สองพระหัตถ์แม่สร้าง ‘สมเด็จแม่’ สู่ ‘พระราชธิดา กรมสมเด็จพระเทพฯ’ มรดกแห่งเมตตาคุณ ร้อยรัดดวงใจไทยทั้งผอง
นับเป็น “ขัตติยสายใยรักนิรันดร์” ระหว่าง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ที่ “สองพระหัตถ์แม่สร้าง” ร้อยรัดไว้ด้วยความอาทร การอบรมบ่มเพาะ และการเป็นแบบอย่างแห่งพระราชจริยวัตรอันงดงามที่ถ่ายทอดจาก “สมเด็จแม่สู่พระราชธิดา” อย่างลึกซึ้ง
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นต้นแบบแห่งความเสียสละและพระวิริยอุตสาหะ ทรงปลูกฝังให้พระราชธิดาเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร พระองค์ทรงเป็นทั้ง “แม่” ผู้ให้กำเนิด และ “ครู” ผู้สั่งสอนให้ทอดพระเนตรความทุกข์ยากของราษฎรเป็นที่ตั้ง จนกลายเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินพระชนม์ชีพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสืบสานพระราชปณิธานอย่างหาที่สุดมิได้

ดั่งตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง “สมเด็จแม่กับการศึกษา” เมื่อปี 2535 ความว่า
- เมื่อข้าพเจ้ายังเล็กๆ
“เมื่อข้าพเจ้าเล็กๆ มิได้มีรูปร่างใหญ่โตแข็งแรงเหมือนในปัจจุบันนี้ ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จึงเป็นคนที่ทำให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นพิเศษ”
“เวลาไหนที่พอจะมีเวลา ไม่มีพระราชกิจ สมเด็จแม่ทรงใช้เวลาไปในการอบรมพวกเราเสมอ การอบรมทรงมีมาตรการหลายอย่างที่ได้ผล ยกตัวอย่างที่ตัวข้าพเจ้าอีกตามเคย เช่น เมื่อพี่เลี้ยงบ่นว่าข้าพเจ้าซน ไม่ทราบจะเลี้ยงอย่างไร จับใส่คอกก็ปีนคอกได้ เกรงจะเป็นอันตรายก็ต้องผูก ก็ทรงออกแบบตาข่ายคลุมเพื่อให้อยู่ในคอก ไม่ต้องผูก และก็ไม่เป็นอันตราย เมื่อข้าพเจ้าอาละวาด ก็เสด็จมาอาละวาดให้ดูจนข้าพเจ้างงตะลึง และก็ทรงถามว่าทำแบบนี้ดีหรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ควรทำ ข้อนี้ได้ผล เพราะโตขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่เคยอาละวาดเอะอะหรือกระแทกกระทั้นอะไรเลยไม่ว่าจะโกรธแค่ไหน
ตอนที่ข้าพเจ้าจำถ้อยคำที่ไม่สุภาพมาจากเพื่อน (ที่โตกว่า) ลองพูดดู พวกพี่เลี้ยงก็ไปทูลฟ้อง ก็ทรงเรียกมาชี้แจงว่า การพูดแบบนี้ ใครๆ ก็พูดได้ ไม่ยากอะไร แต่ที่เขาไม่พูดกันเพราะเป็นสิ่งที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ผู้พูดเอง ทำให้ถูกดูถูกและเกลียดชัง ถ้าต้องการความเจริญก็ไม่ควรพูด”
“เรื่องการรับผิดชอบตัวเอง และความรับผิดชอบในหน้าที่เป็นเรื่องที่ทรงเน้นมาก เมื่อมีหน้าที่อะไรก็ต้องทำอย่างเต็มใจ เช่น เมื่อตอนเด็กๆ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ตามเสด็จงานบางงาน เมื่อโตขึ้นก็มีมากขึ้นตามลำดับ ทรงสอนให้รู้จักอดทน และภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติที่ด้อยโอกาส และมีความละอายใจถ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้”

