“พุทรา” เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะปลูกครั้งเดียวอยู่ได้หลายสิบปีโดยไม่ต้องปลูกใหม่ทดแทน ทั้งยังสามารถกำหนดให้ออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย “ วิถีชาวสวน” ฉบับนี้จึงอยากชวนคุณผู้อ่านไปเจาะลึกเทคนิคการปลูกพุทราทำเงิน จากสวน “ชัยชนะและชลดา” อย่างละเอียด ซึ่งจะทำให้คุณผู้อ่านรู้ลึกทุกขั้นตอนการผลิต สามารถที่จะปลูกเป็นอาชีพทำเงินได้ทันที
คุณพิชัย ดอนกลาง แม้จะจบแค่ชั้นมัธยมปีที่ 6 ไม่ได้เรียนมาทางด้านการตลาดโดยตรง แต่กลับมีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งด้านการตลาดและด้านการเกษตร สามารถสร้างจุดขายให้กับพุทราได้เป็นอย่างดี จนประสบความสำเร็จ และถือเป็นไร่พุทราตัวอย่างที่มีการดูแลคุณภาพอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นพุทราที่มีความต้องการของตลาดสูง มีลูกค้าให้การอุดหนุนอย่างไม่ขาดสาย
“เดิมเป็นคนชอบงานด้านการเกษตรอยู่แล้ว ครอบครัวของตนเองและภรรยามีอาชีพปลูกพืชผักหลายชนิด ทั้งผักสลัดและไม้ดอกไม้ประดับ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากผักสลัดราคาไม่สูงและปลูกได้เฉพาะฤดูหนาว ส่วนไม้ดอกจำเป็นต้องใช้สารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและมีต้นทุนสูง จึงหันมาปลูกพุทราแทนเนื่องจากสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยได้เริ่มต้นปลูกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว และได้กู้เงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ปลูกต้นพุทราจำนวน 5 ไร่ โดยครั้งแรกลงทุนไร่ละ 90,000 บาท”

คุณพิชัยบอกว่า พันธุ์ที่ใช้ปลูกเป็นพุทราพันธุ์ไต้หวัน “ซื่อหมี่” โดยได้รับต้นพันธุ์จากโครงการส่งเสริมอาชีพของ สปก.ทั้งหมด 320 ต้น โดยในปีแรกที่ปลูกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากผลผลิตยังไม่ได้คุณภาพตามความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ลูกค้ามาซื้อเพียงครั้งเดียวและไม่ซื้ออีกเลย จึงได้กลับมาศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ และได้หาความรู้เพิ่มเติมทั้งจากหนังสือ และเข้าอมรมกับโครงการต่างๆ ของหน่วยงานราชการ จากนั้นจึงได้นำมาความรู้มาปรับใช้ รวมถึงสังเกต เก็บข้อมูล จนสามารถพัฒนาให้พุทรามีรสชาติหวาน เนื้อแน่น กระทั่งในปีที่ 2 สามารถขายผลผลิตได้ดีขึ้น และในปีที่ 3 ก็ประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้
สาเหตุที่กลายมาเป็นพุทรานมสด เนื่องจากเป็นการทำตลาดอย่างหนึ่ง คือการสร้างความแปลกใหม่ให้กับผลผลิตโดยใช้นมสดจากฟาร์มนำมารดต้นพุทราหลังจากออกลูกแล้วทุกๆ 10 วัน สำหรับวิธีใช้ นำนมสดมาหมักกับกากน้ำตาล โดยใช้สูตร นมสด 60 ลิตร ต่อกากน้ำตาล 30 ลิตร และจุลินทรีย์ 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ 30 วัน หากต้องการนำมาใช้ ให้นำนมสดที่หมักแล้ว 1 ลิตรมาผสมน้ำ 10 ลิตร แล้วรดที่โคนต้น ซึ่งนมมีส่วนผสมของแคลเซียมจะช่วยให้ผลพุทรามีความแน่นกรอบ โดยน้ำนมที่เลือกใช้เป็นนมสดแท้ๆ จากฟาร์ม ราคาต้นทุนลิตรละ 25 บาท
ส่วนเทคนิคการทำให้พุทรานมสดหวาน คือการควบคุมจำนวนลูก ไม่ให้เกิน 50 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งปกติ 1 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 100 กิโลกรัม โดยใช้เทคนิคการกรีดทิ้ง ตัวอย่างเช่น 1 พวง มี 4 ลูก ต้องกรีดเอา 2 ลูกตรงกลางออก เพื่อไม่ให้ลูกพุทราแย่งความหวานกัน
“สำหรับเทคนิคการกรีดทิ้ง ผมได้เทคนิคมาจากการสังเกตโดยเด็ดชิมทีละต้น ซึ่งต้นที่ให้ลูกหวานกลับเป็นต้นที่ออกลูกไม่ดก นอกจากนี้ ยังใช้เทคนิคการกางมุ้งในช่วงตั้งแต่พุทราออกดอกไปจนถึงเก็บเกี่ยวเพื่อป้องกันแมลง และเป็นการลดต้นทุนในการใช้ยาฆ่าแมลงและค่าแรงในการห่อผลอีกด้วยครับ”
คุณพิชัยยังเล่าถึงเทคนิคการปลูกพุทราให้ฟังอย่างละเอียดอีกว่า หากจะให้ดีต้องเตรียมดินให้มีอินทรียวัตถุที่สมบูรณ์ เช่น ปรับสภาพดินโดยใช้ปูนขาว และเพิ่มอินทรียวัตถุในดินโดยใช้ปุ๋ยคอก โดยวิธีการปลูกนั้นเราจะปลูกเลียนแบบการเกิดของเมล็ดไม้ในธรรมชาติ กล่าวคือ ไม่ต้องขุดหลุมลึกมาก เอาแค่กลบดินในถุงเพาะได้ก็พอ ซึ่งต้นกล้าที่แนะนำให้ปลูกคือต้นกล้าที่ได้จากการเสียบยอดเพราะจะโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยระยะการปลูกจะอยู่ที่ 5×5 เมตร 1 ไร่สามารถปลูกได้ 64 ต้น
สำหรับวิธีการดูแล ในระยะเริ่มต้นจะต้องให้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง สลับกับปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ทุก 10 วัน โดยปริมาณการให้จะให้ต้นละครึ่งช้อนโต๊ะ (หลังจากปีที่ 2 เป็นต้นไปให้เพิ่มเป็นต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุกๆ 10 วัน) พอเข้าเดือนที่ 4 ต้นพุทราจะเริ่มออกดอก ให้เปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็นสูตร 8-24-24 โดยจะให้ทุกๆ 10 วันเช่นกัน จนกว่าพุทราจะเริ่มติดลูกจึงเปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็น 0-0-60 พร้อมกับให้ปุ๋ยหมักนมสดเพื่อเพิ่มรสชาติให้พุทรามีความกรอบและหวานจัด

ส่วนการให้ผลผลิตนั้นในปีแรกจะให้ผลผลิตอยู่ที่ต้นละ 20-30 กิโลกรัม ปีที่ 2 จะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50 กิโลกรัม และปีที่ 3 เป็นต้นไปจะให้ผลผลิตมากถึงต้นละ 100 กิโลกรัม
ทั้งนี้ พุทราเป็นพืชที่ปลูกง่าย ประมาณเดือนที่ 4 จะเริ่มติดดอก เดือนที่ 5 จะเริ่มติดผล และเดือนที่ 8 จะเริ่มเก็บผลผลิตขายได้ ดังนั้น ถ้าเราต้องการทำพุทราออกตลาดในช่วงเดือนไหนเราจะต้องนับถอยหลัง 8 เดือน เพื่อวางแผนการผลิตและทำสาว เช่น ถ้าต้องการให้มีผลผลิตออกจำหน่ายในเดือนสิงหาคม จะต้องทำสาวในเดือนมกราคม หรือถ้าต้องการให้มีผลผลิตออกจำหน่ายในเดือนมกราคม จะต้องทำสาวในเดือนมิถุนายน เป็นต้น
“วิธีการทำสาว จะเริ่มทำในปีที่ 2 ส่วนวิธีการทำคือตัดลำต้นออก โดยจะต้องตัดให้สูงจากพื้นดินประมาณ 40-50 เซนติเมตร ภายใน 1 สัปดาห์จะเริ่มมียอดใหม่แทงออกมา ให้เลือกยอดที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียง 2 ยอด โดยยอดที่เลือกไว้จะต้องอยู่ในลักษณะตรงกันข้ามกัน จากนั้นจึงเริ่มดูแลเช่นเดียวกันกับในปีแรก”
ส่วนการให้น้ำนั้นจะต้องรดน้ำให้ชุ่ม ซึ่งทางที่ดีควรจะติดระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ไว้ 3 จุดรอบทรงพุ่ม ในฤดูหนาวและฤดูร้อนจะรดน้ำ 3 วันต่อครั้ง และในฤดูฝนต้องคอยระบายน้ำออกตลอดเวลาอย่าให้น้ำขัง มิเช่นนั้นต้นพุทราอาจเน่าตายได้
ส่วนเรื่องอากาศไม่ค่อยมีผลกับพุทรามากนัก ทำที่ไหนก็สามารถออกผลผลิตเหมือนๆ กันและสามารถออกผลได้ทั้งปีเมื่อครบกำหนด
แต่สำคัญอยู่ที่ว่าทำแล้วจะมีตลาดรองรับหรือเปล่า ซึ่งทางที่ดีควรที่จะหาตลาดด้วยตนเอง เช่น การหาตลาดเริ่มต้นของคุณพิชัยนั้น จะเริ่มจากการนำพุทราไปให้ลูกค้าที่ร้านอาหารได้ชิมฟรี พอลูกค้าทานไปแล้วรู้สึกชอบก็จะบอกต่อ จนกระทั่งติดต่อขอซื้อพุทราเข้ามา
สำหรับรายได้ หากคิดเป็นรายได้สำหรับการปลูกพุทรา 5 ไร่ จะอยู่ประมาณ 800,000-900,000 บาทต่อรอบการผลิต (8 เดือน) ซึ่งคุณพิชัยแอบกระซิบมาว่าเทียบเท่ากับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 100 ไร่เลยทีเดียว
โดยราคาจำหน่ายนั้นพุทรานมสดลูกใหญ่ จำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท และลูกเล็กจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท เหตุที่ลูกเล็กขายได้ราคาดีกว่าลูกใหญ่นั้นเพราะลูกเล็กจะมีรสชาติหวานจัดและมีผลผลิตออกน้อย (ทั้งนี้ ก็มีบางสวนหัวใส ปล่อยให้ติดลูกต้นละ 100 กิโลกรัม โดยไม่ต้องเด็ดทิ้ง ก็จะทำให้ได้พุทราลูกเล็กและรสชาติจืดชืด ซึ่งคุณภาพดังกล่าวทำให้ราคาพุทราของสวนนั้นตกมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาทในทันที (พุทราถุง) ซึ่งเรื่องนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ)
สำหรับเกษตรกรที่สนใจเทคนิคการผลิตพุทรานมสดและต้องการศึกษาดูงาน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณพิชัย ดอนกลาง โดยตรง ที่ครัวชัยชนะ บ้านเลขที่ 2 ม.8 ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา 30370 โทร 08-7239-2004 และถ้าต้องการชิมพุทราควรไปในหน้าหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม

