พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชกรณียกิจต่างประเทศ ทรงเจริญพระราชไมตรีทั่วโลก
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พสกนิกรชาวไทยต่างประจักษ์ชัดถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
นับตั้งแต่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร สืบเนื่องมาจนถึงการเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เจริญพระราชไมตรีกับอาณาอารยประเทศ
ซึ่งพระองค์ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสร้างมิตรภาพและเสริมสร้างความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับนานาอารยประเทศ ซึ่งเป็นการเสด็จฯเยือนในรูปแบบที่เป็นทางการ (State Visit) และการเจริญสัมพันธไมตรีในระดับราชวงศ์
- สหราชอาณาจักร พุทธศักราช 2566
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2566 ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร และสมเด็จพระราชินีคามิลลา
การเสด็จฯครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์ในปี 2562 โดยทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรอง ณ พระราชวังบักกิงแฮม ในวันที่ 5 พฤษภาคม และร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 6 พฤษภาคม 2566

- ราชอาณาจักรภูฏาน พุทธศักราช 2568
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ 25 ถึงวันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2568 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชสมัย


การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างสองพระราชวงศ์ที่มีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างสองราชอาณาจักรและประชาชนให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปในทุกระดับ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระอันสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินเยือนดังกล่าว รัฐบาลไทยจะจัดกิจกรรมสาธิตการแสดงทางด้านศิลปวัฒนธรรม โดยประกอบด้วย การสาธิตมวยไทย การทำอาหารไทย นาฏศิลป์ไทย และการแข่งขังขันฟุตบอลกระชับมิตร เพื่อส่งเสริมการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างประชาชนของสองประเทศให้ใกล้ชิดสนิทสนมยิ่งขึ้นไปในโอกาสนี้ด้วย


- สาธารณรัฐประชาชนจีน พุทธศักราช 2568
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ เป็นการกระชับความสัมพันธไมตรีที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ จะเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบ 50 ปี

ในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ มหาศาลาประชาชน นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูง สาธารณรัฐประชาชนจีน เฝ้าฯรับเสด็จ พร้อมจัดกองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน ฝ่ายจีนยิงสลุต 21 นัด ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อประมุขแห่งรัฐที่มาเยือน ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางทหารสากลที่ใช้ในโอกาสสำคัญต่างๆ ของชาติ
พิธีต้อนรับยิ่งใหญ่สง่างามเป็นที่ประจักษ์ สะท้อนให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญยิ่งต่อการเสด็จฯของพระมหากษัตริย์ไทย และถือเป็นสัญลักษณ์ของไมตรีที่แน่นแฟ้นและความเคารพซึ่งกันและกัน
การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและภริยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสขอบคุณ และทรงกล่าวถึงการต้อนรับที่อบอุ่น ทรงรู้สึกยินดีที่ได้มาเยือนจีนอีกครั้ง ได้เห็นความเจริญก้าวหน้า และความสวยงามของกรุงปักกิ่ง
“ข้าพเจ้าก็ยินดีที่มีโอกาสได้มาเยือน และได้เห็นความเจริญก้าวหน้า ความสวยงามของเมือง มีความชื่นใจ ภูมิใจที่ประเทศของเราทั้งสองได้มีความสัมพันธ์ฉันมิตรอย่างใกล้ชิดที่สุด และได้มีการแลกเปลี่ยนและมีกิจกรรมหลายอย่างที่ได้ร่วมทำด้วยกัน”

ขณะที่ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกจีนเป็นประเทศแรกในการเยือนอย่างเป็นทางการ แสดงถึงความสำคัญที่ไทยให้กับความสัมพันธ์จีน-ไทย และสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศในแนวคิด “จีน-ไทยคือครอบครัวเดียวกัน”
“ราชวงศ์ไทยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งทางประวัติศาสตร์กับจีน ซึ่งทางจีนรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อบทบาทในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ โดยปีนี้เป็นปีแห่งการครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย ถือเป็นปีทองแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิทัศน์ระหว่างประเทศ”
“จีนและไทยได้ร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นญาติพี่น้อง เพื่อนและพันธมิตรที่ดี ณ จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ข้าพเจ้าพร้อมที่จะร่วมมือกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ในการสร้างชุมชนจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันในอีก 50 ปีข้างหน้า และเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย” ประธานาธิบดีจีนกล่าว
นับเป็นสัญญาณแห่งความสัมพันธ์ที่มีศักยภาพสูงต่อการลงทุนและการทำการค้าอย่างมั่นคงในอนาคตสืบไป

- สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พุทธศักราช 2569
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16-18 มีนาคม 2569 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นั้น ได้กลายเป็นบทจารึกแห่งมิตรภาพที่ตราตรึงใจพสกนิกรทั้งสองแผ่นดินอย่างมิรู้ลืม

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนในครั้งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งแห่งวาระการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ครบ 75 ปี ในปีพุทธศักราช 2568 และจะเป็นการกระชับสายสัมพันธ์และความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างประเทศทั้งสอง ในฐานะมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดสนิทสนมยิ่ง และมีวัฒนธรรมประเพณีที่มีความคล้ายคลึงกัน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


