มีความสำคัญ เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินเอง หรือโปรดให้เจ้านายแทนพระองค์ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร”

การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินในครั้งนี้ จึงนับเป็นวาระสำคัญและพิเศษยิ่ง ขบวนเรือพระราชพิธีได้ทำการซ้อมมาตลอดหลายเดือนเพื่อถวายความจงรักภักดีและพระเกียรติสูงสุดแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้เรือพระราชพิธีจำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ จัดขบวนเป็น 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร และใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวม 2,399 นาย ซึ่งเป็นเป็นครั้งที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

“ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรา ยิ่งปีนี้จัดขึ้นในโอกาสที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง และผมคิดว่าไม่ใช่แต่พี่น้องชาวไทย ที่จะมีโอกาสได้ชื่นชมความงดงามตื่นตาตื่นใจเรื่องนี้ ชาวต่างประเทศที่ได้มาชมด้วยตาตัวเองก็ดี ได้ชมผ่านสื่อต่างๆ ก็ดี ก็คงจะได้รู้เห็นเป็นพยานร่วมกัน ถึงความเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ของบ้านเรา ได้มีน้ำใจอนุโมทนาในการพระราชกุศล ที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินนี้ด้วย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ก็คือเป็นการรักษาชาติอย่างหนึ่งให้คงอยู่สู่ลูกหลานต่อไป” อ.ธงทองกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้มีการซ้อมใหญ่เสมือนจริง พยุหยาตราทางชลมารค ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม การซ้อมดำเนินไปอย่างราบรื่นงดงาม ขณะที่ครั้งที่ 2 ในวันที่ 22 ตุลาคมนั้น ขบวนเรือได้เคลื่อนออกจากท่าวาสุกรีตามหมายกำหนดการจริง แต่เนื่องจากในระหว่างการเคลื่อนขบวนมายังจุดหมายวัดอรุณราชวรารามฯ ได้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ทั้งที่ก่อนการฝึกซ้อม ได้มีการตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง จนถึงเวลาเริ่มการฝึกซ้อม ซึ่งไม่พบปัจจัยที่จะทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นเวลานาน แต่เหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิดเป็นฝนในลักษณะ Rain bomb

แม้ฝนจะตกลงมาอย่างหนัก ฝีพายทุกนายก็ยังคงทรหด อดทนพายเรืออย่างพร้อมเพรียงเพื่อประคองขบวนเรือที่ลอยอยู่กลางลำน้ำ ท่ามกลางสายฝนเสียงเห่เรือดังกึกก้องไปทั้งคุ้งน้ำ ขานรับเป็นจังหวะกับเสียงเห่ไม่ขาดสาย

แต่ด้วยลักษณะฝน Rain bomb คลื่นลมและสายฝนที่โหมกระหน่ำ สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้เรือถูกกระแสลมพัด และทำให้มีความเสี่ยงต่อการควบคุมขบวนเรือ ขบวนเรือไม่ปลอดภัย ทำให้ผู้ควบคุมต้องสั่งให้นำเรือทุกลำเข้าเทียบริมฝั่ง และยุติการฝึกซ้อม เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลในเรือและเรือพระราชพิธี ประกอบกับในพื้นที่วัดอรุณราชวรารามฯ มีปริมาณสะสมของน้ำฝน และเกิดท่วมขังระดับสูง ทำให้ไม่สามารถฝึกซ้อมพิธีต่อได้

กองทัพเรือจึงต้องยุติการซ้อมลงก่อน และจะมีการฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 24 ตุลาคม โดยจะมีเฉพาะเรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือแตงโม (เรือกลองใน)

แม้สายฝนจะเทลงมาอย่างหนัก หากแต่การซ้อมใหญ่ครั้งที่ 2 นี้ ได้สร้างความประทับใจให้กับประชาชนที่มายืนตากฝนเฝ้าชมการฝึกซ้อมอย่างยิ่ง

นางเยาวเรศ หมูดี อายุ 54 ปี อาชีพข้าราชการครู จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ชมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค รู้สึกดีใจที่เรามีวัฒนธรรมที่ดีงามเช่นนี้ให้ลูกหลานได้อนุรักษ์ สืบทอด การที่ได้ร่วมชมพิธีซ้อมในครั้งนี้ก็รู้สึกดีใจมาก แม้ฝนจะตกลงมาอย่างหนักแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะใจสำคัญที่สุด

“เป็นภาพที่ประทับใจมาก วินาทีที่เรือเคลื่อนขบวนออกมา เหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ ไม่มีวัฒนธรรมที่ไหนบนโลกที่จะสวยงามได้ขนาดนี้ เป็นภาพความประทับใจที่ไม่มีวันลืม” นางเยาวเรศกล่าว

ด้าน น.ส.น้ำทิพย์ สาวใต้จากสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส กล่าวว่า เดินทางมาตั้งแต่เช้าเพื่อร่วมชมความงดงามของขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค และจับจองที่นั่งและไม่เคลื่อนย้ายไปไหนเลยแม้ฝนจะตกลงมาอย่างหนัก เพราะอยากให้กำลังใจฝีพายทุกนายที่ฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อให้ประชาชนได้ชมความงดงามของพิธีในครั้งนี้ อีกทั้งยังให้คำมั่นว่าวันจริงจะเดินทางร่วมชมอีกครั้งอย่างแน่นอน

“ขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคสวยงามมาก เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้เห็นภาพของขบวนเรือทั้ง 52 ลำ ท่ามกลางสายฝน รู้สึกตื้นตันใจมากๆ ที่ประเทศเรานั้นมีวัฒนธรรมที่สวยงามขนาดนี้” น.ส.น้ำทิพย์กล่าว

เสียงเห่เรือก้องท้องน้ำมาแต่ไกล ขานรับกันเป็นจังหวะไม่สิ้นสุดเหมือนกับสายธารแห่งชีวิตไทยที่จะรินไหลสืบเนื่องไปตราบนิรันดร์