ได้ยินมานานว่าชานเมืองย่านบางบัวทองมีการทำฟาร์มเห็ดอย่างเป็นเรื่องเป็นราวโดยสองสาวออฟฟิต ในชื่อ Mushroom Cottage Farm หรือ กระท่อมเห็ดฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ซอยวัดเล่งเน่ยยี่ 2 (ตรงข้ามโรงเรียนบางบัวทอง) ซึ่งความโดดเด่นไม่ใช่แค่เพียงการผลิตเห็ดคุณภาพป้อนตลาดได้อย่างต่อเนื่อง หากแต่ยังเป็นศูนย์เรียนรู้การเพาะเห็ดให้ผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเพื่อเป็นต้นแบบการทำอาชีพ รวมถึงมีวิธีการทำตลาดด้วยการดึงจุดเด่นให้เป็นจุดขาย ทั้งคุณประโยชน์ของการบริโภคเห็ด ความสวยงามของดอกเห็ด ตลอดจนภาพลักษณ์ของผู้ทำฟาร์มเห็ด ซึ่งทั้งหมดล้วนทำให้กระท่อมเห็ดฟาร์มเป็นที่รู้จักและมีผู้เข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง
นัดแนะกับคุณปรียนันท์ แสงดี หรือ คุณกุ๊ก (โทร. 09-5619-6295) และคุณนัยนา ยังเกิด หรือ คุณจุ๊บ (โทร. 08-1903-1331) ในการเยี่ยมชมฟาร์มเห็ด ทำให้ได้ทราบข้อมูลว่า Mushroom Cottage หรือ กระท่อมเห็ดฟาร์ม เริ่มดำเนินการมาได้เกือบ 3 ปีแล้ว จากการร่วมลงทุนด้วยกัน โดยเช่าพื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนบางบัวทอง เริ่มปลูกโรงเรือนเพาะเห็ดจำนวน 3 หลัง เพื่อเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางนวลสีชมพู เห็ดฮังการีและเห็ดเป๋าฮื้อ ซึ่งเห็ดทั้ง 4 ชนิดนี้สามารถเพาะอยู่ในโรงเรือนเดียวกันได้ เนื่องจากต้องการความชื้นและอุณหภูมิไม่ต่างกัน ทั้งยังให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี จำนวนโรงเรือนละ 5,000 ก้อน รวม 15,000 ก้อน
“เราทั้งคู่ทำงานออฟฟิตมาตลอดและไม่เคยเกี่ยวข้องกับอาชีพด้านการเกษตรเลย แต่พอดี คุณจุ๊บได้ไปอบรมการเพาะเห็ดที่มหาวิทยาลัยเกษตร จึงได้ชักชวนกันมาทำฟาร์มเห็ด โดยในช่วงแรกได้นำหนังสือมาอ่านพร้อมกับนำก้อนเห็ดมาให้ลองเพาะที่บ้าน ซึ่งไม่นานก็มีดอกเห็ดออกมา และด้วยเป็นคนที่ชอบทานเห็ดกันอยู่แล้ว เห็นว่าการเพาะไม่ยากจึงตัดสินใจร่วมลงทุนทำฟาร์มร่วมกัน”
“ไดเร็คเซลล์” ง่ายและได้ผล
ทั้งคู่บอกว่า ก่อนที่ทำฟาร์มจริงก็ได้มองเรื่องของตลาดบ้างแล้ว โดยมุ่งตลาดใกล้เคียงกับฟาร์มและตลาดออฟฟิต ซึ่งในช่วงแรกใช้วิธีทำตลาดแบบไดเร็คเซลล์ คือลุยแจกนามบัตรให้กับทุกคนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก พนักงานในออฟฟิต ลูกค้าที่เคยติดต่องาน แนะนำตัวว่าได้ทำฟาร์มเห็ด หากสนใจเห็ดคุณภาพดีไว้รับประทานให้ติดตามนามบัตรที่ให้ไว้ ก็ช่วยให้ฟาร์มเป็นที่รู้จัก พร้อมมีผู้ติดต่อซื้อผลผลิตอย่างต่อเนื่อง
“ก่อนที่เห็ดเริ่มให้ผลผลิต ได้ไปติดต่อกับแม่ค้าในตลาดเพื่อให้รับซื้อเห็ดของฟาร์ม แต่ก็ถูกปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่ามีขาประจำที่มีส่งอยู่แล้ว เมื่อผลผลิตออกมาจริง ๆ จึงตัดสินใจเช่าแผงค้าในตลาดสดเพื่อขายเอง โดยนำเห็ดมาแพ็คใส่ถุง มีโลโก้ของฟาร์มติดไว้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมกับระบุคุณสมบัติของเห็ดที่จำหน่าย เช่น เห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางรมฮังการีและเห็ดนางนวลสีชมพู ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและต่อต้านมะเร็ง ซึ่งเป็นการขายสรรคุณในตัว”

วิธีนี้ช่วยสร้างความสนใจให้ผู้ซื้อเป็นอย่างดี เพราะมีคุณประโยชน์ระบุให้เห็น ต่างจากเห็ดที่ขายส่วนใหญ่ วางอยู่ในตะกร้า ชั่งขายเป็นกิโลกรัม ดูไม่มีมาตรฐานเท่าไร แต่เห็ดของฟาร์มจัดเรียงไว้ในถุงอย่างเป็นระเบียบ มีสีสันน่าสนใจ มีความสดใหม่เพราะมาจากฟาร์มเอง ที่สำคัญราคาเพียงถุงละ 20 บาท (น้ำหนัก 2 ขีด) ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่าย ซึ่งครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เห็ดกว่า 100 ถุง ใช้เวลาจำหน่ายไม่ถึงชั่วโมงก็หมดเกลี้ยง นับเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแรงผลักดันให้ฟาร์มขยายตลาดเพิ่มขึ้น และแม่ค้าที่เคยปฏิเสธ เมื่อเห็นว่าฟาร์มทำอย่างจริงจัง ก็ได้เข้ามาติดต่อขอรับซื้อถึงหน้าฟาร์ม ทำให้กระท่อมเห็ดฟาร์มเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ค้าเห็ด
“การทำตลาดช่วงแรก มองตลาดที่อยู่ใกล้ตัวก่อนเพราะไม่มีต้นทุนในการขนส่ง อาจเป็นผู้ซื้อรายย่อยหรือซื้อครั้งละไม่มากนัก แต่ผู้ซื้อรายย่อยเหล่านี้ก็สามารถพัฒนาเป็นรายใหญ่ได้ในอนาคต และที่สำคัญผู้ซื้อรายย่อยนี่แหละที่ทำให้ฟาร์มมีรายได้ต่อเนื่องทุกวัน แต่เมื่อการผลิตมีมาตรฐานที่ดีขึ้น ได้ผลผลิตคงที่ ผู้รับซื้อรายใหญ่หรือตลาดที่อยู่ห่างไกลจะเข้ามาหาเอง อย่างผลผลิตของฟาร์มก็มีบริษัทแปรรูปเข้ามาติดต่อขอซื้อบ้างแล้ว”
ต่อยอดประสบการณ์ ความรู้ สู่ธุรกิจใหม่
หลังจากทำฟาร์มเพาะเห็ดและมีผลผลิตออกสู่ตลาดได้สักระยะหนึ่ง ฟาร์มก็ได้ลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ พร้อมจ้างแรงงานในการผลิตก้อนเห็ด ตั้งแต่การทำอาหารวุ้น การเขี่ยเนื้อเยื่อเห็ด การทำหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง และการทำก้อนเห็ด ซึ่งนอกจากทำให้ต้นทุนการผลิตดอกเห็ดของฟาร์มลดลงแล้ว ฟาร์มยังจำหน่ายก้อนเห็ดที่ผลิตขึ้นมาสร้างรายได้ให้อีกทางด้วย
ทั้งคู่บอกว่า การผลิตก้อนเห็ดของกระท่อมเห็ดฟาร์ม เริ่มจากการทำหัวเชื้อ PDA โดยใช้น้ำต้มมันฝรั่งผสมน้ำตาลเดกซ์โทรสและวุ้น ต้มให้เดือด 10-15 นาที จากนั้นมาเทใสขวดแบนแล้วเอียงทิ้งไว้ให้เย็น วุ้นก็จะจับตัวเข็งในขวด นำดอกเห็ดที่ออกดอกหน้าแรก มาเขี่ยเนื้อเยื่อลงไปในอาหารวุ้น ปิดปากขวดด้วยจุกสำลี ใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน เส้นใยเห็ดเดินทั่วอาหารวุ้น สามารถนำไปใช้ต่อเชื้อได้ ขั้นตอนต่อมาคือการทำหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง โดยนำเมล็ดข้าวฟ่างต้มให้สุก บรรจุในขวดกลมทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นตัดหัวเชื้อ PDA ที่มีเส้นใยเห็ดเดินทั่วแล้ว ขนาดประมาณ 1 ตารางเซนติเมตร มาใส่ไว้ในข้าวฟ่าง ใช้เวลาอีกประมาณ 10-15 วัน เส้นใยเห็ดจะเดินเต็มอาหารเมล็ดข้าวฟ่าง สามารถนำไปหยอดลงก้อนเห็ด
สำหรับขั้นตอนการทำก้อนเห็ด ใช้ขี้เรื่อยยางพารา 100 กิโลกรัม รำละเอียด 5 กิโลกรัม แร่ม้อนท์ 2 กิโลกรัม ยิปซัม 0.5 กิโลกรัม ปูนขาว 0.5 กิโลกรัมและดีเกลือ 0.1 กิโลกรัม คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน รดน้ำให้มีความชื้นที่ 60 เปอร์เซ็นต์ หรือลองกำดูแล้วจับตัวเป็นก้อนแน่น แต่ไม่ถึงกับแฉะมีน้ำไหลออกมา จากนั้นก็นำวัสดุเข้าเครื่องอัดบรรจุถุง นำมามัดจุก ปิดฝา แล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 6-7 ชั่วโมง

เมื่อนึ่งฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้วปล่อยไว้ให้เย็น จากนั้นเปิดฝาแล้วนำหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้มาใส่ที่ฝาของก้อนเห็ดให้เต็มพอดีแล้วรีบปิดฝาทันที ทุกขั้นตอนต้องมีความสะอาดปราศจากเชื้ออื่นปลอมปน เสร็จแล้วนำไปพักไว้ให้เส้นใยเดินปกติ หากเป็นเห็นนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางนวลสีชมพูและเห็ดนางรมฮังการี ใช้เวลาประมาณ 30 วัน เส้นใยเดินทั่วทั้งถุง แต่สำหรับเห็ดเป๋าฮือ ใช้เวลาถึง 60 วัน ส่งผลให้ก้อนเชื้อเห็ดเป๋าฮือมีราคาที่ก้อนละ 15 บาท ขณะที่เห็ดชนิดอื่นมีราคาก้อนละ 12 บาทเท่านั้น
เมื่อเส้นใยเดินทั่วก้อนเห็ดแล้วนำไปเปิดดอกในโรงเรือน โดยให้มีอุณหภูมิในโรงเรือนอยู่ที่ 28-32 องศาเซลเซียส ความชื้น 70-80 เปอร์เซ็นต์ รดน้ำชั่วโมงละครั้ง ครั้งละครึ่งนาที ประมาณ 7-10 วัน ก้อนเห็ดก็ออกดอก ก้อนหนึ่งให้ผลผลิตได้เดือนละ 2-3 ครั้ง และมีอายุการใช้งานนาน 4-6 เดือน ทุกครั้งหลังจากเก็บดอกเห็ด ต้องมีการแคะหน้าก้อนเพื่อทำความสะอาด โดยการใช้ช้อนชุบแอลกอฮอล์แคะรากเห็ดที่ค้างอยู่ออกมา เพราะทำให้ก้อนเห็ดเน่าและดอกใหม่ออกมาไม่ได้ จากนั้นดูแลตามปกติเพื่อรอให้ดอกเห็ดรุ่นใหม่ออกมา
“สำหรับเกษตรกรทั่วไปที่ซื้อก้อนเชื้อจากผู้ผลิต การเลือกก้อนเห็ดคุณภาพดีมาเพาะ ควรพิจารณาที่ก้อนเห็ดว่ามีความสมบูรณ์ไม่แตกเสียหาย มีเส้นใยของเห็ดเดินเกือบเต็มก้อน ไม่มีเชื้อราปะปน มีสีสม่ำเสมอ ไม่มีคราบเหงื่อเกาะ และไม่มีความชื้นแฉะมากเกินไป”
