ในหลวง ร.10 ทรงสืบสานพระราชปณิธาน “ร.9” พสกนิกรมีความสุข

28.07.17 | 11:46 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ และพระองค์มีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในการบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้แก่ประชาชน และพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ดั่งพระราชดำรัสที่ทรงตอบรับขึ้นทรงราชย์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ว่า

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมนเทียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

“ทรงห่วงปัญหาน้ำท่วม”

Advertisement

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระองค์ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริ และแนวพระราชดำริต่างๆ ของ “สมเด็จพระบรมราชชนกนาถ” โดยเฉพาะ “ปัญหาน้ำท่วม” ที่ทรงใส่พระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง

โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ถึงช่วงเดือนมกราคม 2560 ประเทศไทยประสบกับเหตุการณ์ “อุทกภัย” ครั้งใหญ่ใน 10 กว่าจังหวัดภาคใต้ อาทิ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี มีประชาชนหลายแสนคนประสบความเดือดร้อนอย่างหนักจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงติดตามสถาน การณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด ด้วยทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของราษฎร พระองค์พระราชทานกำลังใจ “ซับน้ำตาชาวใต้” ผ่านลายพระหัตถ์ถึงประชาชนว่า

“ด้วยความรักและห่วงใย ขอเป็นกำลังใจในการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อขวัญที่ดี จิตใจและร่างกายที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความสุขและมั่นคงของชาติ”

อีกทั้งยังได้พระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำไปแก้ปัญหาด้วย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า พระองค์รับสั่งด้วยความห่วงใยหลายเรื่อง โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ เกษตรกร ชาวประมง ปศุสัตว์

“พระองค์รับสั่งให้ทำให้ดีที่สุด บูรณาการลดความซ้ำซ้อน ดูแลให้ทั่วถึง ขณะเดียวกันให้ดำเนินการคู่ขนานกับการเตรียมแผนงานระยะยาวแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนในภาคใต้ นอกจากนี้ยังรับสั่งถึงแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่รับสั่งไว้หลายประการ ขอให้นำมาทบทวนปฏิบัติ อย่างสถานการณ์น้ำท่วม เมื่อปี 2554 พระองค์พระราชทานกระแสรับสั่งไว้ว่า ถ้าทุกข์ก็ทุกข์ไปด้วยกัน สุขก็สุขไปด้วยกัน ในปี 2554 พระองค์ก็ทรงอดทนกับน้ำท่วมเหมือนกัน ทรงช่วยเหลือประชาชน และพระองค์ก็ไปไหนมาไหนไม่ได้เช่นกัน และทรงเล่าให้ฟังว่าลำบากไปด้วย วันนี้เราน่าจะแก้ปัญหาไปได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจ” นายกฯกล่าว

ต่อมาไม่นานน้ำพระราชหฤทัยหลั่งไหลมาชโลมใจชาวใต้อีกครั้ง พระองค์พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อจัดทำบัตรอวยพร ปี 2560 รวม 4 แบบ และไดอารี่ภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยได้ทรงวาดภาพ และทรงเขียนคำอำนวยพร และหลักปรัชญาในการปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความสุข ซึ่งภาพวาดฝีพระหัตถ์ทุกภาพ จะมีภาพบ้าน ต้นคริสต์มาส ตุ๊กตาหิมะ กล่องของขวัญ คนที่กำลังมีความสุข และสุนัข โดยได้พระราชทานเงินที่ได้จากการจำหน่ายบัตรอวยพรและไดอารี่เป็นจำนวน 40 ล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการพระราชทานความช่วยเหลือครั้งนี้ว่า “พระองค์มีพระราชดำรัสว่า จะช่วยเหลือรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนให้ดีที่สุดในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์”

“บำบัดทุกข์บำรุงสุข”คนกรุง”

ด้วยทรงเล็งเห็นถึงปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร และทรงเข้าใจถึงความเดือดร้อนของราษฎร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ข้าราชบริพารในพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการในเขตพื้นที่ ร่วมกันกำจัดผักตบชวา วัชพืช และเก็บขยะมูลฝอยที่กีดขวางทางระบายน้ำบริเวณพื้นที่คลองต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เขตลาดพร้าว จตุจักร พระราม 7 บางซ่อน หลักสี่ บางเขน ป้อมปราบศัตรูพ่าย เป็นต้น

นับเป็นพระราชดำริที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนเป็นอย่างมาก

