ปชช.นำดอกไม้-พวงมาลัย กราบสักการะพระบรมฉายาลักษณ์เนืองแน่น

11.10.17 | 13:41 น.

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และห่วงใยประชาชน หลังจากที่สำนักพระราชวังปิดการถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาต ให้สำนักพระราชวังจัดทำซุ้มประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ระหว่างประตูวิเศษไชยศรี และประตูมณีนพรัตน์สำหรับให้ประชาชนได้ถวายสักการะต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตลอด 24 ชั่วโมง โดยในวันนี้ได้เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะเป็นวันแรก ในเวลา 08.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พสกนิกรที่ทราบข่าวต่างเดินทางกันมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ท่ามกลางอากาศร้อนสลับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ประชาชนก็ไม่ย่อท้อกางร่มเข้าไปกราบสักการะ ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง โดยต่างแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำ นำดอกไม้ พวงมาลัย มากราบถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ และร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำเอาแผงเหล็กมากั้นบริเวณถนน และมีพานดอกไม้สำหรับให้ประชาชนถวาย ทั้งนี้ ดอกไม้ที่ประชาชนนำมาถวายนั้น กรุงเทพมหานครจะนำไปประดับที่แท่นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่สวนรมณีนาถ และจะนำไปทำปุ๋ยน้ำชีวภาพต่อไป

นางสุรีย์ พงษ์วรินทร์ อายุ 67 ปี และนางอาภา ระบิลเมธนี อายุ 74 ปี สองพี่น้องที่เดินทางมาจากแยกพิชัยนำพวงมาลัยมากราบถวายสักการะ กล่าวว่า ทราบข่าวจากข่าวในพระราชสำนัก ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกรุณาให้เปิดให้นำดอกไม้ พวงมาลัย มากราบพระบรมฉายาลักษณ์ที่หน้ากำแพงวังได้ จึงรีบเดินทางมาร่วมกันตั้งแต่เช้า และค่อยๆเดินมาเรื่อยๆ ค่อยๆสอบถามมาตามทาง ที่ต้องรีบมาในวันนี้เพราะคิดว่าในวันที่ 13 ตุลาคมที่จะมาถึง คงจะมีคนมาร่วมแสดงความอาลัยจำนวนมาก พวกตนซึ่งอายุมากแล้ว มีปัญหาสุขภาพไม่อาจมาเบียดเสียดได้ จึงได้รีบมาก่อน รู้สึกปลาบปลื้มใจมากที่แม้จะปิดไม่ให้สักการะพระบรมศพแล้ว ก็ยังมีโอกาสได้มากราบที่ด้านนอกกำแพงวัง จะยึดเอาคำสอนเรื่องพอเพียง ประหยัดมาใช้ต่อไป โดยหลังจากมากราบสักการะแล้วจะเดินทางไปปากคลองตลาด เพื่อซื้อดอกดาวเรืองไปประดับที่บ้าน

ด้าน นายยุทธนา แก้วมณีชัย อายุ 44 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อไหว้พระ 9 วัด ถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาส 13 ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และตั้งใจจะนำดอกไม้มากราบที่บริเวณกำแพงวัง เมื่อทราบว่ารัชกาลที่ 10 พระราชทานพระราชานุญาตให้พวกเรานำดอกไม้มาวางได้ ก็รู้สึกประทับใจมาก และรีบชวนเพื่อนๆ มากราบทันที เพราะแม้ว่าจะปิดไปแล้ว เราก็ยังมีโอกาสได้มากราบ จากนี้ก็จะน้อมนำเอาคำสอนเรื่องพอเพียงมาใช้ โดยนึกเสมอว่า ของที่เรามีอยู่แล้วก็ใช้ต่อไป ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อใหม่ให้สิ้นเปลือง

 

Advertisement

 

นายเวย์น มอร์ริส อายุ 67 ปี และนางสาวจันทร์เพ็ญ สอนฮะ อายุ 64 ปี ภรรยา กล่าวร่วมกันว่า ก่อนหน้านี้มีโอกาสมากราบสักการะพระบรมศพแล้ว 11 ครั้ง ครั้งสุดท้ายรอถึง 14 ชั่วโมง เพราะใกล้จะปิดไม่ให้เข้ากราบแล้ว และลงนามถวายความอาลัยด้วย เมื่อใกล้จะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพก็ยิ่งอยากจะมาเรื่อยๆเมื่อมีโอกาส มากราบที่ข้างกำแพงวังบ้าง ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้นำเอาดอกไม้มาถวาย หลังจากที่ได้ทราบข่าวพระราชสำนักจึงรีบมา ซึ่งในวันที่ 13 ตุลาคม ก็จะมาอยู่ที่นี่ รอรับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะมารอดูการซ้อมริ้วขบวนด้วย

นายเวย์น กล่าวว่า ตนมีโอกาสได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จฯไปเยือนนิวซีแลนด์ ตนในตอนนั้นอายุเพียง 9 ขวบ แต่ก็จำไม่ค่อยได้ว่าเป็นอย่างไร รู้เพียงกษัตริย์และพระราชินีจากไทย ทรงพระสิริโฉมงดงามมาก เมื่อได้มาทำงานที่เมืองไทย ก็รู้สึกตื้นตันและน่ามหัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ที่คนไทยต่างรักกษัตริย์ของพวกเขามาก นั่นเพราะพระองค์ทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทย แม้ว่าจะสามารถเลือกอยู่อย่างสุขสบายได้ก็ตาม ทำให้รู้สึกปลื้มใจยิ่ง

นายทนงศิลป์ สามัคคี อายุ 56 ปี ชาว ต.ตลาดใหญ่ จ.ภูเก็ต อาชีพรับจ้าง ได้ปั่นจักรยานมาถึงหน้าพระบรมมหาราชวังและเข้ากราบสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หลังปั่นจักรยานออกจากภูเก็ตตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม เพื่อตั้งใจมากราบถวายบังคมพระบรมศพแต่มาไม่ทัน
นายทนงศิลป์กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า มีความสุขและภาคภูมิใจมากที่ได้เดินทางมากราบสักการะพระองค์ ซึ่งการปั่นจักรยานมาจากภูเก็ตก็เป็นระยะทางไม่ใช่น้อย โดยก่อนหน้านี้เคยปั่นจักรยานมาจากภูเก็ตตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน และมาถึงสนามหลวงในวันที่ 18 พฤศจิกายน เพื่อมากราบถวายสักการะพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

“ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยทุกคน และประทับใจที่พระองค์ไม่ทรงขอบุญคุณคืนจากประชาชน ที่มีกินมีใช้ทุกวันนี้ก็เพราะพระบารมีของพระองค์ ผมไม่มีพ่อและแม่แล้ว มีเพียงพระองค์ทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ตอนนี้พระองค์ก็เสด็จสวรรคตแล้ว ผมจึงอยากปั่นจักรยานมาเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ก็ได้พระบารมีของพระองค์คุ้มครอง ทำให้ระหว่างเดินทาง ไม่มีการเจ็บป่วยใดๆ นอกจากนี้ยังมีกรมทางหลวงที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย พร้อมให้ที่พักตลอดการเดินทาง” นายทนงศิลป์กล่าว

 

นายยุทธนา
นายทนงศิลป์
นางสุรีย์
นายเวย์น และ นางสาวจันทร์เพ็ญ