นำความรู้สู่ชมชน จนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง
เมื่อฟาร์มมีความรู้การเพาะเห็ดครบวงจรแล้ว ได้เข้าไปที่โรงเรียนบางบัวทองซึ่งอยู่ตรงข้ามกับฟาร์ม เพื่อแนะนำตัวว่ามีฟาร์มเห็ดอยู่บริเวณใกล้เคียง หากอาจารย์ต้องการให้เด็กนักเรียนได้ศึกษาด้านการเกษตรหรือการเพาะเห็ด อาจมีอยู่ในวิชาเรียนอยู่แล้ว ก็ให้เข้ามาดูของจริงและลองปฏิบัติงานที่ฟาร์มได้ อาจารย์ก็สนใจและพาเด็กเข้ามาเรียนรู้ที่ฟาร์มอย่างต่อเนื่อง
“ไม่น่าเชื่อว่าการที่ฟาร์มแค่ต้องการนำความรู้ไปถ่ายทอดให้ชุมชน กลับทำให้ตลาดของฟาร์มกว้างขึ้น เพราะทั้งเด็กนักเรียนและอาจารย์ได้นำไปพูดกันปากต่อปาก ทำให้ฟาร์มเป็นที่รู้จัก ครูและผู้ปกครองก็มาซื้อเห็ดของฟาร์ม และนอกจากมีเด็ก ๆ เข้ามาเรียนรู้การเพาะเห็ดที่ฟาร์มแล้ว ยังมีคนทั่วไปติดต่อขอเข้ามาดูงานที่ฟาร์มด้วย”
ทั้งคู่บอกว่า ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ตนเองและเพื่อนได้นำความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์จากการทำฟาร์มเห็ด มาถ่ายทอดให้ผู้สนใจ และพัฒนาเป็นหลักสูตรฝึกอบรมการเพาะเห็ด มีผู้เข้ามาติดต่อขอรับการอบรมจำนวนมาก แต่ฟาร์มเปิดรับรุ่นละ 20 คน เพื่อให้ทุกคนได้รับความรู้อย่างทั่วถึง โดยในหนึ่งวัน ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้ความรู้ด้านการเพาะเห็ด พร้อมทั้งลงมือปฏิบัติการเพาะเห็ดครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการทำหัวเชื้อ PDA จนถึงการเปิดดอกและการจัดการดูแล กล่าวคือ ผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วกลับไปทำฟาร์มเองได้เลย หรือหากยังไม่มั่นใจ ก็กลับเข้ามาฝึกปฏิบัติที่ฟาร์มได้อีกจนกว่าจะทำเป็น
“นอกจากความรู้ด้านการเพาะเห็ดแล้ว ผู้ที่มาอบรมยังได้เพื่อนที่มีรุ่นละ 20 คน ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตด้วยกัน อาจช่วยกันทำตลาดหรือช่วยกันกระจายสินค้า นำผลผลิตที่มีไปจำหน่ายยังพื้นที่ที่ยังขาดตลาด เพื่อไม่ให้เสียลูกค้าในช่วงแรก ที่สำคัญผู้ที่เข้าอบรมแต่ละรุ่นที่มาจากหลายสาขาอาชีพ สามารถช่วยเหลือกันในด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากการเพาะเห็ดด้วยก็ได้”
ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ขยายตลาดให้กว้างขึ้น
