สาวสมุทรสาครปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ตัดดอก เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขและสร้างรายได้

21.10.16 | 11:03 น.

จากการส่งออกกล้วยไม้ของไทยไปยังต่างประเทศ ทำให้ไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้เขตร้อนมากเป็นอันดับ 1 ของโลก หากพิจารณาสัดส่วนการส่งออกสามารถแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกดอกกล้วยไม้ร้อยละ 80.23 เป็นกล้วยไม้สกุลหวาย รองลงมาเป็นสกุลม็อคคาร่า อะแรนด้า อะแรนเธอรา อะแรคนิส และแวนด้า เป็นต้น และส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 19.77 เป็นการส่งออกต้นกล้วยไม้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ฟาแลนนอปซิส และซิมบิเดียม

ซึ่งความนิยมกล้วยไม้ของไทยแบ่งออกเป็นตลาดเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย โดยญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีความต้องการดอกกล้วยไม้สีอ่อน ทรงกลม ช่อยาว ส่วนด้านตลาดทางยุโรป ได้แก่ อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ โดยมีอิตาลีเป็นลูกค้าที่สำคัญ มีความต้องการกล้วยไม้สีขาว และสีเข้ม ช่อยาว ส่วนตลาดอื่นๆ อีก เช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ทั้งนี้ ประเทศที่เป็นคู่แข่งของกล้วยไม้ไทย คือ มาเลเซีย และสิงคโปร์

Sa 2

แหล่งที่ปลูกกล้วยไม้ที่สำคัญในประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และสมุทรสาคร เนื่องจากมีพื้นที่และสภาพอากาศที่เหมาะสม

ในประเทศไทยเองก็มีความต้องการดอกกล้วยไม้ไม่แพ้ตลาดต่างประเทศ จากความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่งานประเพณีต่างๆ ตามเทศกาลงานประจำปี ดอกกล้วยไม้ยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จบ จึงเกิดงานที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

Advertisement

คุณกมลวรรณ ศรีวารีรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองนกไข่ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรผู้ผลิตกล้วยไม้ตัดดอก ที่สามารถทำรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ นอกจากจะปลูกเลี้ยงเป็นไม้ตัดดอกแล้ว ยังมีการทำไม้ขวดและไม้นิ้ว เพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ต้องการสนใจหาซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกอีกด้วย

กว่าจะได้ทำสวนกล้วยไม้ ทำมาแล้วหลากหลายอาชีพ

คุณกมลวรรณ สาวผู้มีอัธยาศัยยิ้มแย้มและมากด้วยอารมณ์ขัน เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำอาชีพทางการเกษตรหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นปลูกผักหรือตลอดจนทำสวนผลไม้ก็ทำมาแล้ว เมื่อเวลาผ่านนานไปผลตอบแทนที่ได้รับยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้คิดที่จะเปลี่ยนมาทำเกี่ยวกับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อเป็นไม้ตัดดอก

“ช่วงนั้นประมาณปี 2547 ก็มีความคิดที่อยากจะทำอย่างอื่น พอดีพี่ชายเขาทำสวนกล้วยไม้อยู่ เขาก็เลยแนะนำมาลองทำดูไหม เพราะว่าดอกไม้ที่ตัดออกมาก็ขายได้ เราก็เลยคิดที่จะเปลี่ยนจากสวนผัก สวนผลไม้ มาทำเป็นสวนกล้วยไม้แทน” คุณกมลวรรณ เล่าถึงความเป็นมา

Sa 4

พันธุ์กล้วยไม้ทั้งหมดที่มีภายในสวน คุณกมลวรรณ บอกว่า บางส่วนได้มาจากพี่ชายเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ก็จะหาซื้อเข้ามาภายในสวนบ้างเพื่อให้มีความหลากหลายมากขึ้น

“ที่สวนก็ไม่ได้เน้นเป็นไม้ตัดดอกอย่างเดียว เราก็จะขายทั้งไม้ขวด ไม้นิ้ว และก็ยังทำเป็นไม้กระถางด้วย เพื่อให้ภายในสวนเรามีความหลากหลายของตัวไม้มากขึ้น เวลาที่ลูกค้าต้องการลักษณะของไม้ต่างๆ” คุณกมลวรรณ กล่าว

เน้นปลูกทำเป็นไม้ตัดดอก

คุณกมลวรรณ เล่าว่า ในขั้นตอนของการปลูกเลี้ยงเพื่อทำเป็นไม้ตัดดอกนั้น เกิดจากนำกล้วยไม้ออกจากขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ทางสวนได้จ้างทางห้องแล็บทำเพื่อขยายพันธุ์ และนำไม้เหล่านั้นมาปลูกเลี้ยงให้เจริญเติบโตออกดอก

