เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 6 เคลื่อนมาถึงหน้าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พสกนิกรจำนวนมากต่างส่งสายตาจับจ้องไปที่ริ้วขบวนม้าเกียรติยศและรถยนต์พระที่นั่งที่อัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร ต่างพนมมือขึ้นทำความเคารพพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อได้เห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประคองพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร ประทับคู่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บนรถยนต์พระที่นั่ง โดยบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าเสียใจ
นายอวยพร นฤภัย อายุ 79 ปี ชาว กทม. กล่าวว่า มาร่วมพระราชพิธีตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม โดยในวันนั้นอยู่จนกระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 27 ตุลาคม เพื่อเฝ้าดูพระราชพิธีถวายพระเพลิง ทันทีที่มีควันลอยเหนือพระเมรุมาศรู้สึกใจหายเป็นอย่างมาก ก็เฝ้าแต่อธิษฐานจิตทูลบอกพระองค์ไปว่า ไม่ต้องทรงห่วงประชาชน ประชาชนจะเดินตามรอยพระบาท ส่วนวันนี้ ตั้งใจมาส่งพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ยังคงใจหาย เพราะยังทำใจไม่ได้ ตอนที่เห็นริ้วขบวนมาถึงก็รู้สึกตื้อๆ เหมือนน้ำตาจะไหล อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ จะกลับมาอีกเพื่อมากราบถวายสักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวง ร.9 ทั้งที่วัดบวรฯ และวัดราชบพิธฯ
ขณะที่ ภายหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคารที่วัดราชบพิธฯ ประชาชนต่างเดินเข้ามาสักการะพระบรมราชสรีรางคาร ในหลวง ร.9 หน้าพระอุโบสถวัดจำนวนมาก แม้ทางวัดจะปิดพระอุโบสถแล้วก็ตาม รวมทั้งบางคนได้นำดอกดาวเรืองมาสักการะหน้าประตูทางเข้าพระอุโบสถแล้วก้มลงกราบแทบพื้นด้วยความอาลัยรัก
ส่วนที่บริเวณหน้าศาลหลักเมือง ภายหลังจากที่ขบวนพระราชอิสริยยศ ได้เคลื่อนตัวผ่านเส้นทางถนนราชดำเนินใน ประชาชนเริ่มทยอยเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ โดยการระบายผู้คนนั้นเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีปัญหาใดๆ
นายโสพล วรสมรรถกุล วัย 57 ปี และนางประยูร ดียืน วัย 68 ปี สามี-ภรรยา จาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ได้เดินทางจากหาดใหญ่ขึ้นมากรุงเทพตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม และได้เข้าร่วมพิธีจนถึงคืนวันที่ 26 ตุลาคม และเดินทางไปพักที่บ้านลูกสาว ก่อนที่วันที่ 27 ตุลาคม จะเดินทางมาบริเวณพิธีอีกครั้งจนกระทั่งถึงตอนนี้ รู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้มาส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สรวงสวรรคาลัย ตนจองตั๋วเดินทางร่วมเดือนกว่าจะได้ตั๋วมา และโชคดีมากๆ ที่ได้มาอยู่ในจุดนี้
“เมื่อตอนวันที่ 26 ตุลาคมนั้นร้องไห้ และรู้สึกตื้นตันอย่างมาก และโชคดีมากที่ตลอดพิธีได้นั่งอยู่ด้านหน้าตลอด ได้เห็นพระพักตร์ของในหลวง รัชกาลที่ 10 ชัดแจ่มแจ้งมาก รู้สึกปลาบปลื้มอย่างมาก เพราะตอนที่ได้มากราบพระบรมศพ เคยอธิษฐานไว้ว่าเมื่อถึงพระราชพิธีให้ได้เข้ามาใกล้ชิดเช่นนี้” นางประยูรกล่าว
นายโสพลกล่าวปิดท้ายว่า หลังจากนี้จะใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตามพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน และก็จะทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ส่วนที่วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯกลับ ประชาชนที่เฝ้ารอทั้ง 2 ข้างทาง ต่างเดินเท้ามุ่งหน้าไปยังประตูวัดบวรนิเวศวหาร เพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพยายามเข้าไปยังหน้าโบสถ์ เพื่อถ่ายภาพพระประธานเป็นที่ระลึก แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะไม่เปิดให้เข้าภายในพระอุโบสถก็ตาม ทั้งนี้เหล่าจิตอาสาเฉพาะกิจ ยังได้เข้าไปอยู่ริมพระอุโบสถ เพื่อกราบสักการะพระบรมสรีรางคารเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมทั้งร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อส่งเสด็จพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย จนแน่นขนัดไปทั่วบริเวณวัด และถนนพระสุเมรุ ทั้งนี้ประชาชนกลุ่มหนึ่งยังได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงร.9 มาแจกให้กับประชาชนทั่วไปด้วย
นางสาววรรณวีร์ เพียรถาวรกิจ อายุ 52 ปี ซึ่งเดินทางมาชมริ้วขบวนตั้งแต่ช่วงบ่าย จากบ้านย่านพระราม 2 โดยได้ชมริ้วขบวนนี้เป็นครั้งแรก กล่าวว่าหลายวันที่ผ่านมาต้องทำงานทำให้ไม่สามารถมาชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศทั้ง 4 ริ้วที่ผ่านมาได้ วันนี้จึงตั้งใจว่าต้องมาให้ได้ เมื่อได้เห็นผอบพระบรมศพก็ทำให้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งก็รู้สึกภูมิใจที่ได้มาบ้านของพ่อวันนี้ รู้สึกอบอุ่นเมื่อมีสิ่งแทนใจของในหลวงร.9 อยู่ให้เราได้สักการะได้ และแม้จะต้องรอนานก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเพราะได้คิดถึงสิ่งที่พ่อทรงทำมาตลอด ทรงทำงานหนักอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เสด็จฯไปถิ่นทุรกันดารทำเพื่อประชาชน ก็ทำให้เรารู้สึกคิดถึง และรักในพระองค์







