ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นประจำทุกปีในช่วงที่สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ของจังหวัดบึงกาฬไม่สามารถทำการเกษตรได้ ต้องหันไปยึดอาชีพอื่นเช่นหาของป่าขายเพื่อเพิ่มรายได้ ของป่าที่ชาวบ้านมักนิยมนำมาเป็นอาหาร เช่น ผักหวาน จักจั่น เห็ดป่า เป็นต้น ซึ่งในหน้าแล้งของป่าเหล่านี้จะมีราคาที่แพง และหายาก ทำให้ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในอำเภอเมืองบึงกาฬ และอำเภอศรีวิไล จำนวนมาก พาลูก พาหลาน ที่ปิดเทอมออกมาหาจักจั่นในช่วงเวลากลางคืนโดยเฉพาะตามสวนป่ายูคาลิปตัสจะมีมากกว่าที่อื่นๆ โดยเฉพาะจักจั่นอ่อนที่ไต่ขึ้นมาจากใต้ดินมาเกาะตามต้นไม้และหญ้าจากนั้นก็จะลอกคราบรอเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเมื่อปีกแข็งเป็นจักจั่นแก่ก็จะบินหนีไป แต่จักจั่นอ่อนจะเป็นที่นิยมมากกว่าเพราะรถชาติดี จักจั่นที่หาได้ชาวบ้านก็จะนำไปทำเป็นอาหารส่วนที่เหลือก็จะนำไปขายตามตลาด ในราคา 100 ตัว/ 120-150 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด สามารถเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัววันละ 400-500 บาทนับว่าเป็นรายได้อย่างดีในช่วงหน้าแล้งนี้
ทั้งนี้ จักจั่นถือว่าเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยม และยังจัดเป็นอาหารประเภทยาอีกด้วย ธรรมชาติของจักจั่น จะมีการไข่ไว้ใต้ดิน เมื่อฟักเป็นตัวอ่อนจะออกมาจากพื้นดิน เพื่อไต่ขึ้นต้นไม้ในช่วงกลางคืน ซึ่งสามารถใช้ไฟจากแบตเตอร์รี่ส่องหาตามโคลนต้นไม้หรือยอดหญ้าในป่า และจับได้ง่ายกว่าการหาตอนกลางวัน ที่จักจั่นจะขึ้นไปอยู่บนยอดต้นไม้สูงส่งเสียงร้อง ในหน้าแล้งชาวบ้านจะซื้อไปทำเมนูเด็ดของชาวอีสานที่หากินได้ยาก เช่น ตำป่น แจ่ว(น้ำพริก) แกง คั่ว ทอด ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมของชาวบ้าน