น.ส.จรรยา ขันธนารี อายุ 48 ปี ชาวชุมชนหนองงูเห่าคลองถนน ซอยวิภาวดีรังสิต 64 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กล่าวว่า จริงๆ ที่นี่ยังไม่ได้จัดตั้งเป็นชุมชน เพราะเราส่วนใหญ่อยู่อาศัยบนพื้นที่สาธารณะริมคลอง บางบ้านมีโฉนด ขณะที่อีกหลายบ้านไม่มีโฉนด อยู่กันไม่เกิน 100 หลังคาเรือน ซึ่งพออยู่กันไม่มาก เวลาเรามีปัญหา อาทิ น้ำท่วม ไปร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เขาก็ไม่ค่อยอยากรับฟัง ก็ทำให้ตน ครอบครัว ตลอดจนชาวชุมชนต้องทุกข์ทนอย่างนี้มา 20 กว่าปี จนกระทั่งโครงการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ามา ทำให้เรามีความหวังอีกครั้ง

“ชุมชนหนองงูเห่าคลองถนนมีปัญหาน้ำท่วมจากหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ขยะมูลฝอย ผักตบชวาสะสม ปัญหาการรุกล้ำคูคลองของหมู่บ้าน บางช่วงบีบเหลือเพียงร่องน้ำเล็กๆ และดินเลนสะสมจนตื้นเขิน ทำให้เวลาฝนตกลงมาน้ำไหลลงคลองถนนที่เป็นสาขาแม่ไม่ทัน ทำให้น้ำฝนเอ่อล้นเข้าบ้านเรือนประชาชนสูงถึงระดับหัวเข่า ยิ่งหากช่วงไหนฝนตกหนัก พื้นที่อื่นในกรุงเทพฯอาจใช้เวลาระบายน้ำจนแห้ง 2 ชม. แต่ที่นี่ใช้เวลา 3 วัน ซึ่งด้วยเป็นน้ำเน่าเสียสีดำ ทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนย่ำแย่มาก” จรรยาอธิบายถึงความทุกข์ยาก แล้วเสริมว่า

“ทุกวันนี้แค่เห็นฝนตั้งเค้า จิตใจก็หดหู่แล้ว”

อย่างไรก็ดี หลังจากโครงการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าไป

“ความเดือดร้อนบรรเทาลงไปกว่าครึ่ง น้ำสามารถไหลเวียนดีกว่าเดิม”

“แม้พวกเราจะเป็นชุมชนเล็กๆ แต่พระองค์ก็พระราชทานโครงการมาช่วย หากไม่ได้โครงการของพระองค์พวกเราคงลำบาก ก็อยากให้มีโครงการอย่างนี้ต่อเนื่องไปตลอด แก้ปัญหาทั้งระบบ พวกเรารู้สึกดีใจ ทหารมหาดเล็กก็มีความตั้งใจมาช่วยประชาชนจริงๆ แต่อาจติดอุปสรรคในข้อกฎหมายที่ดิน ที่ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมสนับสนุน แต่สำหรับชาวชุมชนเราพยายามดูแลกันเอง รณรงค์ไม่ทิ้งขยะลงคลองเพราะสุดท้ายคนเดือดร้อนก็คือพวกเราเอง” จรรยากล่าว

“จิตอาสา “ทำดีด้วยหัวใจ”

ด้วยพระราชปณิธานที่จะให้คนไทยมาร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ ทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดโครงการสัปดาห์จิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อขุดลอกคูคลองที่ตื้นเขิน กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์พื้นที่สาธารณประโยชน์ต่างๆ บริเวณรอบพระราชวังดุสิต ระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน ซึ่งปรากฏเป็นภาพความพร้อมเพรียง ภาพความร่วมมือร่วมใจ โดยเฉพาะภาคประชาชนที่มาลงทะเบียนเป็นจิตอาสาถึง 721 คน ซึ่งมีตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ไปจนถึงอายุ 81 ปี

โดยทุกคนจะได้รับพระราชทาน สิ่งของ 3 สิ่ง ได้แก่ หมวกแก๊ปพระราชทาน ผ้าพันคอประชาชนจิตอาสาพระราชทาน และสมุดบันทึกความดีพระราชทาน เพื่อเป็นกำลังใจและให้ประชาชนจิตอาสารักษาความดีนี้ต่อไป

นายสมพงษ์ เวียงแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โครงการ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เป็นโครงการที่ได้ผลดีมาก เพราะมีจิตอาสาเข้ามาช่วยมากมาย ขณะที่โครงการไม่ได้ทำแค่คูคลองใดคูคลองหนึ่งเท่านั้น แต่เลือกเข้าไปแก้ปัญหาคูคลองที่มีปัญหา อาทิ ขยะมูลฝอย ผักตบชวาสะสมขวางทางน้ำ ดินเลนสะสมทำให้คลองตื้นเขิน ก็เข้าไปเก็บหรือขุดลอกคลองเปิดทางน้ำไหล จากนั้นก็ขยับไปทำที่คูน้ำสาขาที่เชื่อมกัน เพื่อให้น้ำไหลได้อย่างสะดวกทั้งระบบ

