หน้าแรก SDG Updates กางนโยบายพลัง...

กางนโยบายพลังงาน4เดือน ลดรายจ่ายปชช.-ปลุกเศรษฐกิจ7แสนล้าน

8.10.25 | 14:59 น.

กางนโยบายพลังงาน4เดือน ลดรายจ่ายปชช.-ปลุกเศรษฐกิจ7แสนล้าน

ที่กระทรวงพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงนโยบายพลังงานที่ต้องเร่งผลักดันให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ว่า ได้ผลักดันโครงการ “Quick Big Win” ด้านพลังงานเพื่อลดรายจ่ายประชาชน พร้อมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำ และส่งเสริมการลงทุนเอกชน มั่นใจจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะตรึงราคาพลังงานทุกชนิด และหากราคาตลาดโลกลดลงก็จะลดราคาในประเทศลงด้วย ทั้งน้ำมัน แอลพีจี และค่าไฟ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลจะตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร ตลอด4เดือนของรัฐบาล แต่หากราคาตลาดโลกลดลง ดีเซลก็จะลดลงตามไปด้วย รวมทั้งเบนซินแต่ละชนิด จะพยายามตรึงราคา หากตลาดโลกลดลงก็จะลดราคาเบนซินลงไปด้วย

“นอกจากน้ำมัน ในส่วนของแอลพีจี 423 บาทต่อ15กก. และค่าไฟ 3.94 บาทต่อหน่วย ก็จะตรึงราคาเช่นกัน โดยเฉพาะค่าไฟปัจจุบันแอลเอ็นจีราคาตลาดโลกไม่สูง ถือเป็นสัญญาณที่ดี และจะใช้เครื่องมือของแต่ละหน่วยงานเข้าดูแล”นายอรรถพลกล่าว

นอกจากนี้จะเร่งโครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร กว่า 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินผ่านการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี รวมทั้งโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี โดยจะประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ส่วนเป้าหมาย การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน ได้กว่า 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.8 แสนตันต่อปี

Advertisement

นอกจากนี้ยังมีการเร่งอนุมัติการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ เกิดการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้เร่งดำเนินการ โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสนอ กบง. ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 เกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 800 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานการสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 ผ่านโครงการต่างๆ ข้างต้น รวมทั้งการเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ แผน PDP ที่จะมีการทบทวนรายละเอียดให้การผลิตไฟฟ้าตอบโจทย์กับเป้าหมายNet Zero 2050 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น

รวมทั้งจะเริ่มโครงการพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) คาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ภายในปี 2577 และระหว่างปี 2577 ถึงปี 2607 (30 ปี) จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 6.4 ล้านตันต่อปี

ด้านความคืบหน้าการแต่งตั้งผู้บริหารและกรรมการชุดต่างๆ ของกระทรวงพลังงาน ว่า การแต่งตั้งทั้งหมดจะเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยมีตำแหน่งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ผ่านการอนุมัติจากบอร์ดกฟผ.แล้ว จะเสนอครม.เร็วๆนี้ รวมทั้งกรรมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) จะเสนอคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในเร็วๆนี้เช่นกัน นอกจากนี้จะเร่งตั้งผู้อำนวยการกองทุนน้ำมัน ตลอดจนกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ที่ว่างอยู่ 4 ตำแหน่ง โดยเร็วเช่นกัน

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ได้เสนอ 2 เรื่องสำคัญต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่จะต้องมีการลงนามระหว่างรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน 10 ประเทศในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 43 หรือ AMEM ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย โดย เรื่องแรก เป็นร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Enhanced Memorandum of Understanding on ASEAN Power Grid) จะมีผลบังคับใช้หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนส่งมอบสัตยาบันเรียบร้อยแล้ว โดยสาระสำคัญ ได้แก่ 1.การส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมเพื่อขยายความเชื่อมโยงด้านไฟฟ้าภายในภูมิภาค ทั้งในพื้นที่บนบกและในทะเล

2.อาเซียนจะร่วมกันศึกษา ประเมิน และทบทวนนโยบาย กฎหมาย และแผนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน และเรื่องสอง เป็น ร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security) จะร่วมกันจัดตั้งกลไกสำหรับช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนปิโตรเลียมในสภาวะวิกฤตด้านพลังงานหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน