เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ภายหลังสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทได้ตลอด 24 ชั่วโมง จนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 5 ตุลาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพเป็นวันที่ 334 ว่า เนื่องจากเสร็จสิ้นการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของภาคเอกชนในรอบเวลาต่างๆ แล้ว ทำให้พสกนิกรสามารถเข้ากราบได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่ต้องรอคิวนานเช่นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนทุกเพศทุกวัยจึงจูงมือบุตรหลานที่ปิดเทอม คนชรา มากราบพระบรมศพตลอดทั้งวัน แม้ว่าจะมีฝนปรอยต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำร่มสีขาวและดำมาแจกให้กับประชาชนที่เต็นท์หน้าประตูวิเศษไชยศรีด้วย
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 00.01 น.จนถึงเวลา 24.00 น.ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 90,300 คน รวม 333 วัน มี 11,654,402 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 4,583,095.50 บาท รวม 333 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 864,912,194.01 บาท


นางสาวกมลรส ไทยยันโต อายุ 42 ปี และ นางเด่นนภา คริสเท็นเซ่น อายุ 40 ปี ซึ่งเดินทางมากราบพระบรมศพในช่วงเที่ยง
นางเด่นนภา กล่าวว่า เนื่องจากอาศัยอยู่ที่ประเทศโมนาโกมานานกว่า 20 ปีแล้ว จนได้เดินทางมาทำธุระที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อเช้าจึงได้ตัดสินใจมาซื้อตั๋วเครื่องบินที่สนามบินและบินมากราบพระบรมศพก่อนจะไม่มีโอกาสแล้ว โดยต้องแวะซื้อชุดไทยจิตรลดาใหม่ และนั่งรถฟรีมาสนามหลวง เมื่อมาถึงได้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่คอยช่วยเหลือตลอดทาง เป็นสิ่งแทนความรักที่ทุกคนอยากทำเพื่อพระองค์ คนแก่ที่เดินไม่ได้ก็ยังมาช่วยเหลือแจกสิ่งของ ทำให้รู้สึกประทับใจยิ่ง
“วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เป็นวันที่เศร้าเสียใจอย่างยิ่ง ได้จัดพิธีถวายความอาลัยที่สถานทูต จากวันนั้นก็ใส่ชุดดำไว้ทุกข์มาตลอด เพื่อนต่างชาติก็มีเข้ามาถามบ้างว่าทำไมที่บ้านมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง ร.9 ทำไมถึงรักพระองค์ จึงบอกว่าเพราะประเทศไทยมีวันนี้ได้เพราะสถาบันกษัตริย์ของเรา พระองค์ทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทย ประเทศพัฒนาขึ้นมาก เราจึงรักพระองค์โดยไม่มีข้อแม้ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการสอนลูกให้รู้จักพอเพียง จากที่เคยได้รับสิ่งต่างๆ มาโดยง่าย ก็สอนให้ลูกรู้ว่า ข้าวต้องกินให้หมด รู้จักให้ผู้อื่น และประหยัดรักษาของด้วย” นางเด่นนภากล่าว