“จริงๆ การขุดลอกคูคลอง เก็บผักตบชวาเป็นหน้าที่ กทม.ต้องทำอยู่แล้ว แต่บางพื้นที่กำลังคนอาจไม่มาก เก็บไม่ทันวงรอบการเจริญเติบโตของผักตบชวา ที่เพียง 1-2 เดือนก็เริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว โครงการนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ พระองค์มีพระราชปณิธานให้ชุมชนท้องถิ่นช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดสิ่งแวดล้อมคูคลอง หลังจากได้พระราชทานโครงการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้แล้ว” นายสมพงษ์กล่าว

ด้าน นายจำเริญ เสือมา อายุ 65 ปี พร้อมด้วย นางละมัย เสือมา อายุ 66 ปี ชาวหมู่บ้านบัวหลวง ซอยรามอินทรา 19 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน เล่าร่วมกันว่า หมู่บ้านตนมี 89 หลังคาเรือน ข้างหมู่บ้านติดคลองกระเฉด ซึ่งเป็นคลองสาขาคลองลำผักชี คลองนี้เดิมจะมีผักตบชวาหนาแน่นจนไม่เห็นผิวน้ำ น้ำแทบไม่เคลื่อนไหว ทำให้มียุงมากในช่วงหัวค่ำ แต่โชคดีไม่ค่อยมีปัญหาน้ำในคลองล้นเอ่อท่วมบริเวณหมู่บ้าน เพราะสำนักงานเขตคอยสูบน้ำออกตลอดเวลาฝนตก แต่ก็ไม่เคยเห็นการเก็บผักตบชวาที่จริงจัง และสะอาดสะอ้านเท่ากับทหารมหาดเล็กและคณะมาเก็บเลย

“พวกเราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ขอให้พระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรง และพระราชทานโครงการดีๆ อย่างนี้ให้ประชาชนต่อไป” นายจำเริญ-นางละมัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” จะจัดอีกครั้ง โดยในช่วงแรกวันที่ 28 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2560 ในการร่วมบำเพ็ญประโยชน์ในการบรรเทาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และการรณรงค์แก้ไขปัญหาจราจร ในช่วงที่ 2 จะขยายไปในจังหวัดที่มีเขตพระราชฐาน ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2560-28 กรกฎาคม 2561 และในช่วงสุดท้าย จะทำกิจกรรมจิตอาสากันในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2561-5 ธันวาคม 2561

ซึ่งประชาชนจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ทุกคน จะได้รับพระราชทานเสื้อโปโลสีดำ หมวกแก๊ปพระราชทาน ผ้าพันคอประชาชนจิตอาสาพระราชทาน และสมุดบันทึกความดีพระราชทาน ที่จะบันทึกความดีทุกครั้งและรวบรวมเป็นเกียรติประวัติของตน เพื่อส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกในการสร้างความดี เชิดชูคนทำความดี สร้างสังคมของคนดีที่คิดถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

“ขยายความดีไปทั่วประเทศ”

จากโครงการสัปดาห์จิตอาสาที่ทรงให้เริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อนขยายต่อยอดการพัฒนาไปเรื่อยๆ จากบ้านของเรา ไปยังชุมชนของเรา จังหวัดของเรา และประเทศของเรา ประสบความสำเร็จมีประชาชนออกมาช่วยกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์คนละไม้คนละมือ จึงทรงมีพระราชดำริให้ขยาย “การทำความดี” ต่อไปทั่วประเทศ

พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเสื้อยืดคอโปโลสีดำ “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” แก่ประชาชนจิตอาสาทั่วประเทศ สำหรับใช้ใส่ประกอบกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ในการทำความดีให้แก่สังคมส่วนรวมและประเทศชาติ อันนำความรักสมัครสมานสามัคคีมาสู่ประชาชนในชาติ

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจัง หวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ชาว จ.นครราชสีมาต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตนจะได้นำเสื้อโปโลสีดำพระราชทานนี้ไปมอบให้แก่ประชาชนที่ทำกิจกรรมจิตอาสาทั้ง 32 อำเภอ

“เสื้อโปโลพระราชทานจะเป็นกำลังใจให้กับประชาชนที่ออกมาทำความดีให้ดำเนินงานจิตอาสามากขึ้น อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่นได้ด้วย” นายวิเชียรกล่าว

ด้าน นายวีร์รวุทธ์ ปุตระเศรณี ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมจิตอาสาถือว่ามีประโยชน์มาก เป็นการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีจิตใจคิดถึงส่วนรวม ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม และมีความสามัคคีปรองดองกัน สมดังพระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

จรรยา ขันธนารี
จำเริญ-ละมัย เสือมา
สมพงษ์ เวียงแก้ว