พระประวัติ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ จากเจ้าหญิงนักกฎหมาย สู่พระเกียรติยศ ‘เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน’
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทั้งทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต



ทรงเริ่มศึกษาที่โรงเรียนราชินี ในระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากนั้นได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนฮีทฟิลด์ (Heathfield) ในเมืองแอสคอต (Ascot) สหราชอาณาจักร ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทย เพื่อทรงศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ที่โรงเรียนจิตรลดา ในระดับอุดมศึกษา ทรงศึกษาระดับปริญญาตรีในสองสาขา ในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของไทยสองแห่งคือ ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และปริญญารัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง



ในปีเดียวกัน พระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล เมืองอิทากา มลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League อันมีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทรงใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิต หรือปริญญาโท สาขานิติศาสตร์ (LL.M.) เพียง 1 ปี

จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต หรือปริญญาเอก ด้านนิติศาสตร์ (J.S.D) เป็นเวลา 3 ปี โดยในช่วงเวลาดังกล่าว พระองค์ทรงทุ่มเทพระวิริยะอุตสาหะในการค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย และรวบรวมข้อมูลต่างๆ ด้านกฎหมาย เพื่อนำมาประกอบการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “สู่ความยุติธรรมอย่างเสมอภาค : การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและจำเลยในกระบวนยุติธรรมทางอาญาของไทย โดยศึกษาเปรียบเทียบกับระบบของประเทศฝรั่งเศส และประเทศสหรัฐอเมริกา”

ในระหว่างที่ทรงศึกษาปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเอง พระองค์ยังทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตที่ประเทศไทยควบคู่กันได้ ด้วยพระอัจฉริยภาพและผลแห่งความพากเพียร ทำให้ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา และทรงเป็นเนติบัณฑิตไทย พร้อมกันในปี 2548

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ แทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประจำปีการศึกษา 2552 ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี เฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 13 สิงหาคม 2553

- ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการและทูต
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ทรงเริ่มรับราชการและได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งต่างๆ โดยลำดับ คือ พ.ศ. 2543 ทรงรับราชการตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญ ระดับร้อยเอก หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อมา พ.ศ.2549 ทรงรับราชการดำแหน่งเลขานุการเอก คณะผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

จากนั้น ทรงเริ่มรับราชการในสายงานอัยการเมื่อ พ.ศ.2550 ทรงรับราชการตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ, อัยการประจำกอง สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 3, อัยการประจำกอง สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดียาเสพติด 1, อัยการจังหวัดผู้ช่วย จังหวัดอุดรธานี
ต่อมา พ.ศ.2552 รองอัยการจังหวัดอุดรธานี สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี, พ.ศ.2553 รองอัยการจังหวัดพัทยา สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา. พ.ศ.2554 รองอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู

ทรงเจริญก้าวหน้าโดยลำดับ จนทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ.2554 ต่อมาในช่วงปลายปี 2554 ได้ทรงย้ายไปรับราชการในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ในดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย และในช่วง พ.ศ.2555-2557 ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย แล้วจึงทรงย้ายโอนกลับไปทรงรับราชการ ณ สำนักงานอัยการสูงสุดในตำแหน่งอัยการ จ.หนองบัวลำภู แล้วจึงได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด (ข้าราชการอัยการชั้น 4) ทรงปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานคดียาเสพติด

ต่อมาใน พ.ศ.2560 ทรงได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดระยอง ก่อนทรงกลับมารับตำแหน่งอัยการจังหวัด สู่อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด

- พระกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร
ไม่เพียงทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจในหน้าที่ราชการแต่เพียงเท่านั้น หากทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจด้านอื่นๆ เพื่อความผาสุกของอาณาประชาราษฎร ได้แก่ ได้ทรงริเริ่มโครงการกำลังใจ (Inspire) เมื่อปี 2550 เน้นการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง เด็กติดผู้ต้องขังหญิง และผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ในเรือนจำ ตลอดจนเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่นในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยใช้แนวทางประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ


ต่อมา ทรงริเริ่มโครงการจัดการทำข้อเสนอเพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Enhancing Lives of Female Inmates หรือ ELFI) เมื่อพ.ศ.2551 สำหรับเป็นแนวทางในระดับสากล เพื่อให้ประเทศต่างๆ นำไปใช้ปรับปรุงมาตรฐานการดูแลผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง จนสหประชาชาติเห็นชอบให้มีกระบวนการปรึกษาหารือและเจรจายกร่างข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าว และนำไปสู่การรับรองเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules) โดยสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 65 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2553 และเมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2554 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ ก้ได้ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาพิเศษ ตามคำกราบทูลเชิญของสถาบันเพื่อการยุติธรรมไทยด้วย



นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอีกหลากหลายด้าน เช่น ทรงใฝ่พระทัยในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุทกภัยซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย



ทรงก่อตั้ง มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวมถึงอดีตผู้ต้องขังให้สามารถใช้ชีวิตในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรี รวมทั้งทรงมีพระดำริให้ก่อตั้งสโมสรกีฬาบีบีจี – BBG CLUB เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่เคยก้าวพลาด เข้ามาฝึกทักษะด้านกีฬาและพัฒนาศักยภาพสู่ความเป็นเลิศทางด้านกีฬา โดยการใช้กีฬาช่วยในการพิสูจน์ศักยภาพ และเปลี่ยนแปลงพฤตินิสัยของเด็กและเยาวชนให้เป็นที่ยอมรับ และสามารถดำรงชีพได้ในสังคมต่อไป




นอกจากนี้ ยังได้ทรงรับมูลนิธิและโครงการสาธารณกุศลหลายแห่งไว้ในพระอุปถัมภ์ เช่น มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, กองทุนกำลังใจ, เครือข่ายคนรักน้องหมา และศูนย์ควบคุมสุนัข เขตประเวศ กทม.



อีกทั้ง การพระราชทานทุนการศึกษาสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อปริญญามหาบัณฑิตด้านกฎหมาย ณ Cornell Law School มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทรงจัดตั้ง “ทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” ซึ่งรับสมัครเพื่อคัดเลือกจากผู้ที่จบปริญญาบัณฑิตด้านกฎหมาย และสอบไล่ได้เนติบัณฑิตของเนติบัณฑิตยสภาตามเงื่อนไขที่ทุนดังกล่าวกำหนดไว้ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาได้นำความรู้มาแก้ไขปัญหาของประเทศ ที่ต้องอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือ

- รางวัลและพระเกียรติยศพิเศษ
ด้วยพระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม หลายองค์กรต่างๆ จึงได้ถวายรางวัล ได้แก่ พ.ศ.2544 คณะกรรมการกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่น, พ.ศ.2552 กองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี (UNIFEM) สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กราบทูลเชิญให้ทรงดำรงตำแหน่ง “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีด้านหลักนิติธรรม ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พ.ศ.2552 สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ถวายเหรีญยรางวัลเกียรติยศ Medal of Recognition ในฐานะที่ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ

พ.ศ.2552 สมาคมราชทัณฑืและเรือนจำระหว่างประเทศ ถวายรางวัล President’s Award
พ.ศ.2552 กองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี (UNIFEM) ถวายรางวัล UNIFEM Award
พ.ศ.2560 สำนักงาน UNODC กราบทูลเชิญให้ทรงดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง สถาบันการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติทางวิชาการ

- สถาปนาเป็น “เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน”
ด้วย ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระ และทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา เมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2562 โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศความตอนหนึ่งว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณ มาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระ และทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระ ได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

นอกจากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นประธานกรรมการ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก อีกทั้งทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงาน สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนา พระเกียรติยศ ให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ขอจงเจริญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล วิบุลศุภผล สกลเกียรติยศ ปรากฏยิ่งยืนนาน ตลอดจิรัฏฐิติกาล เทอญ ประกาศ ณ วันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน


- พระยศทางทหาร
นอกจากเอกอัครราชทูต และอัยการผู้เชี่ยวชาญแล้ว พระองค์ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้มีพระยศทางทหาร ทรงเป็นพลตรีหญิงและนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และนายทหารราชองครักษ์พิเศษ เมื่อเดือนมีนาคม 2561
กระทั่ง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และ พระราชทานยศทหาร ความตอนหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารและพระราชทานพระยศทหารทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลโทหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาธิการกองบัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) และพระราชทานพระยศเป็น พลเอกหญิง

พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการทหาร โดยพลโท โจนาธาน พี บรากา (LTG. Jonathan P. Braga Commanding General, USASOC) ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพบก สหรัฐ ได้ถวาย “ดาบสปาร์ตัน” แบบสั่งทำพิเศษแด่พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าหญิงแห่งประเทศไทย เพื่อให้สมพระเกียรติถึงการที่พระองค์ได้เป็น Green Beret กิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565
พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพระวิริยอุตสาหะในการฝึกทหารเป็นอย่างยิ่ง อาทิ ทรงฝึกวิชากระโดร่วม แบบ static line ณ สนามกระโดดร่มท่าเดื่อ โรงเรียนสงครมพิเศษ จ.ลพบุรี เป็นต้น

จากนั้น วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารรับราชการ ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ (อัตรา พลเอกพิเศษ)

- พระราชทานปริญญาบัตร
ด้วยทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จแทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ประจำปี 2565 เป็นปีแรก
ซึ่งการพระราชทานปริญญาบัตรเป็นการเสด็จฯ แทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประจำปีการศึกษา 2559-2560 ระหว่างวันที่ 17-20 มิถุนายน 2562 ณ ห้องประชุมพระปกเกล้า อาคารอเนกนิทัศน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีโดยพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่ บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ประจำปีการศึกษา 2559-2560 เป็นมหาวิทยาลัยแรก เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ยังความปลาบปลื้มมาสู่บัณฑิจและครอบครัวของบัณฑิตเป็นอย่างมาก ด้วยพระองค์ทรงแย้มพระสรวลตลอดเวลาในการพระราชทานปริญญาบัตร

จากนั้น ในปี 2563 เสด็จแทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคกลาง และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (ประจำปีการศึกษา 2560-2561) ณ ห้องประชุมสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
ปีพุทธศักราช 2565 ในปีนี้พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเสด็จแทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (ประจำปีการศึกษา 2560-2562) แบ่งตามภูมิภาคและสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มภาคกลาง และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ณ หอประชุมสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ระหว่างวันที่ 1-13 กันยายน 2565 (รวม 13 วัน 25 รอบ)

กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ระหว่างวันที่ 17-26 กันยายน 2565
กลุ่มภาคใต้ ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2565
ทั้งนี้ ในการเสด็จแทนพระองค์ทุกครั้ง ยังความปลาบปลื้มใจและเป็นที่กล่าวขานในหมู่บัณฑิตและประชาชนเป็นอย่างมาก ด้วยพระสิริโฉมที่งดงามและพระพักตร์ที่ทรงแย้มพระสรวลให้กับบัณฑิตทุกคน


- เจ้าฟ้านักกีฬา-พระเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง
นอกจากทรงงานข้างต้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ยังคงสนพระทัยในเรื่องต่างๆ มากมาย อาทิ ด้านการกีฬาที่ทรงเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ในการให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายอยู่เสมอเพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจ อาทิ ทรงร่วมการแข่งขันไตรกีฬา “โตโยต้าไอรอนแมน 70.3 บางแสนบายมาม่า 2019” เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นการส่วนพระองค์ การแข่งขันมีระยะทางรวมทั้งสิ้น 113 กิโลเมตร ประกอบด้วย ว่ายน้ำ 1.9 กิโลเมตร จักรยาน 90กิโลเมตร และวิง 21.1 กิโลเมตร ซึ่งทรงเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 6.54.59 ชั่วโมง เป็นอันดับที่ 22 ในรุ่นกลุ่มอายุ 40-44 ปี




นอกจากนี้ ยังมีพระเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่น สุนัข แมว โดยทรงนำสุนัข แมวที่ถูกทิ้งไว้มาดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และทรงฝึกฝนสุนัขบางตัวให้เป็นสุนัขอารักขาอีกด้วย อีกทั้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ยังปฏิบัติพระกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณในการเสด็จแทนพระองค์โดยเสมอมา





