ใต้ร่มพระบารมี ‘ในหลวง’ ทรงสานสัมพันธไมตรี ‘ไทย-นานาชาติ’ สง่างาม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระบารมีแห่งพระองค์ทรงแผ่ไพศาล สถิตเป็นพลังแห่งมิตรภาพ ความเข้าใจ และไมตรีจิตที่มั่นคงกับนานาอารยประเทศ ทั้งพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจล้วนสะท้อนพระราชวิสัยทัศน์อันล้ำลึกในการทรงนำประเทศชาติให้ดำรงอยู่ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างสง่างามบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความผาสุกของชาติไทยอย่างมั่นคง
ดั่งพระราชดำรัสในโอกาสเสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อครั้งพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ เฝ้าฯ รับพระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ ในโอกาสที่กระทรวงการต่างประเทศจัดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก ประจำปี 2566 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ความตอนหนึ่งว่า
“…อันประเทศไทยของเรานั้น ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วว่า เราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ และมีจุดยืน จุดยืนต่างๆ ก็เปลี่ยนพัฒนากันมาตามยุคสมัย แต่จุดยืนนั้นก็มาจากวัฒนธรรม มาจากค่านิยมของประเทศไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์ของตนเอง”
“เพราะฉะนั้น สถานการณ์หรือจุดยืนต่างๆ ของโลกซึ่งวุ่นวาย เปลี่ยนแปลงไปมา เป็นขั้วเป็นอะไรก็แล้วแต่ ก็มีอยู่ ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าเรานึกถึงจุดยืน วัฒนธรรม ค่านิยม ผลประโยชน์ของประเทศเรา มันก็จะเป็นจุดยืนของเราเอง ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงและจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ในการรักษาพระราชไมตรี หรือป้องกันผลประโยชน์และประชาชนของเรา”

“อย่างที่เน้นพูดแล้วว่า สถานการณ์ของแต่ละประเทศก็สอดคล้องหรือต้องเอาสถานการณ์จุดยืนของเรามาปรับให้ถูกต้อง จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เราต้องรักษาทั้งไมตรี มิตรไมตรี แต่เราก็ต้องรู้เขา จะได้รับมือได้ และการที่จะรู้เขาได้อย่างดี ก็คือต้องรู้เรา”
“หลายคนอยู่ต่างประเทศ สมัยก่อนอยู่ต่างประเทศนาน บางทีก็มีความภูมิใจในความเป็นไทย มีความตั้งใจในการเป็นคนไทยที่ดี บางทีก็รู้จักทุกอย่าง สมัยก่อนรู้จักทุกอย่าง การไปค็อกเทลปาร์ตี้ การไปรีเซ็ปชั่นต่างๆ แต่พอถามถึงเรื่องเมืองไทย หลายปีก่อนนี้ ทูตตอบไม่ได้ ประเทศไทยเป็นยังไง สถานการณ์เป็นยังไง คนไทยใช้ชีวิตยังไง ตอบไม่ได้ สำคัญที่จะต้องเข้าใจว่าประเทศเราเป็นยังไง และน่าจะเป็นยังไง”
“เพื่อให้ประชาชนเรามีความสุข และเขาเป็นอย่างไร แต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาค แต่ละค่าย แต่ละขั้ว และทำยังไงที่จะอยู่กับเขาได้โดยรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และคุ้มครอง หน้าที่เราอีกอย่างหนึ่งคือ การคุ้มครอง ปกป้องประชาชนที่อยู่ในต่างแดน คุ้มครองปกป้องชื่อเสียงเกียรติยศและความจริงของประเทศไทย”
“สมัยนี้ต้องเข้าใจเขา ต้องเข้าใจเรา รู้จักตัวเราเอง และรู้ว่า นโยบายของกระทรวง นโยบายของประเทศ นโยบายของรัฐบาล ความต้องการค่านิยมของประชาชนเป็นอย่างไร ไม่ลืมจุดยืนของประเทศ และนโยบายของประเทศ รักษาความเป็นมิตรด้วย ประนีประนอมในสิ่งที่ควรประนีประนอม ความเป็นกลางในใจ ความสงบ ความเป็นกลางในใจก็สำคัญ การไปอยู่ประเทศเขาต้องมี sympathy (ความเห็นอกเห็นใจ) หรือมี friendship (มิตรภาพ) กับเขาบ้าง อะไรที่มันไม่ถูก อะไรที่ไม่ต้องกับประเทศชาติ ก็มาคิดไว้ แต่เราก็ต้องรักษาความเป็นมิตร ความประนีประนอม อย่างน้อยในมารยาทให้ได้ดี เพื่อทำงานได้ อยู่กับเขาต้องทำงานได้”
นับเป็นพระราชดำรัสที่ทรงคุณค่ายิ่งในการพระราชทานแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก
⦁ ทรงรับราชอาคันตุกะจากประเทศต่างๆ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในพระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศในด้านต่างๆ อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินออก ในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะ และราชอาคันตุกะจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้บรรดาทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสาส์นตราตั้งในการเข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทย และถวายบังคมทูลลาเมื่อครบวาระ

ดั่งเช่นในวาระสำคัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จออกพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ทรงรับพระประมุข ประธานาธิบดี และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายกรัฐมนตรี และผู้แทนประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำเขตเศรษฐกิจ และแขกพิเศษ พร้อมด้วยคู่สมรส เฝ้าฯ ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565


เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลง ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงออกรับ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขนครรัฐวาติกัน ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2562

นอกจากนี้ พระองค์ยังเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศด้วยการส่งข้อความพระราชสาส์นไปยังพระประมุข ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และผู้แทนประเทศ ในโอกาสต่างๆ อาทิ พระราชสาส์นเสียพระราชหฤทัยในการสูญเสียบุคคลสำคัญ พระราชสาส์นเสียพระราชหฤทัยในยามที่ประเทศนั้นๆ ประสบภัยพิบัติรุนแรงจนเป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิต รวมไปถึงพระราชสาส์นอำนวยพรในโอกาสวันชาติ พระราชสาส์นอำนวยพรในโอกาสผู้นำประเทศขึ้นรับตำแหน่งใหม่ และพระราชสาส์นอำนวยพรในโอกาสวันพระบรมราชสมภพของพระมหากษัตริย์ประเทศต่างๆ ด้วย
⦁ ไทย-อังกฤษ สัมพันธไมตรีแน่นแฟ้น
เมื่อปี 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรและสมเด็จพระราชินีคามิลลา

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุข ประมุข และผู้แทนประเทศต่างๆ ที่จัดขึ้น ณ พระราชวังบักกิงแฮม เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม โดยในโอกาสนี้ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และเจ้าชายแห่งเวลส์ รวมทั้งพระประมุข ประมุข และผู้แทนของประเทศต่างๆ ด้วย

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรครั้งนี้ สะท้อนสายสัมพันธ์ที่ยาวนานและแน่นแฟ้นเป็นพิเศษระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร ซึ่งมีประวัติศาสตร์การติดต่อและแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพระราชวงศ์ของทั้งสองประเทศ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เคยเสด็จฯ เยือนสหราชอาณาจักรหลายครั้ง
⦁ มิตรภาพ ‘ไทย-ภูฏาน’ แนบแน่น
นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้อีกครั้ง สำหรับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 2 มิตรประเทศ “ราชอาณาจักรไทย” และ “ราชอาณาจักรภูฏาน” ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ (State Visit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน 2568
ซึ่งเป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชสมัยหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายน 2534 ตามพระราชสาส์นทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานพระองค์ที่ 4

การเสด็จฯ เยือนครั้งที่ 2 เป็นการเสด็จฯเยือนครั้งสำคัญของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนานระหว่างสองราชอาณาจักร
ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 ในการเสด็จฯทั้งไปและกลับซึ่งนับเป็นพระอัจฉริยภาพที่เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถ ด้วยท่าอากาศยานนานาชาติพาโรเป็นสนามบินแห่งเดียวของราชอาณาจักรภูฏาน อยู่ห่างจากกรุงทิมพูซึ่งเป็นเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกที่ระดับความสูง 2,235 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบด้วยภูเขาที่สูงถึง 5,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานของโลกที่มีความยากที่สุดในการนำเครื่องขึ้นและลงจอดโดยนักบินที่ทำการบินไปยังสนามบินแห่งนี้

พระองค์ทรงทำการบินได้อย่างสง่างาม สร้างความประทับใจให้กับพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่ง ต่างแซ่ซ้องในพระปรีชาสามารถที่ประเทศไทยมี “พระมหากษัตริย์นักบิน”
ตลอดทั้ง 4 วันที่ประทับในดินแดนมังกรสายฟ้า สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน พร้อมพระราชวงศ์ อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน พระองค์ที่ 4, เจ้าฟ้าจิกมี นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมารแห่งอาณาจักรภูฏาน ทรงถวายการต้อนรับและนำเสด็จฯ ทอดพระเนตรสถานที่สำคัญและโครงการพัฒนาต่างๆ ในภูฏานอย่างใกล้ชิด

ทุกพระราชกรณียกิจล้วนนำมาซึ่งความประทับใจของพสกนิกรทั้ง 2 แผ่นดินที่ได้ชื่นชมพระบารมี 2 พระมหากษัตริย์ เสด็จพระราชดำเนินเคียงกัน ทรงศักดิ์ ทรงสิทธิ์ ทรงพระเกียรติยศ พระบารมีผ่องแผ้ว ขณะที่ 2 พระราชินี พระสิริโฉมเลิศล้ำ รอยแย้มพระสรวลเพริศพริ้ง งดงามจับตาจับใจทั้ง 4 พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยน้ำพระราชหฤทัยไมตรีจิตต่อกัน ทรงมีพระราชปฏิสันถารด้วยกันอย่างเป็นกันเอง และทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก นับเป็นภาพประทับใจที่เปี่ยมไปด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามของ 2 พระราชวงศ์
พสกนิกรชาวภูฏานล้วนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรภูฏาน ขณะที่พสกนิกรไทยรู้สึกซาบซึ้งเฉกเช่นเดียวกันที่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ทรงถวายการต้อนรับพระมหากษัตริย์ไทยและพระราชินีอย่างสมพระเกียรติยศยิ่ง
ภายใต้พระบารมีแห่งรัชสมัยปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีกับนานาอารยประเทศ ด้วยพระราชดำริอันเปี่ยมวิสัยทัศน์ และพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม ทั้งยังสถาปนาความสัมพันธ์อันมั่นคงและยั่งยืนกับนานาประเทศ สะท้อนพระบารมีที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยและสะพานแห่งมิตรภาพในสายตาประชาคมโลก

