น้ำน้อย…เพาะปลูกยาก “ปศุสัตว์” หนุ่นเลี้ยงไก่พื้นเมือง ราคาดี มีอนาคตไกล

14.03.16 | 00:06 น.

หลังจากกรมปศุสัตว์ได้พัฒนาสายพันธุ์ไก่พื้นเมือง 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์ ไก่แดงสุราษฎร์ และ ไก่ชีท่าพระ โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ตั้งแต่ปี 2545 และสิ้นสุดโครงการเมื่อ 2550 ทำให้ได้ไก่พื้นเมืองพันธุ์แท้ที่มีลักษณะประจำพันธุ์ที่แน่นอน รวมถึงลักษณะที่สำคัญทางเศรฐกิจที่ดีกว่าไก่พันธุ์พื้นเมืองทั่วไปด้วย

คุณดารุณี โสภา หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า กรมปศุสัตว์ได้นำไก่ทั้ง 4 สายพันธุ์มาใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งได้พัฒนาพันธุ์อยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ไก่พื้นเมืองที่ให้ผลผลิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ปัจจุบัน ไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์ ได้รับความนิยมจากเกษตรกรจำนวนมาก มีการกระจายสายพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงทั่วทั้งประเทศ

“เหตุผลที่กรมปศุสัตว์ให้ความสนใจกับไก่พื้นเมือง 4 สายพันธุ์นี้ นอกจากเห็นถึงความสำคัญของพันธุกรรมไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี มีความต้านทานโรคสูง แม่ไก่พื้นเมืองมีลักษณะเลี้ยงลูกได้ดี สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่สำคัญ สามารถนำไปเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ของประเทศแล้ว ที่สำคัญคือ ไก่พื้นเมืองที่มีลักษณะเฉพาะของทั้ง 4 สายพันธุ์นี้ ยังมีประชากรค่อนข้างมาก การรวบรวมสายพันธุ์และการคัดเลือกเพื่อให้ได้ลักษณะตรงตามที่ต้องการทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า เพราะถ้าพัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมืองที่มีจำนวนประชากรไม่มากพอ การผสมพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตแต่ละรุ่น พร้อมการคัดเลือก ต้องใช้เวลานานมาก จึงเป็นที่มาของไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์นี้”

12823315_971605292877064_4005800992786813869_o

คุณดารุณี บอกว่าหลักการพัฒนาไก่พันธุ์พื้นเมืองของกรมปศุสัตว์ก็คือ การรวบรวมไก่พื้นเมืองที่มีลักษณะเฉพาะตรงตามที่ต้องการจากทั่วประเทศ เช่น ประดู่หางดำ ก็คัดเลือกไก่ที่มีสีขนตัว ขนหางสีดำ สร้อยคอ-หลัง มีสีแดงประดู่ ปาก แข้ง ดำ หน้าแดง กล่าวคือลักษณะภายนอกต้องเป็นประดู่ห่างดำเท่านั้น จะไม่เอาพันธุ์หรือลักษณะอื่นที่นอกเหนือจากนี้มาปน ดังนั้นความหลากหลายทางพันธุกรรมก็อยู่เฉพาะในกลุ่มพันธุ์ของเขาทั้งนั้น โดยฝูงแรกของแต่ละพันธุ์ที่รวบรวมมาเพื่อเพาะขยายพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ ใช้แม่พันธุ์จำนวน 350 แม่ และพ่อพันธุ์อีก 70 ตัว และเมื่อได้ผลผลิตรุ่นแรกออกมา ซึ่งแน่นอนว่ายังคงมีลักษณะที่หลากหลาย เหมือนกับไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงกันในอดีต ซึ่งลูกครอกหนึ่งมีสีสันแทบไม่เหมือนกับพ่อแม่เลย ดังนั้นก็คัดเลือกเฉพาะลักษณะตามที่ต้องการเพื่อนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ พอรุ่นต่อ ๆ มา ความหลากหลายก็น้อยลง และให้ผลผลิตที่มีลักษณะที่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาพันธุ์ในลักษณะนี้ ทำให้ไก่ยังคงเป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทยแท้ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์

Advertisement

นอกจากลักษณะภายนอกแล้ว การคัดเลือกพันธุ์ให้ยังคงความสำคัญกับลักษณะทางเศรษฐกิจด้วย เช่น จำนวนไข่ของแม่พันธุ์ น้ำหนักตัว ความกว้างของหน้าอก รวมถึงประสิทธิภาพการใช้อาหาร ทำให้ไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์ ให้ผลผลิตสูงกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไป มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วกว่า โดยเฉพาะภายใต้การเลี้ยงและการจัดการที่ดี จึงเหมาะสมที่นำมาเลี้ยงและพัฒนาในเชิงพาณิชย์

“ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ เป็นสายพันธุ์ที่เกษตรกรให้ความสนใจและนิยมนำไปเลี้ยงมากที่สุดในบรรดาสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรับปรุงขึ้นมา ส่งผลให้ทั้งประสิทธิภาพการให้ผลผลิตและระบบการจัดการดูแลมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ ซึ่งผู้คนในพื้นที่และภูมิภาคนี้มีความนิยมบริโภคไก่พื้นเมืองที่มีแข้งและขนสีดำอยู่แล้ว เนื่องจากสามารถแยกแยะได้ชัดเจนว่าเป็นไก่บ้าน ทำให้เมื่อศูนย์ฯ กระจายพันธุ์ออกมา จึงมีเกษตรกรสนใจเลี้ยงจำนวนมาก ขณะเดียวกันมีเกษตรกรที่สนใจเข้ารวมเป็นเกษตรกรเครือข่าย และฟาร์มเครือข่าย เพื่อผลิตพ่อแม่พันธุ์ไก่พื้นเมืองด้วย ปัจจุบันมีอยู่ไม่น้อยกว่า 20 ฟาร์ม ระดับตั้งแต่ 300-1,000 แม่ กระจายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งพันธุ์ไก่พื้นเมืองได้ง่ายขึ้น”

12823269_971605229543737_4031425619448948784_o

คุณดารุณี บอกว่าหลังจากพัฒนาพันธุ์ขึ้นมาแล้ว มีเกษตรกรและฟาร์มเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อผลิตพ่อแม่พันธุ์ จากนั้นก็มีกลุ่มเกษตรกรมาซื้อลูกไก่เพื่อนำไปเลี้ยงขุน จากเดิมอาจเลี้ยงแค่ไม่กี่สิบตัว หรือแค่ 100 ตัว เมื่อมีกำไร ก็พัฒนามาเลี้ยง 300 ตัว 500 ตัว หรือ 1,000 ตัว พร้อมทั้งมีการพัฒนาการเพิ่มมูลค่าของสินค้า โดยมีการเปิดเป็นโรงฆ่า และมีการเปิดเป็นร้านค้าไก่สด เกษตรกรสามารถทำได้ครบวงจร โดยที่ภาครัฐเพียงแค่ให้ความรู้และให้คำปรึกษาเท่านั้น ตรงนี้เกษตรกรสามารถเข้าถึงและพัฒนาเป็นอาชีพที่ยั่งยืนต่อไปได้

“นอกจากภาคเหนือแล้วภูมิภาคอื่น ๆ ต่างก็นิยมและมีความต้องการเลี้ยงไก่ประดู่หางดำจำนวนมากด้วย ทั้งที่แต่ละภูมิภาค ก็มีการพัฒนาไก่พันธุ์พื้นเมือง อย่างไก่ชีท่าพระ ไก่แดงสุราษฎร์ ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์ แต่กลับไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร ทำให้การพัฒนาประสิทธิภาพการให้ผลผลิตค่อนข้างช้ากว่าไก่ประดู่หางดำ ซึ่งตรงนี้ต้องพยายามประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้รับทราบเพื่อให้เกิดความนิยมขึ้นแต่ละพื้นที่ เพราะที่จริงแล้วไก่ที่พัฒนาขึ้นมาทุกสายพันธุ์ ล้วนเป็นไก่พื้นเมืองแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคุณภาพของเนื้อและรสชาติจริงใกล้เคียงกัน ซึ่งต้องหาวิธีการว่าทำอย่างไรให้แต่ละพันธุ์เป็นที่นิยมของเกษตรกรใกล้เคียงกัน”

เลี้ยงไก่พื้นเมืองให้มีประสิทธิภาพดี  เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับรูปแบบการเลี้ยง ก็คล้ายกับไก่พื้นเมืองทั่วไป สามารถปล่อยเลี้ยงให้ไก่หาอาหารกินได้อย่างอิสระ ดังนั้นเกษตรกรที่อยู่ตามชนบทสามารถเลี้ยงติดบ้านไว้ 10-20 ตัว เพื่อเป็นอาหารหรือไว้จำหน่ายในท้องถิ่นก็ทำได้ แต่ทว่าถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งลดโอกาสสูญเสีย ควรมีการจัดการที่เป็นระบบและแยกส่วนเลี้ยงไก่กับที่อยู่อาศัยออกจากกันอย่างชัดเจน