“เราก็จะตัดเอาหน่อของกล้วยไม้ไปให้ห้องแล็บ เพื่อให้เขาเอาไปปั่น ทำตามกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และก็มีบางตัวที่ผสมจนมีเมล็ดแล้ว ก็เอาเมล็ดไปให้เขาเพาะในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้เวลาทดลองลูกผสมอย่างต่ำ 6 ปี เมื่อคิดว่าสายพันธุ์นั้นดีแล้ว ก็จะเอาหน่อส่งไปแล็บใหม่ เพื่อเป็นสายพันธุ์ที่เอามาปลูก ซึ่งต้นทุนจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็ตกต้นละ 3 บาท ในขวดหนึ่งก็จะมีกล้วยไม้ประมาณ 40 ต้น ซึ่งกว่าจะได้ไม้ขวดมาที่สวนก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปี” คุณกมลวรรณ อธิบาย

เมื่อได้รับไม้ขวดมาจากห้องแล็บแล้ว คุณกมลวรรณ เล่าว่า จะเป็นขั้นตอนนำไม้ออกจากขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยใช้เหล็กงอเขี่ยกล้วยไม้ออกจากขวดให้หมด จากนั้นนำกล้วยไม้มาล้างทำความสะอาดเพื่อให้วุ้นอาหารหลุดออกจากรากให้หมด

Sa 6

“พอเราล้างสะอาดหมดแล้ว เราก็จะเอากล้วยไม้มาห่อโคนต้นด้วยกาบมะพร้าว ให้มันมีลักษณะเป็นตุ่ม เสร็จแล้วก็เอาไปวางใส่ถาดหลุมเลี้ยงดูแลประมาณ 5 เดือน รดน้ำเช้าเย็น ถ้าอากาศร้อน แต่ถ้ามีช่วงฝนตกก็ไม่ต้องรด ดูแลไปจนครบอายุ จึงค่อยย้ายไปลงในกาบมะพร้าวที่ทำเตรียมไว้ ลักษณะทำเหมือนเป็นกระบะปลูก และไม้บางส่วนก็จะแบ่งขายให้คนที่สนใจเป็นไม้นิ้ว ต้นละ 10 บาท” คุณกมลวรรณ เล่าถึงวิธีดูแลไม้ที่ออกจากขวด

ซึ่งในขั้นตอนการนำกล้วยไม้ลงปลูกในกระบะกาบมะพร้าว จะใช้ไม้เสียบลูกชิ้นเสียบยึดไว้ให้ต้นติดกับกาบให้แน่น การดูแลในช่วงนี้มีการใส่ปุ๋ยและฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันโรคและแมลง โดยใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ คือ ปุ๋ยสูตร 20-20-20 ในอัตราส่วนปุ๋ย 500 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ดูแลประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี กล้วยไม้ก็จะเริ่มให้ช่อดอก จึงเปลี่ยนปุ๋ยเป็นสูตรตัวท้ายสูง เช่น ปุ๋ยสูตร 5-30-30 ในอัตราส่วนเท่าเดิม

“เมื่อไม้เริ่มให้ดอก ช่วงนี้ก็ต้องระวังเรื่องโรคและแมลง แมลงที่สำคัญก็จะพวกเพลี้ยไฟ และก็ตัวบั่ว มันก็จะมาเจาะดอก เพื่อวางไข่ใส่ลงในดอกด้วย มันก็จะทำให้ดอกเน่า ส่วนฤดูฝนก็ต้องระวังเรื่องเชื้อรา ซึ่งการฉีดพ่นยา เราก็จะดูแลตามอาการที่เกิด เพื่อป้องกันให้ทันท่วงที” คุณกมลวรรณ กล่าวถึงวิธีการดูแลรักษา

บริษัทมารับซื้อถึงสวน บางส่วนขายเป็นไม้ตลาด

ในเรื่องการทำตลาดกล้วยไม้ที่สวนคุณกมลวรรณนั้น เธอบอกว่าจะติดต่อกับทางบริษัทที่รับซื้อไว้หลายบริษัท ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้นำกล้วยไม้ทั้งหมดส่งออกต่างประเทศ สีที่นิยมจะเป็นสีขาว และสีออกแดง ชมพู โดยที่สวนจะเน้นปลูกกล้วยไม้จำพวกสกุลหวาย และสกุลม็อคคาร่า เป็นส่วนใหญ่

