พระมหากษัตริย์นักบิน พระราชไมตรีแน่นแฟ้น มิตรภาพ ‘ไทย-ภูฏาน’ แนบแน่น
นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้อีกครั้ง สำหรับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 2 มิตรประเทศ “ราชอาณาจักรไทย” และ “ราชอาณาจักรภูฏาน” ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ (State Visit) ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นการเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชสมัยหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
โดยเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายน 2534 ตามพระราชสาส์นทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานพระองค์ที่ 4
การเสด็จฯเยือนครั้งที่ 2 เป็นการเสด็จฯเยือนครั้งสำคัญของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนานระหว่างสองราชอาณาจักร

- แซ่ซ้อง ‘พระมหากษัตริย์-พระราชินี’ นักบิน
ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย ในการเสด็จฯทั้งไปและกลับ
ซึ่งนับเป็นพระอัจฉริยภาพที่เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถ ด้วยท่าอากาศยานนานาชาติพาโรเป็นสนามบินแห่งเดียวของราชอาณาจักรภูฏาน อยู่ห่างจากกรุงทิมพูซึ่งเป็นเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกที่ระดับความสูง 2,235 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบด้วยภูเขาที่สูงถึง 5,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จึงได้รับการขนานนามว่า เป็นหนึ่งในท่าอากาศยานของโลกที่มีความยากที่สุดในการนำเครื่องขึ้นและลงจอด
โดยนักบินที่ทำการบินไปยังสนามบินแห่งนี้ ต้องได้รับการฝึกอบรมพิเศษและได้รับใบอนุญาตเฉพาะ ต้องมีทักษะชำนาญด้านการควบคุมเครื่องบินด้วยตัวเอง เพราะระบบนำร่องอัตโนมัติไม่สามารถช่วยได้เต็มที่ การบินหลบภูเขาเข้าไปตามร่องเขาอาจเจอลมในร่องเขาที่มีโอกาสแปรปรวนได้มากกว่าลมในพื้นที่เปิดราบ ทำให้การควบคุมเครื่องบินยากยิ่งขึ้น ทำให้นักบินยิ่งต้องใช้ทักษะการบังคับเครื่องบินที่แม่นยำเพื่อการลงจอดอย่างปลอดภัย
ทั้งสองพระองค์ทรงทำการบินได้อย่างสง่างาม สร้างความประทับใจให้กับพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่ง ต่างแซ่ซ้องในพระปรีชาสามารถที่ประเทศไทยมี “พระมหากษัตริย์นักบิน” และ “พระราชินีนักบิน”

- กษัตริย์จิกมี สมเด็จพระราชินี ถวายการต้อนรับสมพระเกียรติ
นับตั้งแต่ก้าวพระบาทแรกลงบนแผ่นดินภูฏาน ซึ่งในภาษาซงข่า ภาษาประจำชาติภูฏาน แปลว่า แผ่นดินอันสูงส่ง แต่ทางภูฏานเรียกชื่อประเทศของตนว่า “ดรุก ยุล” (Druk Yul) หมายถึง ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติยศและเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น จากพระราชวงศ์วังชุกและพสกนิกรชาวภูฏานที่มาเฝ้าฯรับเสด็จประมาณ 15,000-20,000 คน พร้อมโบกธงชาติไทยและภูฏาน รวมทั้งมีการประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชาธิบดี ตลอดสองข้างทางเพื่อถวายพระเกียรติ

โอกาสนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานถวายผ้าแพรคล้องพระหัตถ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินีแห่งภูฏานถวายผ้าแพรคล้องพระหัตถ์แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามธรรมเนียมท้องถิ่นในการรับเสด็จของราชอาณาจักรภูฏาน เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาดีจากผู้ให้ไปยังผู้รับ มักใช้มอบให้แขกคนสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนา และแขกสำคัญผู้มาเยือน โดยการเสด็จฯมารับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท่าอากาศยานนานาชาติพาโร ของสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน
นับเป็นการถวายพระเกียรติอย่างสูงสุดต่อพระราชวงศ์ไทยและประเทศไทย

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯไปยังป้อมทาชิโช กรุงทิมพู ณ ที่นั้น สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ทรงจัดพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน เสด็จขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพ ทรงพระดำเนินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ


ตลอดทั้ง 4 วันที่ประทับในดินแดนมังกรสายฟ้า สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน พร้อมพระราชวงศ์ อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน พระองค์ที่ 4, เจ้าฟ้าจิกมี นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมารแห่งอาณาจักรภูฏาน ทรงถวายการต้อนรับและนำเสด็จฯ ทอดพระเนตรสถานที่สำคัญและโครงการพัฒนาต่างๆ ในภูฏานอย่างใกล้ชิด อาทิ
การเสด็จฯยังสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปดอร์เดนมา เพื่อร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล โดยคณะสงฆ์ฝ่ายภูฏานและคณะสงฆ์ไทย ฝ่ายละ 74 รูป ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุแด่สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน สำหรับประดิษฐาน ณ ราชอาณาจักรภูฏาน เป็นการถาวร

โดยพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดคัดพระบรมสารีริกธาตุ 16 องค์ มีสัณฐานเมล็ดพันธุ์ผักกาด 8 องค์ และสัณฐานเมล็ดข้าวสาร 8 องค์ตามตำราพระบรมธาตุ ที่ทรงได้รับตกทอดมาจากพระบูรพาจารย์และทรงเก็บรักษาไว้บูชาส่วนพระองค์
การเสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการหลวงเดเชนโชลิง โดยมีสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏานนำเสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงของไทยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภูฏาน จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน เมื่อปี พ.ศ.2555

การเสด็จฯไปยังพระราชวังลิงคานาเพื่อทอดพระเนตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมของภูฏาน ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมยิงธนู อันเป็นกีฬาพื้นบ้านของราชอาณาจักรภูฏาน โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานถวายคำแนะนำ ขณะที่สมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน และเจ้าชายจิกมี อุกเยน วังชุก ร่วมชมด้วย

ทุกพระราชกรณียกิจล้วนนำมาซึ่งความประทับใจของพสกนิกรทั้ง 2 แผ่นดินที่ได้ชื่นชมพระบารมี 2 พระมหากษัตริย์ เสด็จพระราชดำเนินเคียงกัน ทรงศักดิ์ ทรงสิทธิ์ ทรงพระเกียรติยศ พระบารมีผ่องแผ้ว ขณะที่ 2 พระราชินี พระสิริโฉมเลิศล้ำ รอยแย้มพระสรวลเพริศพริ้ง งดงามจับตาจับใจ
ทั้ง 4 พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยน้ำพระราชหฤทัยไมตรีจิตต่อกัน ทรงมีพระราชปฏิสันถารด้วยกันอย่างเป็นกันเอง และทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก
นับเป็นภาพประทับใจที่เปี่ยมไปด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามของ 2 พระราชวงศ์



- สายใยแน่นแฟ้นผูกพัน 2 พระราชวงศ์
ในวันสุดท้ายของการเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ พระขนิษฐาในสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน 5 พระองค์ เฝ้าฯส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ โรงแรมเพมาโกะ ทิมพู ซึ่งเป็นโรงแรมที่ประทับ

จากนั้นประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯไปทอดพระเนตรป้อมดุงการ์ เมืองพาโร ซึ่งเป็นป้อมปราการที่ก่อสร้างขึ้นล่าสุด และใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรภูฏาน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษานวัตกรรมและการประชุมระดับโลก
โดยตลอดเส้นทางที่รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่าน มีนักเรียนและประชาชนชาวภูฏานทุกเพศทุกวัย อาสาสมัครเกียงซุง จิตอาสาเดซุก และบรรพชิตฝ่ายภูฏาน เฝ้าฯส่งเสด็จ พร้อมโบกธงชาติไทยและธงชาติภูฏาน

บางส่วนถือพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และป้ายข้อความต่างๆ 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาซงข่า และภาษาอังกฤษ เช่น ขอมิตรภาพระหว่างภูฏานและไทยอยู่ยั่งยืนนาน Thank you, Your Majesties for visiting our country. We wish you have a safe journey., Bhutan love Thailand และ Thank you for visiting
ครั้นเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯไปยังท่าอากาศยานนานาชาติพาโร โดยมีนักเรียนและประชาชนเมืองพาโรเฝ้าฯส่งเสด็จเป็นจำนวนมาก

โอกาสนี้ สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ทูลลาและส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
ณ เชิงบันไดเครื่องบินพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับเครื่องบินพระที่นั่ง ซึ่งทรงทำการบินด้วยพระองค์เอง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย เสด็จฯออกจากท่าอากาศยานนานาชาติพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน กลับไปยังประเทศไทย
ในการนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ทรงรอส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี บริเวณข้างรันเวย์ โดยทั้ง 4 พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ให้กัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกล่าวคำอำลา ก่อนที่เครื่องบินพระที่นั่งจะออกจากท่าอากาศยานนานาชาติพาโร

โดยระหว่างที่เครื่องบินพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ทรงโบกพระหัตถ์ส่งเสด็จ และทอดพระเนตรเครื่องบินพระที่นั่งจนลับขอบฟ้า เป็นอันสิ้นสุดการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ที่ยังความปลาบปลื้มปีติมาสู่พสกนิกรทั้ง 2 ประเทศ
มิตรภาพอันแน่นแฟ้นที่ถักทอสายใยอย่างงดงาม พสกนิกรชาวภูฏานล้วนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างน่าประทับใจที่สุด ขณะที่พสกนิกรไทยรู้สึกซาบซึ้งเฉกเช่นเดียวกันที่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ทรงถวายการต้อนรับพระมหากษัตริย์ไทยและพระราชินีอย่างสมพระเกียรติยศยิ่ง

ตลอด 4 วัน ทั้ง 4 พระองค์ทรงนำความสุขและความปีติยินดีมาสู่ชาวไทยและชาวภูฏานอย่างหาที่สุดมิได้ นับเป็นความทรงจำอันแสนพิเศษของทั้งสองแผ่นดินที่จะตราตรึงในหัวใจของทั้ง 2 ประเทศตราบนานเท่านาน นับเป็นการกระชับมิตรภาพและความร่วมมืออันใกล้ชิด ระหว่างราชอาณาจักรทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากการมีมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันในความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาและสายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง รวมทั้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
มิตรภาพไทย-ภูฏานแน่นแฟ้น

