3 เรื่องประทับใจคนจีน ‘ในหลวง-พระราชินี’ ที่ ‘สี จิ้นผิง’ ใช้ราชาศัพท์โบราณ ‘ปี้เซี่ย’ เน้นย้ำไมตรีสองแผ่นดิน
ขงจื่อ มหาปราชญ์ผู้วางรากฐานด้านการศึกษาและจริยธรรมของจีน กล่าวว่า “มีมิตรจากแดนไกลมาเยือน มิใช่ความน่ายินดียิ่งหรอกหรือ?” อันสื่อถึงว่า การมีมิตรจากแดนไกลมาเยือนนั้นเป็นเรื่องน่ายินดีของเจ้าของบ้าน
ด้วยเหตุนี้ หากท่านใดได้เคยมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับมิตรสหายชาวจีนในทุกวันนี้ไม่ว่าจะเรื่องส่วนบุคคลหรือหน้าที่การงาน จะพบว่าคนจีนมีลักษณะของการต้อนรับแขกที่อบอุ่นยิ่งจนยากจะลืมเลือน นั่นเพราะวัฒนธรรมนี้ฝึกลึกอยู่ในความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติตนของชาวจีนมานานนับพันปี และยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้
เมื่อวันที่ 13-17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงปักกิ่ง ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

อาจารย์เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล(ฝ่ายไทย) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยว่า ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการตั้งแต่สองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2518 จึงทำให้วาระอันเป็นมหามงคลนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองแผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์และประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์
ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้าซึ่งกันและกันมาอย่างยาวนาน เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญเพื่อตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดดุจครอบครัวที่ไทยและจีนมีต่อกันตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

โดยในครั้งนี้ได้มีเหตุการณ์อันน่าประทับใจที่แสดงถึงพระราชไมตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและไมตรีจิตของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่มีต่อประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง
ในส่วนของประเทศจีนที่ยึดถือวัฒนธรรมขงจื่อในการต้อนรับมิตรจากแดนไกลนั้น รัฐบาลจีนได้ถวายพระเกียรติยศสูงสุดแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ในทุกขั้นตอนของพิธีต้อนรับที่จัดขึ้น ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และศาสตราจารย์เผิงลี่หยวน ภริยา เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งในทุกขั้นตอนของพิธีอันยิ่งใหญ่นี้ จีนได้ใช้ธรรมเนียมการแสดงความเคารพสูงสุดเพื่อถวายพระเกียรติยศแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะองค์พระประมุขสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย
ภายในมหาศาลาประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภริยา อย่างไม่เป็นทางการ โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เลือกใช้คำราชาศัพท์ตามธรรมเนียมจีนโบราณ เช่นคำว่า ปี้เซี่ย(ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท) และยังได้เน้นย้ำถึงไมตรีของทั้งสองแผ่นดินด้วยคำว่า “จีน-ไทยมิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน”(จงไท่อีเจียชิน)

โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบประธานาธิบดีสีจิ้นผิงโดยทรงมีพระราชดำรัสขอบคุณในการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร ทรงชื่นชมความเจริญก้าวหน้าและความสวยงานของกรุงปักกิ่ง และทรงภาคภูมิใจที่ไทยจีนมีความสัมพันธ์ฉันมิตรใกล้ชิดอย่างที่สุดตลอดมา ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีปฏิสันถารกับนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงว่า ทรงดีใจที่ได้กลับมาจีนอีกครั้งและทุกครั้งได้รับการต้อนรับอย่างดีเสมือนได้กลับบ้าน ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่มีค่ายิ่งกับความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนที่จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

ผมมีโอกาสได้สอบถามมิตรสหายชาวจีนที่ส่วนมากอยู่ในแวดวงการศึกษาของจีนว่า มีความรู้สึกอย่างไรกับการเสด็จฯ ของทั้งสองพระองค์ ฝ่ายจีนกล่าวว่ามีความรู้สึกปีติชื่นชมในหลายเรื่อง
เรื่องแรกคือ ในวันแรกที่เสด็จฯ ลงจากเครื่องบินพระที่นั่ง และหลังจากทรงรับการต้อนรับจากนายหวังอี้แล้ว มีเด็กชายและเด็กหญิงชาวจีนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายช่อดอกไม้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทั้งสองพระองค์ทรงแย้มพระสรวลตอบด้วยพระเมตตาขณะทรงรับดอกไม้ แสดงถึงพระราชไมตรีอันงดงามที่ทรงพระราชทานให้กับประชาชนชาวจีนในวินาทีแรกที่เสด็จฯมาถึง



เรื่องที่สองคือ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯสักการะพระบรมสารีริกธาตุพระเขี้ยวแก้ว ณ วัดหลิงกวง ขณะที่บรรพชิตจีนได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและถวายปฏิมากรรมพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์แด่พระสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชีนี ทรงคุกพระชงฆ์(คุกเข่า) ทรงประคองอัญชลี(พนมมือ) ด้วยความเคารพนบนอบอย่างยิ่ง ซึ่งความเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีต่อพระพุทธศาสนานั้นเป็นสิ่งที่คนจีนนับถือ










เรื่องที่สามคือ ความชื่นชมในพระสิริโฉมและฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีที่ทรงเลือกได้อย่างสวยงามและเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ต้องถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทรงฉลองพระองค์ด้วยสีเข้ม แต่ยังสามารถแสดงถึงความวิจิตรสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยได้อย่างเหมาะสมกับงานเฉลิมฉลองที่ทางจีนได้จัดขึ้น จนประชาชนชาวโซเชียลมีเดียจีนได้กล่าวถึงพระองค์ด้วยความประทับใจว่า “ความงดงามของพระราชินีไทยนั้นทำให้คนจีนอยากรู้จักประเทศไทยมากขึ้น” และยังกล่าวอีกว่า ทรงเป็น “ราชินีในดวงใจของชาวจีน”




ท้ายที่สุดนี้ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์นี้หาใช่เพียงพิธีการระหว่างประเทศ หากแต่เปี่ยมด้วยภาพความประทับใจและเรื่องราวอันงดงามที่สื่อถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างราชวงศ์ไทยที่มีต่อรัฐบาลจีนและประชาชนของทั้งสองประเทศ ไปจนถึงคำกล่าวถึงความเป็น ”พี่น้อง” และ ”บ้าน” ที่ผู้นำทั้งสองประเทศต่างหยิบยกขึ้นมา
ทุกองค์ประกอบล้วนตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมิได้เป็นเพียงความสัมพันธ์เชิงการทูต หากแต่ไมตรีที่ผูกพันกันด้วยสายใยแห่งวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความปรารถนาดีต่อกัน ที่จะสืบต่อไปตราบนานเท่านาน