- ทรงสอนหนังสือ
“เป็นที่รู้กันว่า สมเด็จแม่โปรดการเป็นครูตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเล่นเป็นครูนักเรียน เรียกเด็กๆ ในบ้านมาสอนหนังสือ ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเล็กๆ ก็ได้เป็นนักเรียนของท่านเหมือนกัน”
“เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ 6-7 ขวบ สมเด็จแม่ทรงสอนให้อ่านหนังสือวรรณคดีต่างๆ จำได้ว่าที่ง่ายและสนุกเหมาะสำหรับการเริ่มต้นก็คือ เรื่องพระอภัยมณี ต่อด้วยเรื่องอื่นๆ ได้แก่ เรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์ เป็นต้น เรื่องอิเหนาเป็นเรื่องที่ทรงโปรดมาก ทรงให้ข้าพเจ้าอ่าน คัดกลอนบทต่างๆ ให้ ทำให้ข้าพเจ้าท่องได้หลายตอน”
“สมเด็จแม่ทรงจำเก่ง บทเพลงแปลกๆ ที่ทรงจำได้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ บทกลอนที่ทรงเล่าว่าเด็จตาท่องให้ฟัง ก็มาสอนเราต่ออีก”
“การเห็นคุณค่าของสิ่งของ วันหนึ่งข้าพเจ้าเห็นสมุดบันทึกวางอยู่ ไม่เห็นว่าทรงใช้ นึกอยากได้ก็ไปทูลขอพระราชทาน สมเด็จแม่ไม่ได้พระราชทานทันที แต่รับสั่งถามว่า เมื่อได้สมุดนั้นไปแล้วจะนำไปทำประโยชน์อย่างไร สมกับที่ขอหรือซื้อมาหรือไม่ สรุปได้ว่า ทรงสอนให้เห็นคุณค่าของการทำงาน ไม่ให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ได้มาโดยง่าย”

- ทรงอ่านหนังสือพระราชทาน
“สมเด็จแม่ทรงอ่านหนังสือมาก มีทุกประเภท ไปไหนก็ต้องไปหาซื้อมาไว้ และทรงใช้หนังสือนั้นเป็นประโยชน์มากที่สุด จนทุกวันนี้ ท่านก็ยังอ่านมาก เวลางานยุ่งๆ บางทีเราก็ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ แต่ไม่ทราบว่าท่านทำอย่างไรของท่านจึงมีเวลา ท่านซื้อหนังสือของท่านเอง ทรงซื้อพระราชทานให้ข้าพเจ้าอ่าน จนโตก็ยังทำ ทรงแนะนำทั้งการอ่านในใจ และการอ่านดังๆ ซึ่งมีรับสั่งว่าจะช่วยให้ภาษาพูดของเราดีขึ้น ทรงสนับสนุนให้ตั้งห้องสมุด สะสมหนังสือ”
- เรื่องการจัดการศึกษาของข้าพเจ้า
“แม้แต่ตอนที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นมหาวิทยาลัย ทรงคอยตักเตือนไม่ให้เพลิดเพลินไปกับชีวิตแปลกใหม่ในมหาวิทยาลัย สมควรจะสละเวลาไปช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติที่ยังมีความทุกข์ยากอยู่มาก…สังเกตดูว่าในการจัดการศึกษา ท่านต้องการให้เรามีความสมดุลในการเรียนรู้ ทั้งหลักวิชาการและหลักปฏิบัติ มีคุณธรรม มีจิตใจ เมตตากรุณา เป็นพลเมืองดี มีศิลปะ และมีร่างกายที่แข็งแรง”
“ทูลกระหม่อมพ่อ สมเด็จแม่ ทรงแข็งแรงและโปรดการกีฬาทั้งคู่ เราก็เลยโดนกันหนักหน่อย”
“เวลาไปเชียงใหม่ ท่านให้หัดปีนเขา ก็ไม่ใช่เขาสูงมากอะไรเลย แต่มันไกลเลยเหนื่อย สมเด็จแม่ทรงพระดำเนินเร็วมาก เราตามไม่ทัน หอบแฮ่กๆ ท่านก็ว่าจะเป็นนักพัฒนา จะช่วยเหลือชาวบ้านชาวเขาได้อย่างไร จะเดินไปที่แปลงพืชของเขาได้อย่างไร หรือถ้ามีข้าศึกมาคนไทยไม่เข้มแข็งจะสู้เขาได้อย่างไร สุดท้ายข้าพเจ้าใช้วิธีเกาะท่านไว้แน่นแล้วร้องเพลงลูกทุ่ง “ตายแน่คราวนี้ตายแน่” ปรากฏว่าได้ผล ทรงพระสรวลแล้วให้ทรงหยุด”