ปัจจุบันฟาร์มมีผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 30 กิโลกรัม สูงสุดช่วงที่เห็ดออกดอกพร้อมกันประมาณ 50 กิโลกรัม ส่วนก้อนเห็ดผลิตที่วันละประมาณ 1,000 ก้อน ส่วนใหญ่จะเป็นเห็นนางฟ้าภูฐาน ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเห็ดนางนวลสีชมพูและเห็ดฮังการี อยู่ประมาณอย่างละ 20 เปอร์เซ็นต์ และเห็ดเป๋าฮื้อประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตลาดเห็ดและก้อนเชื้อเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการมากขึ้นโดยเฉพาะในฤดูร้อน

ผลผลิตทั้งหมดนอกจากจำหน่ายตามปกติแล้ว ยังได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วย เช่น แหนมเห็ด น้ำเห็ดเพื่อสุขภาพ ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก มีการจัดเป็นกระเช้าเห็ดเพื่อสุขภาพมอบให้เป็นของขวัญ หรือก้อนเห็ดที่ออกดอกโดยเฉพาะเห็นนางนวลสีชมพูนำมาห่อเป็นบูเก้ ซึ่งมีความสวยงามเหมือนดอกไม้ ทั้งยังทานได้และนำไปเพาะต่อได้ด้วย ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ฟาร์มคิดขึ้นมา เพื่อให้เห็ดมีความสวยงามและเข้ากับเทศกาลต่าง ๆ ด้วย
“อย่างช่วงวาเลนไทน์ เห็ดนางนวลสีชมพูได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นเห็ดที่ใบเป็นครีบและบานเป็นชั้นๆ มีสีชมพูเข้ม สวยงามเหมือนดอกกุหลาบ อีกทั้งรสชาติอร่อย มีความเหนียวเป็นพิเศษ เหมือนเนื้อปลาหมึก และนำมาประกอบเป็นอาหารได้หลายชนิด ทั้งต้ม ผัด แกงหรือแม้แต่นำมาย่างก็สร้างความอร่อยไม่แพ้กัน โปรตีนสูง คอเลสเตอรอลต่ำ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน แก้หวัดและต่อต้านสารก่อมะเร็งได้ด้วย”
ทั้งคู่บอกอีกว่า มีผู้สนใจบางส่วนต้องการเพาะเห็ดแต่ไม่มีพื้นที่วางก้อนเห็ด ฟาร์มจึงคิดกระท่อมเห็ดจิ๋ว ซึ่งย่อส่วนจากกระท่อมเห็ดหลังใหญ่ ใช้วัสดุธรรมชาติ ไม้และตับจากประหยัดพื้นที่และสะดวกในการจัดการดูแล มีขนาด 50 ก้อน ได้ผลผลิตครั้งละประมาณ 2 กิโลกรัม เหมาะสำหรับเพาะไว้บริโภคในครัวเรือน ขนาด 100 ก้อน ได้ผลผลิตครั้งละประมาณ 5 กิโลกรัม เหมาะสำหรับผู้ทดลองเพาะเพื่อทำเป็นอาชีพเสริม และขนาด 250-300 ก้อน จะมีผลผลิตครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม ซึ่งทำเป็นอาชีพเสริมรายได้ได้ทันที
“สิ่งที่ฟาร์มดำเนินการหรือนำเสนอออกไป ต้องการให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี ให้การทำฟาร์มเห็ดมีความสวยงาม ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ซึ่งช่วยสร้างความสนใจให้คนทั่วไปได้ เหมือนไปต่างประเทศแล้วซื้อขนม ไม่รู้หรอกว่าข้างในจะอร่อยหรือไม่ แต่หากข้างนอกดูดีก็ทำให้น่าซื้อ แต่ทั้งนี้ เมื่อทำให้ผู้บริโภคซื้อได้แล้ว ข้างในก็ต้องดีด้วย ซึ่งสินค้าทุกอย่างของฟาร์ม พูดได้เต็มปากว่าเป็นสินค้าที่ดีและมีคุณภาพ ปลอดสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” คุณกุ๊ก กล่าวในที่สุด
ข้อมูล : เกษตรกรก้าวหน้า