สำหรับโรงเรือนที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงไก่พื้นเมืองในปัจจุบัน สามารถก่อสร้างตามต้นทุนหรือวัสดุที่มีในท้องถิ่น ให้เป็นที่อยู่อาศัย หลบแดด ลม ฝนได้ดี ภายในโรงเรือนมีรังไข่ มีขอนสำหรับให้ไก่เกาะนอนตอนกลางคืน มีอุปกรณ์ให้น้ำ ให้อาหาร ขณะเดียวกันรอบ ๆ โรงเรือนจำเป็นต้องมีอาณาบริเวณให้ไก่สามารถออกมาคุ้ยเขี่ย และแสดงพฤติกรรมทางธรรมชาติได้ตามปกติ เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ ต้องให้สัตว์มีสวัสดิภาพที่ดี ซึ่งทำให้ไก่ไม่เครียด ยิ่งถ้าบริเวณที่ปล่อยออกมาเป็นแปลงหญ้าหรือสวนก็ยิ่งดี เพราะไก่จะได้จิกกินหญ้าหรือวัชพืชต่าง ๆ ช่วยให้ระบบการย่อยทำงานได้ดี ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของไก่โดยตรง ทว่าบริเวณที่ปล่อยนั้น จำเป็นต้องมีรั้วหรือตาข่ายล้อมรอบให้มิดชิด เพื่อป้องกันสัตว์พาหะที่นำโรคมาสู่ไก่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงที่เข้ามาทำลายไก่ด้วย

“รูปแบบของโรงเรือนและสถานที่สำหรับเลี้ยงไก่ มีความเกี่ยวข้องกับระบบมาตรฐานการเลี้ยงโดยตรง ทว่าปัจจุบันยังไม่มีมาตรการควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจังนัก ส่วนใหญ่เป็นการแนะนำให้เกษตรกรต้องจำกัดพื้นที่การเลี้ยง พร้อมทั้งมีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อจุ่มเท้าก่อนเข้าในบริเวณเลี้ยง รวมถึงมีการทำความสะอาดเล้า พักเล้า ซึ่งเป็นขั้นตอนเดียวกันกับการเลี้ยงไก่ในระบบอุตสาหกรรม แต่ความเข้มงวดน้อยกว่า ทางกรมปศุสัตว์ก็พยายามชี้ให้เกษตรกรเห็นถึงความสำคัญเพื่อจะได้ปรับปรุงรูปแบบการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเข้าสู่มาตรฐานมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้ให้เกษตรกรพัฒนาการเลี้ยงเข้าสู่ระบบมาตรฐานบ้างแล้ว”

คุณดารุณี บอกอีกว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงไก่พื้นเมืองประสบความสำเร็จ คือ ความรู้ด้านการจัดการฟาร์ม ตั้งแต่การเลี้ยงลูกไก่ ที่ต้องมีการกกให้ความอบอุ่นในอุณหภูมิที่เหมาะสม ระยะเวลาการกกที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป ลูกไก่ควรได้รับวิตามินเสริมในน้ำกินอยู่เสมอ ส่วนอาหารที่ใช้ก็ต้องมีโภชนาการครบถ้วนตามความต้องการของไก่ในแต่ละช่วงอายุ พร้อมกับได้รับในปริมาณที่เพียงพอด้วย ตลอดจนการคัดเลือกไก่ในฝูงเพื่อทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งเกษตรกรต้องเข้าใจในลักษณะพันธุ์ ความสมบูรณ์พันธุ์ ขนาดต้องเหมาะสม ความสม่ำเสมอของฝูง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่เกษตรกรต้องทำความเข้าใจ

1929254_971605309543729_3580599103892569936_n

“ยิ่งถ้าต้องเลี้ยงในระบบฟาร์ม ที่มีแม่ไก่ 200-300 ตัวขึ้นไป ความรู้ด้านการจัดการฟาร์มก็ต้องมีมากขึ้นตาม เนื่องจากการเลี้ยงไก่พื้นเมืองให้ได้ผลผลิตที่ดีจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเฉพาะเครื่องฟักไข่ ที่ทำให้ประสิทธิภาพการเพาะและขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ดังนั้นเกษตรกรต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการโรงฟักไข่ด้วย”

เครื่องฟักไข่นับเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ทั้งนี้การเลี้ยงไก่พื้นเมืองที่ปล่อยให้แม่ไก่ฟักไข่ตามธรรมชาติ มักมีผลผลิตต่ำ เนื่องจากแม่ไก่ต้องเสียเวลากกไข่และเลี้ยงลูก อีกทั้งลูกไกที่ฟักโดยธรรมชาติมีอัตราการเกิดและอัตราการรอดค่อนข้างน้อย ทำให้เฉลี่ยต่อปีแม่ไก่ให้ผลผลิตประมาณ 30 ฟอง / ตัวเท่านั้น ขณะที่ถ้าเกษตรกรใช้เครื่องฟักไข่ ในกรณีไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ ที่ให้มากถึงปีละ 150 ฟอง / ตัว และมีอัตราการฟักเป็นตัวสูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกษตรกรมีการจัดการที่ดี มีการส่องไข่ก่อนเข้าตู้ฟัก ทำให้มีอัตราการฟักและเลี้ยงรอดสูง แม่พันธุ์ตัวหนึ่งให้ผลผลิตได้มากถึง 80-90 ตัวเลยทีเดียว ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยสามารถพัฒนาผลผลิตให้เพิ่มขึ้นได้มาก

“การใช้เครื่องฟักไข่ในระดับเกษตรกร อาจเริ่มจากเครื่องฟักขนาดเล็ก 50-100 ฟอง ซึ่งมีราคาถูก หลังจากนั้นค่อนเพิ่มขนาดเครื่องฟักตามจำนวนไก่และต้นทุนที่มีภายหลังก็ได้”

ตลาด “ไก่พื้นเมือง” อนาคตดี มีราคาสูงต่อเนื่อง

สำหรับตลาดไก่พื้นเมือง เป็นสิ่งที่ไม่น่ากังวลมากนัก เพราะปัจจุบันทุกคนรู้ดีว่าไก่พื้นเมือง หรือไก่บ้านมีรสชาติดี เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม มีไขมันต่ำ นำมาปรุงอาหารได้อร่อย ซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทยมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทำให้การซื้อขายไก่พื้นเมืองในระดับท้องถิ่น หรือในชุมชนมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าเกษตรกรเลี้ยงไก่พื้นเมืองเชื่อว่าอย่างไรก็จำหน่ายได้แน่นอน

“ในอดีตไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงกันอยู่ทั่วไป ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งปีกว่าจะขายได้ เนื่องจากไม่ได้มีการคัดเลือกพันธุ์ และรูปแบบการเลี้ยงก็ปล่อยให้ไก่หากินตามธรรมชาติ หรือให้กินเศษอาหาร ทำให้อัตราการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตจึงไม่สูงนัก ขณะที่ไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีระบบการจัดการที่เหมาะสม ให้อาหารที่มีโภชนาการตรงตามความต้องการของร่างกายในแต่ละระยะ ทำให้มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วกว่ามาก ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3 เดือน มีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัมกว่า ๆ ก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว ไม่ต้องเสี่ยงต่อความเสียหาย ต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกรไม่สูงมาก เฉลี่ยประมาณ 60-70 บาท ขณะที่ราคาจำหน่ายอยู่ที่ตัวละ 100-120 บาท เกษตรกรมีกำไรพอสมควร และถ้าเลี้ยงในระดับ 100-200 ตัว สามารถสร้างรายได้ให้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว”

ปัจจุบันเกษตรกรเครือข่ายเลี้ยงไก่พื้นเมืองได้ทำตลาดไปไกลพอสมควร สามารถนำผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้ ซึ่งจุดจำหน่ายเหล่านี้มีความต้องการนำสินค้าอย่างไก่พื้นจำนวนมาก แต่ทว่าเกษตรกรยังไม่สามารถป้อนสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอเท่าที่ควร ทั้งยังติดปัญหาเรื่องของโรงฆ่าที่ได้มาตรฐาน ซึ่งตามจุดจำหน่ายขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นหลัก เรื่องความสด สะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของผู้บริโภค ดังนั้นจึงมองว่าทำอย่างไรเพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนดเสียก่อน หากทำได้ตลาดไก่พื้นเมืองมีอนาคตไกลแน่นอน

“นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ตลาดเพื่อนบ้านของไทยยังมีความต้องการจำนวนมาก ยกตัวอย่างไก่ประดู่หางดำ ตามชายแดนพม่า แม่สายมีพ่อค้าเข้ามารับอย่างต่อเนื่อง ลาว กัมพูชา ก็มีความต้องการไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันก็ยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ จะเห็นได้ว่าช่วงเทศกาล หาซื้อไก่บ้านรับประทานแทบไม่ได้ และค่อนข้างมีราคาแพง นับว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก เนื่องจากเกษตรกรสามารถที่ผลิตและจำหน่ายเองได้”

คุณดารุณีทิ้งท้ายว่า ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ไก่บ้านหรือไก่พื้นเมืองมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 30-40 บาทเท่านั้น และได้ปรับราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 80-100 บาท หรือตัวหนึ่งราคา 100-200 บาทเป็นอย่างต่ำ ถือว่าเป็นราคาที่ดีมาก ที่สำคัญยังเป็นที่ต้องการของตลาดจำนวนมาก เพราะด้วยรสชาติที่ดี เนื้อมีความแน่นนุ่ม ทำให้ติดปากผู้บริโภค โดยเฉพาะมาทำอาหารไทย ต้องไก่บ้านเท่านั้น