เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่มิวเซียมสยาม ท่าเตียน กรุงเทพฯ มีการจัดบรรยายเรื่อง ‘พระราชพิธีพระบรมศพไทยและพม่า’ โดยนายสิทธิพร เนตรนิยม นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ม.มหิดล บรรยากาศในงานมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังจำนวนมาก โดยมีการลงทะเบียนล่วงหน้าจนที่นั่งเต็มก่อนวันงานเป็นเวลาหลายวัน
นายสิทธิพรเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงการฝังศพสมัย ‘ปยู’ ในพม่าซึ่งมีการฝังเรียงเป็นขั้นบันได มีทั้งแบบนั่ง และทำหลุมศพเป็นกากบาท สำหรับเอกสารที่ใช้ศึกษาเรื่องงานพระบรมศพพม่า เรียกว่า ‘อิ่งโหย่งส่าดา’ ในยุคพระเจ้าอลองพญา ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยใช้อ้างอิงร่วมกับพระราชพงศาวดาร
จากนั้นนายสิทธิพรเล่าถึงเมื่อครั้งพระเจ้ามินดงทรงพระประชวร ข้าราชบริพารได้นำสิ่งของไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปล่อยสัตว์เดรัจฉาน มีทั้งการกระทำตามความเชื่อทั้งฝ่ายพุทธและไสยศาสตร์ แต่ไม่ทรงทุเลา ได้เสด็จสวรรคตเมื่อจุลศักราช 1240

สำหรับลางบอกเหตุในพม่าซึ่งมีการบันทึกไว้ มีหลายประการ อาทิ นกแร้งลงจับ กำแพงทรุด มีเสือเข้าเมือง เจดีย์เมืองสกายเปล่งแสง ดาวพฤหัสบดีและดาวศุกร์ประชิดดวงจันทร์ ถือเป็นความแปรปรวนที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า ส่วนในสังคมไทย มีความเชื่อเรื่องหมอกธุมเกตุ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต มีบันทึกเรื่องอากาศที่มืดครึ้ม มีหมอกขาวลงจัด ซึ่งโบราณเรียกว่าหมอกธุมเกตุ
ต่อมาเป็นการอธิบายถึงคำศัพท์ว่าด้วยการตายในราชสำนักพม่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อเรื่องการกลับคืนสู่สวรรค์ เช่น ‘ทรงประทับอย่างสำราญยังเทวเกษตร (สวรรค์)’ และ ‘เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับอย่างเกษมสำราญยังเทวเกษตร’ เป็นต้น
นายสิทธิพรยังกล่าวถึงคัมภีร์สำคัญของพม่าคือ คัมภีร์โลกะพยุหะ ซึ่งระบุถึงลำดับการจัดการพระบรมศพไว้ 17 ขั้นตอน อาทิ 1.ถวายน้ำสรง 2.พระแท่นประดิษฐานพระบรมศพ 3.เครื่องราชูปโภคที่เชิญออก 4.การจัดเตรียมหีบพระบรมศพ 5.การจัดเตรียมพระราชยานคานหาม เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการอธิบายเกี่ยวกับการ ‘ปิดทอง’ บนพระวรกาย ซึ่งเป็นการยกสถานะให้ผู้ตายอยู่เหนือคนทั่วไป ทำให้ผิวพรรณดูผุดผ่องประดุจเทพเจ้า โดยเอกสารพม่ากล่าวถึงการจัดการพระบรมศพอัครมเหสี ว่ามีการทรงเครื่องปิดพระพักตร์ แล้วจึงถวายพระสุกำ (มัดตราสัง) ที่หัวแม่เท้าและหัวแม่มือด้วยสายสร้อยมุข จากนั้นอัญเชิญพระบรมศพ กั้นพระเศวตฉัตร ตีกลองประโคม ตามลำดับ

ส่วนสถานที่ตั้งพระบรมศพคือ ‘วิมานหอแก้ว’ ซึ่งเป็นวิมานเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินและพระมเหสีเท่านั้น ในภาษาพม่าเรียกว่า ‘หม่านนานดอซาวง์’ สำหรับแท่นประดิษฐานเป็นไปตามลำดับชั้นยศ หีบพระบรมศพทำด้วยทองคำเปลวทั้งนอกและใน มีทองเปลือกกุ้ง ซึ่งเป็นทองคำเปลวแบบที่ใช้ติดเจดีย์ชเวดากอง แต่ไม่บางอย่างทองคำเปลว มีความยืดหยุ่น และมีความหนาในระดับที่ไม่ขาดง่าย มุงเส้นลวดประดับลายใบโพธิ์ ธรรมเนียมพม่าโดยเฉพาะเรื่องโลง สอดคล้องกับคัมภีร์มหาปรินิพพานสูตร ในขณะที่ไทยใช้โกศ ซึ่งเป็นธรรมเนียมอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอดคล้องศาสนาพราหมณ์ผ่านมาทางกัมพูชา
ตอนท้าย กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชยาน และการเก็บพระอัฐิ โดยตลอดการบรรยาย มีการฉายภาพประกอบต่างๆ สร้างความสนใจให้แก่ผู้เข้าชมอย่างมาก ทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภาพถ่ายเก่า และภาพถ่ายวัตถุชิ้นสำคัญ เป็นต้น
“พระราชยาน เรียกว่า ตะหญิง ส่วนผ้ารองพระบรมศพ ตะหญิง คือ พระราชยาน ผ้ารองพระบรมศพ เมื่อเย็บติดกับบังเหียนม้าแล้ว จะมีการตกแต่งด้วยผ้าแดงทั้งด้านนอกและใน ประดับขอบด้วยทองเปลือกกุ้ง เมื่ออัญเชิญพระบรมศพ ทาสหลวงจะหามหม้อเพลิงปิดทองคำเปลวเดินนำหน้าขบวน โดยกรมม้าจะแบกท่อนฝืน 5 ท่อน ปิดทองคำเปลวหัวท้าย ส่วนงานเก็บกระดูก โดยทั่วไปเป็นหน้าที่พวกทาส แต่เมื่อเป็นพระบรมอัฐิจะเป็นหน้าที่ของหัวหน้าทาส มีช้างพังเชิญพระบรมอัฐิ ช้างอัญเชิญหมอน ที่นอน เชิญเครื่องทรง มีพระมงกุฎ เป็นต้น”
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายถึงเมรุลอยเผาศพพระสงฆ์พม่าในยุคอาณานิคม ซึ่งมีการเผาปราสาทไปพร้อมกับศพอีกด้วย