- สมเด็จแม่ทรงงานพัฒนา
“บางทีก็รู้สึกสงสัยว่า มีคนโน้นคนนี้มาหาท่านด้วยปัญหาที่เจ้าตัวเขาแก้ไม่ตก หรือเสด็จพระราชดำเนินออกไปเยี่ยมราษฎรยิ่งมีปัญหามาก ท่านนึกออกได้อย่างไรว่าควรจะทำอย่างไร ดีกับคนไหน หรือหมู่บ้านไหน สมเด็จแม่รับสั่งว่า ถ้าเรามีความรักและความห่วงใยจริงๆ ก็ย่อมทำได้ ความจริงท่านก็มีเครื่องช่วยจำเหมือนกัน คือ การจดบันทึก สมุดของสมเด็จแม่เรียกว่า “สมุดทอดพระเนตร” ท่านทรงบันทึกเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ทรงนึกขึ้นได้ว่า ควรทำข้อสังเกตในสถานที่ที่เสด็จพระราชดำเนิน เช่น คนจน คนป่วย คนมีลูกมากที่ต้องจัดให้มีอาชีพ ให้ลูกมีโอกาสศึกษาเล่าเรียน คนมีเรื่องกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ เรียกได้ว่า จะไม่เอาเรื่องของใครไปลืมเลย”
“ภายหลังมีข้าราชบริพารรับผิดชอบจดไปแต่ละแผนกแล้ว ท่านก็ยังทรงจดของท่านเองอยู่ สุดท้ายท่านให้บันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ไว้ด้วยซ้ำ คติที่พระราชทานให้เป็นหลักของการทำงานมีอยู่มากมาย เช่นว่า เราไปไหนก็มีพาหนะ มีคนมาอำนวยความสะดวกมากมาย ฉะนั้นต้องพยายามทำให้การไปของเรามีประโยชน์คุ้มค่าที่สุด เราอย่าคิดหวังยึดใครเป็นที่พึ่ง แต่ต้องทำตัวให้เป็นที่พึ่งของคนได้ คนที่มาขอความช่วยเหลือเรานั้น เป็นคนยากจนที่มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก หาเช้ากินค่ำ จะต้องรีบช่วยเหลือเขาทันที จะไปรอเอาไว้ก่อนไม่ได้ ตัวเราเองรอก็มีกิน เราจึงไม่รู้สึก”

“ข้อที่ได้นำมาเผยแพร่ มีคนทราบกันมากเห็นจะเป็นคำกล่าวที่ว่า ‘ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง’ หรือที่กล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘To give without discrimination’ อันเป็นข้อความที่สลักในเหรียญที่ระลึก Ceres อันเป็นเหรียญที่องค์การเอฟเอโอทำเพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นผู้ที่ช่วยเหลือให้กับคนจำนวนมากรอดพ้นจากความอดอยากยากจน คำอธิบายเพิ่มเติมคือ จะต้องเลือกสรรสิ่งดีที่สุดให้คนโดยถ้วนหน้า เช่น เมื่อเห็นคนป่วยไข้จะพระราชทานให้เข้าได้รักษากับแพทย์ที่ชำนาญที่สุด ใช้ยาดีที่สุด ไม่ใช่ว่าคนนี้ไม่มีความสำคัญรักษาอย่างไรก็ได้”
“อนึ่ง การพัฒนาหรือการทำงานนั้นย่อมมีอยู่หลายวิธี ต่างคน ต่างความคิด เราก็ทำของเรา ถ้ามีอะไรก็ปรึกษากันพ่อ แม่ ลูก จนตกลงกันได้ มีบางครั้งข้าพเจ้าก็ไม่ได้เห็นด้วยกับพระราชดำริของท่านในทันที ถ้าสามารถยกเหตุผลที่ดีขึ้นมาก็ทรงฟัง ถ้าเหตุผลไม่ดีพอหรืออธิบายไม่ได้ ท่านก็จะอธิบายเหตุผลของท่านจนข้าพเจ้าเข้าใจ”
“สิ่งที่เราต้องยึดถือไว้คือความหนักแน่น ไม่หวั่นไหวไปกับการว่ากล่าวนินทาของใครๆ (ซึ่งมีอยู่มากในเวลานั้น) ไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือแก้ตัวชี้แจงการงานหรือคุณความดีของเราให้ใครฟัง คนที่เขายึดถือเราเป็นที่พึ่งเขาทราบและเข้าใจเราเสมอ ส่วนคนอื่นๆ นั้นสุดแต่ใจเขา เขาจะคิดอย่างไรกับเราก็ช่างเขาเถิด เขาอยากคบหากับเราก็ต้องคบหาอย่างที่ “เรา” เป็น “เรา” เช่นนี้”