“ดอกกล้วยไม้ที่สวนก็จะมีตัดทุกวัน ยกเว้นวันอังคารอย่างเดียว เขาก็จะออเดอร์มา ซึ่งออเดอร์ก็อยู่ที่เมืองนอกว่าเขาต้องการจัดงานเทศกาลอะไร บางช่วงนี้ก็ตัดขายได้หมด เรียกว่าไม่พอขาย ซึ่งจำนวนไม้ก็แตกต่างกันไป เราก็จะเลือกปลูกไม้ที่ให้ราคาดีหน่อย เช่น ไม้ที่มีไม่มากตามท้องตลาด สีดอกสวยแปลกตา เราก็สามารถกำหนดราคาเองได้ ส่วนไม้ที่เป็นไม้ทั่วไป ราคาก็จะอยู่ที่กลไกตลาด เพราะมันมีจำนวนมากไม่สามารถกำหนดราคาเองได้” คุณกมลวรรณ กล่าวถึงการทำตลาด

ดอกกล้วยไม้ที่พร้อมตัดดอกจำหน่ายใน 1 ช่อดอก มีหลักเกณฑ์คือจะต้องให้ดอกบานอย่างน้อยประมาณ 5-6 ดอก จึงจะสามารถส่งจำหน่ายได้ แต่ถ้าช่วงไหนที่ดอกกล้วยไม้ขาดตลาดจริงๆ ชนิดที่ว่าหาไม่ได้ ก็จะตัดช่อที่มีดอกบานประมาณ 3-4 ก็ได้ แต่ช่อดอกจะดูไม่มีความสวยเท่าที่ควร

Sa 9

“ดอกกล้วยไม้ที่ส่งขาย ราคาก็มีตั้งแต่ 40 สตางค์ จนถึง 10 บาท ต่อช่อ ราคาก็อยู่ที่กลไกตลาด อยู่ที่ว่าช่วงไหนขาดตลาดมาก ขาดตลาดน้อย ราคามีขึ้นลงได้ ส่วนไม้ที่ตกเกรดก็จะส่งเป็นไม้ตลาด เขาก็รับไปสำหรับทำเป็นกำบูชาพระ ก็จะเป็นไม้อีกราคาหนึ่ง ต้นกล้วยไม้ที่ปลูกสำหรับให้ดอก ก็จะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 4-5 ปี ก็จะเปลี่ยนเป็นต้นใหม่ หมุนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ” คุณกมลวรรณ กล่าว

เมื่อเอ่ยถามถึงอุปสรรคและปัญหาของการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในพื้นที่นี้ ว่าเกิดอะไรบ้างที่ต้องรับมือในการป้องกันเพื่อไม่ให้กล้วยไม้เกิดปัญหา ยังสามารถออกดอกและจำหน่ายออกสู่ตลาดได้อย่างดีไม่มีสะดุด ไม่ขาดช่วงในการส่งจำหน่าย

“ปัญหาหลักของที่นี่ก็จะเป็นเรื่องน้ำเค็ม อย่างช่วงแล้งที่ผ่านมา ก็โดนเรื่องความเค็มเต็มๆ น้ำจืดก็มีน้อย เลยต้องซื้อน้ำมาใช้ภายในสวน ก็ต้องแก้กันแบบนี้ก็ให้น้ำรดไปพร้อมกับปุ๋ย จะมาเปิดผ่านสปริงเกลอร์แบบเมื่อก่อนไม่ได้ ต้องประหยัดน้ำ จากการจ้างเขาก็ทำให้ต้นทุนเราสูงขึ้น เพราะต้องจ้างเขาไปสูบน้ำมาส่งให้ที่สวน เจอแบบนี้มา 2-3 ปี ก็ต้องแก้กันไปแบบนี้ ก็ไม่คิดท้อแท้ อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เราทำอยู่ ต้องทำให้ดีที่สุด” คุณกมลวรรณ เล่าถึงวิธีการรับมือกับปัญหา

Sa 10

ทั้งนี้ คุณกมลวรรณ ยังได้กล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพ ต่อไปอีกด้วยว่า

“สำหรับคนที่อยากทำอาชีพนี้ เรื่องแรกที่ต้องมองเลยคือเรื่องการตลาด ส่วนเรื่องที่สองก็เป็นเรื่องสายพันธุ์ที่จะใช้ปลูก ว่าให้ผลผลิตเรามากน้อยแค่ไหน ขายแล้วได้ราคาไหม ส่วนเรื่องที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องทุน มันใช้ทุนหนักหน่อยถ้าจะทำแบบเต็มที่เต็มกำลัง แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ก็อยากให้เริ่มปลูกด้วยใจรักก่อน แล้วก็ค่อยๆ ทำไปทีละเล็กละน้อย ค่อยๆ เพิ่มขนาดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ได้เต็มที่เต็มกำลังเอง ในเมื่อเราคิดว่าเราชอบทำด้านนี้อย่างจริงจัง” คุณกมลวรรณ กล่าวแนะนำ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณกมลวรรณ ศรีวารีรัตน์ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-9522-2978