- ราชอาณาจักรสวีเดน พุทธศักราช 2569
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-2 พฤษภาคม 2569 ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองราชวงศ์ที่ยาวนานกว่าศตวรรษ หากยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระเกียรติยศอันสูงส่งของประเทศไทยในระดับสากล
ความพิเศษที่เป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลกคือ การที่ ราชวงศ์ไทย เป็นพระราชวงศ์จากทวีปเอเชียเพียงราชวงศ์เดียว ที่เสด็จฯไปทรงเข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญนี้ท่ามกลางเหล่าประมุขและพระราชวงศ์จากยุโรป สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและพิเศษสุดระหว่างทั้งสองประเทศ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 150 ปี ราชวงศ์จักรีและราชวงศ์เบอร์นาดอตต์ได้มีการแลกเปลี่ยนการเสด็จฯเยือนและให้เกียรติซึ่งกันและกันเสมอมา

- สาธารณรัฐฝรั่งเศส พุทธศักราช 2569
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน-2 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญจาก เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ นับเป็นการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของพระประมุขแห่งราชอาณาจักรไทยในรอบกว่า 6 ทศวรรษ และมีความหมายอย่างยิ่งในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนถึงมิตรภาพอันงดงาม มั่นคง และแน่นแฟ้นที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 340 ปี นับแต่แรกเริ่มปฏิสัมพันธ์

โอกาสนี้ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลเลฌียง ดอนเนอร์ ชั้นกรอง ครัวซ์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทูลเกล้าฯถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ หรือออร์เดรอะ นาซียงนาล ดู เมริท ชั้นกรอง ครัวซ์ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบในงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการว่า
“ราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศสมีความสัมพันธ์อันดีมาช้านาน และได้ร่วมมือกันในกิจการด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การศึกษา วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม อันอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวาระครบ 340 ปีความสัมพันธ์ไทยกับฝรั่งเศส สืบเนื่องมาจนถึงปีนี้ ซึ่งเป็นวาระครบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความผูกพันซึ่งแน่นแฟ้นขึ้นโดยลำดับ ทั้งในระดับที่เป็นทางการ หรือระหว่างประเทศ แลในระดับบุคคล ข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราทั้งสองจะเจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไปในอนาคต และเราจะสามารถร่วมมือกันได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุมมากขึ้นในกิจการทุกด้านทุกระดับ เพื่อความเจริญมั่นคงของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีพลวัตสูง และมีความจำเป็นที่ประเทศต่างๆ จะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยมิตรไมตรี”

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายครั้งสำคัญที่จารึกหน้าประวัติศาสตร์สัมพันธไมตรี แต่ยังเป็นภาพสะท้อนอันแจ่มชัดถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและทรงคุณค่าที่สองประเทศมีให้แก่กัน
- การพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะทูตานุทูตเฝ้าฯ
ในฐานะองค์พระประมุขแห่งรัฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้การต้อนรับผู้นำประเทศ พระราชวงศ์ต่างประเทศ และคณะทูตานุทูต โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเฝ้าทูลละอองอุลีพระบาท ถวายพระราชสาส์นแต่งตั้ง และทูลลาในโอกาสพ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งพระราชวงศ์ ผู้นำรัฐบาล และบุคคลสำคัญระดับโลก เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงรับเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี แห่งสหราชอาณาจักร พระกนิษฐาในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ พระสวามี ในโอกาสเสด็จฯเยือนประเทศไทย
การพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯในแต่ละครั้ง พระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถาร ทรงแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล และสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ผู้แทนจากนานาชาติเป็นอย่างมาก

- พระราชสาส์นเชื่อมสัมพันธไมตรีทั่วโลก
อีกหนึ่งพระราชกรณียกิจ คือการส่ง พระราชสาส์น ไปยังผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อร่วมยินดีและแสดงความเสียใจในเหตุการณ์สำคัญ ในโอกาสวันชาติ วันคล้ายวันพระราชสมภพ หรือในวาระที่ผู้นำประเทศใหม่เข้ารับตำแหน่ง รวมถึงในยามที่มิตรประเทศประสบภัยพิบัติ หรือความสูญเสียครั้งใหญ่
พระราชสาส์นทุกฉบับสะท้อนถึงความจริงใจ ความห่วงใย และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นหัวใจสำคัญของคำว่า มิตรภาพระหว่างประเทศ ที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับและเป็นมิตรแท้ในสายตาของอารยประเทศตลอดมา
พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นการดำเนินพระราชไมตรีระหว่างประเทศไทยกับสังคมโลก ด้วยพระบารมี พระวิสัยทัศน์ และพระราชหฤทัยที่มุ่งมั่นในการสร้างสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน นำพาเกียรติภูมิของชาติไทยในเวทีสากลอย่างยั่งยืน