- แม่ของแผ่นดิน ครูของชีวิต
ในบทสุดท้ายของพระราชนิพนธ์นี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่า
“ดูๆ ไปแล้ว สมเด็จแม่ก็เหมือนกับแม่บ้านธรรมดา แต่เป็นบ้านที่ใหญ่โตมาก มีหลายอย่างที่เห็นกันอยู่ ข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้เห็น ว่าไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ต้องคิดต้องจัดขึ้นมา เช่น การจัดห้องต่างๆ การจัดอาหาร การรับแขก แม้แต่งานใหญ่ๆ เช่น รับแขกเมืองจะต้องทำอย่างไร เราก็พลอยได้เรียนรู้ด้วย จะเล่าก็เห็นจะยาวเกิน
เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ ผู้อ่านคงจะตำหนิว่าที่ตั้งเรื่องไว้ว่าสมเด็จแม่กับการศึกษานั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ก็เขียนเนื้อหาไม่ถูก เพราะนอกจากจะพูดว่าสมเด็จแม่ทรงสนพระทัยการศึกษาของชาติ ทรงสอนหนังสือและพระราชทานทุนการศึกษาแก่บุคคลเป็นจำนวนมากแล้ว ตอนอื่นๆ ก็ออกนอกเรื่องไปเลย จริงๆ แล้วข้าพเจ้าคิดว่าคำ “การศึกษา” เป็นคำที่กว้างขวางมาก สิ่งที่เราเรียนรู้ถ่ายทอดจากกันก็ล้วนเป็น “การศึกษา” ทั้งสิ้น
“คนเรานั้นเหมือนกันหมดคือ ต้องการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความฝันของตน ไม่ให้สูญสลายไป กับมักจะนึกถึงสิ่งที่ทำให้มีความสุขเพลิดเพลิน สมเด็จแม่ก็ทรงสนุกที่จะรับสั่งของพวกเราลูกๆ ของท่าน เรื่องพระราชกรณียกิจต่างๆ ของท่านที่ทำไว้
“ทั้งนี้ ทำให้เรานึกย้อนคิดขึ้นมาว่าทำอะไรตอบแทนท่านได้ คนเราถึงจะเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูก เป็นพี่เป็นน้องกัน เลี้ยงดูมาในแวดวงเดียวกัน แต่ว่า วิถีชีวิตความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติต่อโลกของแต่ละคนก็ต่างกัน อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ากล้ายืนยันอยู่เรื่องหนึ่งว่า เป็นเรื่องที่พอพระทัยคือลูกของท่านทุกคนมีความรักต่อกัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเท่าที่จะมีกำลังทำได้ ทุกคนมีความขยันหมั่นเพียรที่จะกระทำกิจอันเป็นกรณียะของตนให้ดีโดยไม่ย่อท้อ ตามแนวทางความถนัดและวิธีการของตน ถ่ายทอดสืบต่อไปจนถึงรุ่นหลานที่กำลังเติบโตขึ้นมาให้ครบถ้วนทุกประการ”

- พระผู้ให้
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรำลึกพระมหากรุณาธิคุณใน “สมเด็จแม่” โดยพระราชนิพนธ์ เรื่อง “พระผู้ให้” (To Give without Discrimintion) ในโอกาสการแสดงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เนื่องในโอกาสฉลอง 109 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ความว่า
“สมเด็จพระนางเจ้าผู้ปกเกศ ทรงพระเมตตาเห็นเป็นที่ตั้ง
ให้ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ผู้คนทั้งหลายเหล่าเท่าเทียมกัน
ทั้งคนไทยคนลี้ภัยเข้ามาพึ่ง ทรงนึกถึงช่วยได้ไม่เดียดฉันท์
เลือกสิ่งดีมอบให้เป็นสำคัญ มุ่งแบ่งปันความสุขแก่ทุกคน”
ด้วยแรงบันดาลพระราชหฤทัยจากความรักและคำสอนแห่ง “สมเด็จแม่” สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาคุณภาพชีวิต ทรงสานต่อโครงการในพระราชดำริเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎรในถิ่นทุรกันดาร, การอนุรักษ์ภูมิปัญญา ทรงเป็นกำลังสำคัญในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและผ้าไทย ตามที่สมเด็จแม่ทรงรักและหวงแหน และการศึกษา ทรงขยายโอกาสแห่งการเรียนรู้ไปสู่เยาวชนทั่วประเทศ สะท้อนถึงการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” พระราชปณิธานอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ
พระกตัญญูกตเวทิตาแห่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจักษ์ชัดผ่านพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตร นับเป็นภาพที่งดงามและตราตรึงใจพสกนิกรชาวไทยยิ่งนัก

