กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ‘เจ้าฟ้าผู้สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ’ สืบสานพระราชดำริในหลวง ร.9

7.08.25 | 17:09 น.

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ‘เจ้าฟ้าผู้สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ’ สืบสานพระราชดำริในหลวง ร.9

“ยาชีววัตถุได้ชื่อว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง เป็นความหวังของการรักษาโรคหลายอย่าง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต …พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงได้ทรงฝากฝังกับข้าพเจ้า ซึ่งได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ให้หาทางที่จะสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางยา พึ่งพาตนเองได้ โดยทำการวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนายา” ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระดำรัสในการเสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติ ในหัวข้อ “มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ : เพื่ออนาคตที่สดใสของประเทศไทย” (Frontiers in Biologics Development : Towards a Brighter Future for Thailand) ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร

ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงประสบความสำเร็จในการวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน “HERDARA” ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนายา ที่ไม่ต้องพึ่งพาการซื้อ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

Advertisement

โดยการรักษาด้วย “ยามุ่งเป้า” เป็นการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาวิธีหนึ่ง เซลล์มะเร็งบางชนิดจะมีความผิดปกติของยีนที่จำเพาะและแตกต่างจากเซลล์ปกติทั่วไป ยามุ่งเป้าถูกออกแบบมาให้ออกฤทธิ์จำเพาะกับความผิดปกตินั้นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียง

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และแรงบันดาลพระทัยที่ทรงยึดมั่นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงทรงอุทิศพระองค์เพื่อศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งด้านการศึกษาวิจัยจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและพืชสมุนไพรไทย ยาเคมี ต่อยอดสู่การพัฒนายาชีววัตถุ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรงและโรคอุบัติใหม่ในปัจจุบันและอนาคต พร้อมกับทรงวางรากฐาน “ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ” อย่างครอบคลุม

ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัยพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลอง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเบื้องต้น สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิจัยจากนานาประเทศ อันนำมาสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุแบบครบวงจร จนประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง Monoclonol Antibody trastuzumab ซึ่งใช้รักษามะเร็งหลายชนิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน HERDARA ในปี พ.ศ.2568 นับเป็นยา Monoclonol Antibody ตัวแรกของประเทศไทย ที่วิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “เจ้าฟ้าผู้สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ” ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ประชาชนชาวไทย และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุขไทย พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ภายในงานประชุม ทรงรับฟังปาฐกถาเฉลิมพระเกียรติ โดยศาสตราจารย์ ราม ซาซิเซคาราน จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (Massachusetts Institute of Technology – MIT), USA ในหัวข้อเรื่อง “สดุดีพระเกียรติคุณ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ : บทบาทของประเทศไทยในยุคที่ยาชีววัตถุมีความสำคัญระดับโลก”

ต่อจากนั้น ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “จากการเรียนการสอนสู่ห้องปฏิบัติการ: จุดเริ่มต้นของยาชีววัตถุในประเทศไทย” โดยศาสตราจารย์ จอห์น เอ็ม เอสซิกแมน จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (Massachusetts Institute of Technology – MIT), USA ซึ่งสดุดีพระปรีชาสามารถในการวางรากฐานการพัฒนายาควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้ประเทศ

สำหรับการประชุมวิชาการในครั้งนี้ เป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลกร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านวิทยาศาสตร์และระบบกำกับดูแลยากว่า 400 คน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญในระบบสาธารณสุขและการกำกับดูแลยา อาทิ Dr.Janet Woodcock อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “Harmonizing for Health: Regulatory Innovation Across Border” โดยเน้นแนวโน้มการพัฒนาระบบกำกับดูแลยาชีววัตถุบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แทนข้อกำหนดแบบเดิม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเร่งการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง และ Professor Helen Boucher (M.D.) คณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tufts, สหรัฐอเมริกา กล่าวบรรยายในหัวข้อ “From Resistant to Resilience : AMR as a Case Study for Clinical Innovation” นำเสนอแนวทางใหม่ในการรับมือกับปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาระบบวิจัยทางคลินิกอย่างยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัย Tufts, มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (SingHealth-Duke NUS), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ บทบาทของชีววัตถุในการรักษามะเร็งแห่งอนาคต แนวทางการเข้าถึงการรักษาโรคหายาก การปฏิรูปการผลิตชีววัตถุในยุคใหม่

นับเป็นเวทีทางวิชาการครั้งสำคัญที่ได้เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำด้านยาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และวิสัยทัศน์ในการพัฒนายาชีววัตถุ และการกำกับดูแลที่ทันสมัย เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทยและของโลก

ต่อจากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จฯไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เฝ้าฯรับเสด็จ จากนั้นทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ “อาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์” แล้วทอดพระเนตรวีดิทัศน์และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจัดแสดงขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแรงบันดาลพระทัยและพลังแห่งความมุ่งมั่นในพระปณิธาน สู่การวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ณ บริเวณชั้น 1 ภายในอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลต่อปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยจะต้องสร้างขีดความสามารถในการพัฒนายา เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค รวมถึงวิกฤตการขาดแคลนยา โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีโอกาสเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพ ในราคาที่เหมาะสม จึงทรงริเริ่มและวางรากฐานการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญขั้นสูง ภายใต้ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (Center for Biologics Research and Development : CBRD) ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบการดำเนินงานที่สามารถรองรับกระบวนการพัฒนายาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงจัดสร้างขึ้นโดยมีพันธกิจในการวิจัย พัฒนาและผลิตยาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการจนถึงระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการสร้างศักยภาพในการวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุที่จำเป็น ตั้งแต่กระบวนการผลิตจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทั้งการพัฒนาที่สามารถนำไปสู่ระดับการใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร ทั้งนักวิทยาศาสตร์ เภสัชกร และวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตยาชีววัตถุของประเทศไทยอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำและอุตสาหกรรมยาชีววัตถุทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์แห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 6-0-9.86 ไร่ ณ บริเวณสี่แยกหลักสี่ กรุงเทพฯ เป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 7,245 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วย สำนักงาน ห้องปฏิบัติการผลิตชีววัตถุ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพ ห้องเก็บวัสดุที่มีมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยสูง เพื่อรองรับการผลิตตัวยาสำคัญของยาชีววัตถุ อีกทั้งอาคารยังถูกออกแบบให้สามารถรองรับการขยายสู่กระบวนการบรรจุในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานบางส่วนภายในอาคาร

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุแห่งนี้ได้ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้เป็นสถานที่ผลิตยาแผนปัจจุบันตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยาให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน