TSCN อวดความสำเร็จเวที SX 2024 คนร่วมงานแตะ 7 แสนคน มุ่งพาผู้บริโภค-ผู้ประกอบการสู่ความยั่งยืน
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นางต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน Sustainability Expo 2024 มหกรรมด้านความยั่งยืนระดับอาเซียน (SX 2024) และเลขานุการคณะทำงานเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network) หรือ TSCN เปิดเผยว่า การจัดงาน Sustainability Expo 2024 ถือว่าได้รับความสนใจมากเกินที่คาดการณ์ไว้ เพราะมีประชาชนเดินทางเข้าร่วมงานด้วยตัวเอง อยู่ที่ 393,891 คน เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์อีก 370,000 คน รวมกว่า 7 แสนคน จากเดิมที่คาดว่าทั้ง 2 ช่องทางรวมกันจะอยู่ประมาณ 5 แสนคน ถือว่าเหนือความคาดหมายอย่างสวยงาม
นางต้องใจกล่าวว่า ครั้งนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานกว่า 270 องค์กร รวมถึงเปิดพื้นที่ให้องค์กรขนาดใหญ่ดำเนินการเรื่องความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมีองค์กรระดับชาติเข้ามาร่วมด้วย อาทิ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (อียู) โดยงานในปีนี้มีความพยายามในการดึงผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย (เอสเอ็มอี) ได้มีพื้นที่ในการนำเสนอสินค้าและบริการของตัวเอง ที่จะตอบสนองเรื่องความยั่งยืนจากนี้ในอนาคตได้

นางต้องใจกล่าวด้วยว่า การสนับสนุนในด้านผู้บริโภค เพื่อให้เข้าสู่ความยั่งยืนมากขึ้น มองว่านอกจากสร้างความรู้ความเข้าใจแล้ว ต้องทำให้ง่ายที่สุด อาทิ บางคนอาจมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่หากหาซื้อยากหรือทำยาก ก็หมดกำลังที่จะทำ จึงต้องเพิ่มความสะดวกให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการสร้างเทรนด์ให้เกิดกระแสในภาพรวม เพราะผู้บริโภคสมัยใหม่ดำเนินชีวิตตามเทรนด์ใหม่ๆ ในสังคมมากขึ้น รวมถึงต้องทำราคาให้เข้าถึงได้ง่าย เนื่องจากบางครั้งอาจมีความต้องการใช้สิ่งใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากราคาสูงมากจนเข้าถึงยาก ก็ยากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ โดยการจะทำราคาให้เข้าถึงได้ ต้องอาศัยนวัตกรรมที่อาจไม่ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่สูงมากขนาดนั้น เพียงแต่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ อย่างในงาน Sustainability Expo 2024 ผู้เข้าร่วมงานมีความสนใจในด้านอาหาร มากที่สุด เราก็วางแผนให้อาหารสามารถนำเสนอความยั่งยืนได้มากกว่าเดิม อาทิ อาหารที่ใช้พลังงานในการผลิตน้อย อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือโลว์คาร์บอนต่างๆ
นางต้องใจกล่าวต่อว่า เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย หรือทีเอสซีเอ็น ถือเป็นความร่วมมือเพื่อสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ ที่เป็นซัพพลายเออร์เข้าสู่แนวทางของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน (อีเอสจี) โดยพยายามดึงให้เอสเอ็มอีที่ทำงานอยู่ด้วย เข้าสู่อีเอสจีและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ให้ได้ ควบคู่กับการทำในส่วนประกอบต่างๆ ทั้งสังคมที่เท่าเทียม การมีส่วนร่วมเชื่อมโยงผ่านเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งประเมินว่ามีเอสเอ็มอีที่อยู่ภายใต้เครือข่ายพันธมิตรรวม 9 บริษัทใหญ่ประมาณ 5,000-10,000 ราย หากสามารถสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านความยั่งยืนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้จริง เชื่อว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างมาก

“ผู้ประกอบการขนาดกลางลงมา โดยเฉพาะรายเล็กๆ ที่อาจยังมีความพร้อมไม่เพียงพอที่จะขยับไปตามเรานั้น ส่วนนี้มองว่าในอนาคตมิติของความยั่งยืน ถือเป็นหนึ่งปัจจัยทำให้เกิดการเปรียบเทียบที่จะซื้อหรือไม่เลือกซื้อ ทำให้สินค้าไทยอาจส่งออกไม่ได้ เพราะลูกค้าไม่เลือกซื้อ เราก็ต้องกลับมาหาซัพพลายเชนทั้งหมดของไทย ที่จะพัฒนาให้ได้ตามมาตรฐานใหม่ของโลก เพราะหากมีบางสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานแม้เพียง 1-5% ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสินค้าไทยทั้งระบบ จึงต้องใช้เวลาในการสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการขยับตามให้ได้ ทั้งซัพพลายเออร์ของเรา รวมถึงผู้ประกอบการในภาพรวม” นางต้องใจกล่าว

