พสกนิกรร่ำไห้ ต.ค. คนไทยสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เผยทั้งน้ำตา สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ตามประกาศสำนักพระราชวัง เมื่อเวลา 01.58 น. ถึงการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ท่ามกลางความเศร้าโศกของประชาชนคนไทยทั้งประเทศนั้น
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีประชาชนสวมชุดสีดำเดินทางมาถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
โดยบรรยากาศเวลา 10.30 น. ยังคงมีประชนหลั่งไหลมาถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่อง

ด้าน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้มีการเตรียมสถานที่สำหรับประชาชนที่เดินทางมาถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่บริเวณใต้ตึกอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์
นางมณฑิรา คุ้มครอง อายุ 57 ปี ชาวบางคอแหลม กรุงเทพ ฯ กล่าวว่า ตนทราบข่าวการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเวลา 04.00 น. ซึ่งก่อนหน้านั้นคิดว่าเป็นข่าวปลอม แต่หลังจากนั้น ก็ได้รับการยืนยันจากกลุ่มเพื่อนทางโทรศัพท์ว่าเป็นข่าวจริง ให้รีบเดินทางมาที่โรงบาลจุฬาฯ ทันที
“พอทราบข่าวรู้สึกเสียใจมากทำ อะไรไม่ถูก สมองมันโล่งไปหมด เพราะเราเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์มาก ครั้งนี้เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นเดือนตุลาที่เราสูญเสียไปถึงสองพระองค์” นางมณฑิรากล่าว

นางมณฑิรา กล่าวต่อไปว่า ตนจะมีกลุ่มเพื่อนที่คอยแจ้งหมายกำหนดการเสด็จฯ และมักจะไปร่วมรับเสด็จฯ ทุกครั้ง ซึ่งการที่ได้ไปชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด รู้สึกเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจและรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศที่มารับเสด็จ แม้จะเป็นหน้าที่เล็กๆ แต่รู้สึกยิ่งใหญ่เหลือเกินในหัวใจ” นางมณฑิรากล่าวเสียงสั่นเครือ
“ภาพของพระองค์ที่เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆตราตรึงอยู่ในหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พระองค์สนับสนุนเรื่องผ้าไทย ทำให้พสกนิกรมีอาชีพ และมีรายได้ ซึ่งนั่นทำให้เรารู้สึกประทับใจมาก อีกทั้งพระองค์ยังไม่ถือพระองค์เวลาเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎร พระองค์ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินแม่คนไทยเป็นแม่ของคนไทยทุกคน” นางมณฑิรากล่าว
ทั้งนี้ นางสาวมณฑิรา กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้จะประพฤติตนเป็นคนดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง และจะน้อมนำคำสอนของพระองค์ไปบอกกล่าวแก่ลูกหลานให้รักประเทศชาติและรักในสถาบันพระมหากษัตริย์

ขณะที่ นางวีณา รันดาเว อายุ 70 ปี กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นตนไปผ่าตัดดวงตา และกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีข่าวการเสด็จสวรรคต ครั้งแรกที่ทราบยังไม่ปักใจเชื่อ จึงให้ลูกชายเปิดโทรทัศน์ดูข่าว พอทราบว่าเป็นข่าวจริงก็รู้สึกช็อก หลังจากนั้นก็ตั้งสติ แม้จะทำอะไรไม่ถูก ก็รีบจัดการตัวเอง และเดินทางมาโรงพยาบาลจุฬาฯ ยอมรับว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศอีกครั้งในเดือนตุลาคม เป็นระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา คนไทยสูญเสียในหลวงรัชกาลที่ 9 วันนี้ คนไทยสูญเสียแม่หลวงอีกครั้งในเดือนเดียวกัน ซึ่งเป็นการสูญเสียที่เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรุ่นของตนที่อายุ 70 ปี
นางวีณากล่าวถึงความประทับใจว่า ครั้งหนึ่งในสมัยเด็กเคยเดินทางไปรับเสด็จที่ จ.ยะลา วันนั้นเกิดเหตุระเบิดขึ้นในสถานที่จัดงาน ขณะนั้นรถขบวนเสด็จของสมเด็จพระพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 9 กำลังเสด็จกลับพระตำหนัก ซึ่งสมเด็จพระพันปีหลวงทรงเปิดกระจกรถทรงถามว่า จากเหตุการณ์นั้นมีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบ้างไหม พอทราบว่ามีประชาชนบาดเจ็บ พระองค์ทรงเลี้ยวรถเสด็จไปยังโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งนั่นสร้างความประทับใจให้กับเราเป็นอย่างมาก เป็นความทรงจำเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วที่จะไม่ลืมเลือนเลย”

“พระองค์ทรงเลี้ยวรถเสด็จไปยังโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งนั่นสร้างความประทับใจให้กับเราเป็นอย่างมาก เป็นความทรงจำเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วที่จะไม่ลืมเลือนเลย”
ทั้งนี้ นางวีณา ได้กล่าวถวายความอาลัยว่า “ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ชาติหน้า ชาติไหนขอให้พระองค์กลับมาดูแลประชาชนที่รักพระองค์อีกครั้ง” พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายว่า บิดาของตนเป็นชาวอินเดียที่เดินทางมาอาศัยในประเทศไทย เพื่ออยู่ใต้ร่มพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทย เพราะไม่มีที่ใดจะอบอุ่น และรักใคร่ปรองดองเท่าแผ่นดินไทยอีกแล้ว





