เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงจัดแสดงคอลเลกชั่น Spring-Summer 2027 อวดโฉมในงานมิลาน แฟชั่น วีก
แบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดแสดงคอลเลกชัน Spring-Summer 2027 ‘Soul of an Empire’ ผลงานการออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะองค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ ณ Palazzo Moriggia พิพิธภัณฑ์เก่าแก่ในเมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ในวันสุดท้ายของ Milan Fashion Week โดยคอลเลกชันดังกล่าวถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางและแรงบันดาลพระทัยจากศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย ผ่านมุมมองร่วมสมัย พร้อมผสานงานหัตถศิลป์และอัตลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับการออกแบบ
สำหรับคอลเลกชัน ‘Soul of an Empire’ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงได้รับแรงบันดาลพระทัยจากการเสด็จไปยังเมืองชัยปุระ (Jaipur) ประเทศอินเดีย ซึ่งมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะ และงานหัตถศิลป์ โดยภาพแสงแดดที่ส่องผ่านประตูโค้งและตกกระทบลงบนหินแกะสลัก รายละเอียดการประดับตกแต่งอาคาร สวน ตลอดจนร่องรอยของสีสันบนอาคารเก่าแก่ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลพระทัยในการสร้างสรรค์คอลเลกชัน


แนวคิดสำคัญของคอลเลกชันยังเชื่อมโยงกับบรรยากาศของยุค 1970 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักดนตรี ศิลปิน และผู้สนใจการเดินทางเชิงวัฒนธรรมเดินทางไปยังประเทศอินเดียและได้รับแรงบันดาลใจจากสีสัน ศิลปะ และเรื่องราวทางจิตวิญญาณของดินแดนแห่งนี้ นำมาสู่การผสมผสานงานตัดเย็บในแบบมาสคิวลีนเข้ากับการจับเดรปที่พลิ้วไหว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของบุรุษที่มีความสง่างามและจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ
ในส่วนของเครื่องแต่งกายสตรี ทรงให้ความสำคัญกับความบางเบา ความแม่นยำของโครงสร้าง และการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยนำ IRIS Jacket ซึ่งเป็นรูปแบบสำคัญของแบรนด์มาตีความผ่านสัดส่วนใหม่บริเวณช่วงไหล่ เอว และสะโพก เพื่อสร้างซิลูเอ็ตแบบเฟมินีนให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมผสมผสานกับเสื้อผ้าที่มีการจับเดรป กระโปรง ผ้าโปร่ง และผ้าพันคอผืนยาว ซึ่งช่วยเพิ่มความพลิ้วไหวและอิสระในการเคลื่อนไหว



ด้านสีสัน ทรงได้รับแรงบันดาลพระทัยจากการเปลี่ยนแปลงของแสงในประเทศอินเดียในช่วงเวลาต่าง ๆ ตั้งแต่สีขาวและสีครีม ไปจนถึงสีชมพูตุ่น (Dusty Pink) สีโทนอบอุ่น (Earthy Spice) และสีสันสดใสที่มีประกายเมทัลลิก โดยมีงานปัก การประดับกระจก และเครื่องประดับช่วยสร้างมิติให้แก่พื้นผิวของเครื่องแต่งกาย
งานฝีมือเป็นองค์ประกอบสำคัญของคอลเลกชัน โดยลวดลายพิมพ์ดิจิทัลได้รับการต่อยอดจากผลงานศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ (Woodcut) ขององค์ดีไซเนอร์ โดยยังคงเอกลักษณ์ของเส้นสาย การซ้อนทับของสี ตลอดจนมิติและพื้นผิวจากผลงานต้นฉบับ ก่อนนำมาตีความใหม่บนผืนผ้า

ส่วนงานปักด้วยมือโดย SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ได้รับแรงบันดาลพระทัยจากรายละเอียดการประดับตกแต่งในสถาปัตยกรรมอินเดีย ผ่านการนำลูกปัด งานปักกระจก กระดุมโครเชต์ พู่ และดอกไม้สามมิติมาสร้างสรรค์ใหม่ เพื่อถ่ายทอดความวิจิตรผ่านพื้นผิวและมิติของงานหัตถศิลป์
นอกจากนี้ ยังมีการนำปกเสื้อแบบถอดได้มาใช้ร่วมกับบทกวีบางตอนจากผลงานของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดลงบนเครื่องแต่งกายด้วยงานปัก เปรียบเสมือนการบันทึกความทรงจำจากการเดินทางลงบนชิ้นงานแต่ละชิ้น


