‘หน่วยแพทย์’ ขอ ปชช.เตรียมร่างกายให้พร้อม ก่อนเดินทางมาสนามหลวง
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ตามที่มีประกาศสำนักพระราชวัง ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ภายหลังจาก การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน โดยเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 09.00-21.00 น.
ทั้งนี้ สำหรับวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวังประกาศปรับเวลาเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในเวลา 08.00-14.00 น. โดยปิดจุดคัดกรองเวลา 13:00 น. นอกจากนี้ ยังเปิดให้เข้าชมพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศท้องสนามหลวง วันนี้ยังคงมีประชาชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลกันเข้ามากราบสักการะพระศพพระพันปีหลวงอย่างต่อเนื่อง โดยหลายคนเดินทางมาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยตลอดพระชนมชีพ
โดยมีจุดอำนวยความสะดวก ทั้งอาหารพระราชทาน จุดปฐมพยาบาล ห้องน้ำสาธารณะสำหรับบริการประชาชนและกิจกรรมจิตอาสาที่ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้มามีส่วนร่วม จัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
โดย พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักในการเชื่อมโยงหน่วยบริการทางการแพทย์ที่เข้ามาปฏิบัติงานดูแลสุขภาพประชาชนที่เข้ามาถวายความอาลัยพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จุดบริการทางการแพทย์ ซึ่งหน่วยงานที่เข้ามาช่วยกันตอนนี้มีหลายส่วนมาก ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขจะมีกรมการแพทย์ โรงพยาบาล (รพ.) ราชวิถี รพ.เลิดสิน รพ.นพรัตนราชธานี รพ.เด็ก กรมสุขภาพจิต โดยทีมสหวิชาชีพที่ให้การช่วยเหลือทางด้านจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) กรมควบคุมโรค กรมอนามัย ต่อมาเป็นกรุงเทพมหานคร โดยสำนักการแพทย์ สำนักอนามัย ศูนย์เอราวัณ และ รพ.ต่างๆ ในสังกัดกรุงเทพมหานคร เข้ามาร่วมกัน นอกจากนั้น ยังมี รพ.สังกัดมหาวิทยาลัย รพ.ตำรวจ รพ.สังกัดเอกชน อาสาสมัครสภากาชาดไทย ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญู และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พญ.นฤมลกล่าวว่า คำแนะนำสำหรับประชาชนที่จะเดินทางมานั้น นอกจากการแต่งกายที่สุภาพแล้วเรื่องสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน โดยขอให้ติดตามการรายงานสภาพอากาศจากกรมควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมตัวก่อนเดินทางมา โดยเฉพาะยาโรคประจำตัวเป็นสิ่งที่ห้ามลืม ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ หากเป็นผู้สูงอายุก็สามารถขอรับบริการรถเข็นจากจิตอาสาได้ที่ทางเข้าจุดคัดกรอง ในกรณีที่มีผู้ป่วยฉุกเฉินเกิดขึ้น รถพยาบาลฉุกเฉินจากศูนย์เอราวัณก็จะนำส่งที่ รพ.ใกล้ที่สุดทันที
“ผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการหน่วยการแพทย์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุที่จะมาด้วยอาการวิงเวียนหน้ามืด เป็นลม ไม่ได้ทานอาหารเช้า หรือคนที่ตื่นเช้าแล้วอาจจะอ่อนเพลีย แต่ยังไม่มีรายที่อาการรุนแรง ซึ่งหน่วยการแพทย์สามารถให้การดูแลได้อย่างทันท่วงที แต่ก็ขอเน้นย้ำประชาชนที่จะเดินทางมาว่าจะต้องเตรียมสุขภาพตนเองให้มีความพร้อม เพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพ” พญ.นฤมลกล่าว