ความพิถีพิถันในงานฝีมือยังครอบคลุมถึงการเลือกสรรและพัฒนาสิ่งทอ ทั้งผ้าไหมมัดหมี่ของไทย และผ้าฝ้ายครามทอมือจากโครงการดอนกอย ซึ่งนำมาผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคสมัยใหม่ อาทิ การตัดด้วยเลเซอร์ ถ่ายทอดอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียผ่านอัตลักษณ์ความเป็นไทยและความเชี่ยวชาญด้านงานหัตถศิลป์
หนึ่งในไฮไลต์ของคอลเลกชั่นนี้ คือการนำผ้าไหมมัดหมี่ จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ มาสร้างสรรค์เป็นผ้านุ่งอินเดียที่เรียกว่า “โธตี” (Dhoti) ก่อนนำมาตีความใหม่ผ่านโครงสร้างที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก โจงกระเบนไทย ด้านงานคราฟต์ยังโดดเด่นด้วยลายภาพพิมพ์แกะไม้ หรือ Woodcut ฝีพระหัตถ์ขององค์ดีไซเนอร์ ซึ่งถูกนำมาต่อยอดเป็นลวดลายบนเสื้อผ้าด้วยเทคนิคดิจิทัล พร้อมด้วยงานปักมือที่ใช้ทั้งกระจก ลูกปัด พู่ และกระดุมโครเชต์เพื่อเพิ่มมิติให้กับแต่ละลุค

สำหรับเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษในคอลเลกชัน Spring-Summer 2027 ทรงถ่ายทอดเสน่ห์อันเป็นธรรมชาติและจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพตามกลิ่นอายของยุค 1970 ผ่านงานตัดเย็บที่มีโครงสร้างชัดเจน ผสานกับเลเยอร์ที่พลิ้วไหวและรายละเอียดจากงานหัตถศิลป์

เสื้อทูนิกตัวยาว กางเกงทรงสบาย และผ้าพันคอ ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ขณะที่สีส้ม Orange Ginger สีเขียว Green Cardamom และสีฟ้า Blue Turmeric ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันของเครื่องเทศและธรรมชาติในประเทศอินเดีย ก่อนเพิ่มมิติด้วยผ้าโปร่ง งานปัก และลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม
เครื่องแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษในฤดูกาลนี้จึงผสานความประณีตของงานตัดเย็บเข้ากับความผ่อนคลาย และสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลผ่านรูปทรง เนื้อผ้า และรายละเอียดของงานหัตถศิลป์
เครื่องประดับและแอ็กเซสซอรีส์ในคอลเลกชันยังคงสะท้อนแนวคิดด้านงานฝีมือ ความหรูหรา และความร่วมสมัย โดย La Luna กระเป๋ารูปแบบสำคัญของแบรนด์กลับมาอีกครั้งในวัสดุซาติน ลินิน และหนังลูกวัว รวมถึงรุ่นที่ประดับด้วยลูกปัดด้วยมือ

ส่วน La Belle มาพร้อมกระเป๋ารุ่น IRA ซึ่งเป็นกระเป๋าสะพายทรงกะทัดรัดที่ผสมผสานรูปแบบการออกแบบจากตะวันออกและตะวันตก มีทั้งโทนสีพาสเทลและสีคลาสสิก ขณะที่กระเป๋า Rani ทรงรูด ถ่ายทอดงานฝีมือผ่านการประดับลูกปัดและดอกไม้ปักสามมิติ ซึ่งรังสรรค์โดย SIRIVANNAVARI Atelier & Academy
สำหรับรองเท้า ทรงนำเสนอรองเท้าส้นพีระมิดซึ่งเป็นรูปแบบสำคัญของแบรนด์ ผ่านดีไซน์แบบสายรัดและงานสานสำหรับสุภาพสตรี ขณะที่สุภาพบุรุษนำเสนอรองเท้าโลฟเฟอร์หนังกลับและรองเท้าแซนดัลที่มีรูปทรงผ่อนคลาย สอดรับกับเครื่องแต่งกายแบบเทเลอริ่งและการแต่งกายสำหรับฤดูร้อน



ด้านเครื่องประดับได้รับแรงบันดาลพระทัยจากภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระราชวัง ลวดลายดอกไม้ และงานแกะสลักของอินเดีย นำมาตีความเป็นรูปทรงประติมากรรมร่วมสมัย โดยมีเงินและสีทองแชมเปญเป็นองค์ประกอบสำคัญ ปรากฏในต่างหู สร้อยคอ กำไล แหวน เข็มกลัด และเข็มขัด
คอลเลกชัน ‘Soul of an Empire’ ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งการเดินทางและห้วงเวลา โดยนำความงดงามของศิลปะและวัฒนธรรมอินเดียมาผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งอิสรภาพของดนตรีร็อกแอนด์โรลในยุค 1970 และความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทย

ผลงานการออกแบบในครั้งนี้สะท้อนการนำมรดกทางวัฒนธรรมมาตีความผ่านมุมมองร่วมสมัย ทั้งเครื่องแต่งกายสำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ตลอดจนเครื่องประดับและแอ็กเซสซอรีส์ โดยเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม งานหัตถศิลป์ และแฟชั่นเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน






