ความในใจ “คุณลุงหมอ ของโม่ชะ” จาก ทำ ขาเทียมคน มาทำขาเทียมช้าง

5.11.18 | 18:32 น.

นส.โซไรดา ซาลวาลา เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง ได้โพสต์เฟชบุ๊ก Soraida Salwala โดยได้นำข้อเขียนของ นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ อดีตเลขาธิการและกรรมการมูลนิธิขาเทียม ซึ่งปัจจุบัน ได้เข้ามาเป็นจิตอาสา ผลิตขาเทียมให้ช้างพิการ และดูแลช้างป่วยอยู่ที่ โรงพยาบาลช้าง จ.ลำปาง โดย เป็นการเขียนความในใจ ถึงสาเหตุที่ต้องลาออกมาจากมูลนิธิขาเทียม ดังนี้..

อยากให้ทุกท่านได้อ่านค่ะ ด้วยความเคารพรัก “อาจารย์หมอ”อย่างสุดใจ จากพวกเราทุกคนและทุกเชือก ณ มูลนิธิเพื่อนช้าง

โซไรดา

(ภาพนี้คือวันที่โม่ชะได้ใส่ขาเทียมอันแรกที่อาจารย์หมอและทีมงานทำให้ พอแม่โซบอกให้โม่ชะขอบคุณลุงหมอ โม่ชะก็เดินไปหาแล้วซบท่าน)

 

Advertisement

ด้วยความเสียใจจากผม

เรียนเพื่อนๆและผู้ที่ รักและนับถือทุกท่าน

ตามที่หลายท่านสอบถามถึงสาเหตุที่ผมลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการและกรรมการมูลนิธิขาเทียมและสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมหลังจากที่ผมลาออกด้วยความห่วงใย เนื่องจากมีผู้มีหน้ามีตาในสังคมกล่าวหาว่าผมเอามูลนิธิฯไปหาชื่อเสียงให้ตนเองและทุจริตทำให้มูลนิธิฯเสียหายสองร้อยกว่าล้านบาท ผมต้องอดทนต่อคำถาม สายตาและความรู้สึกจากสังคมที่มีความคลางแคลงใจในตัวผมตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา วันนี้ผมจึงขอเรียนสรุปความเป็นมาและเหตุการณ์ต่างๆให้ท่านได้ทราบดังนี้

มูลนิธิขาเทียม จัดทำขาเทียมให้คนพิการขาขาดฟรี มูลนิธิฯได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2535 เพื่อ 1.จัดหน่วยทำขาเทียมเคลื่อนที่ไปให้บริการทำขาเทียมทุกชนิดให้แก่คนพิการขาขาดทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ปี พศ 2535-2557 จำนวน 134 ครั้งสามารถทำขาเทียมให้คนพิการ 23,528 คนเป็นจำนวนขาเทียม 31,611 ขา โดยใช้วัสดุในประเทศและชิ้นส่วนขาเทียมที่ประดิษฐและผลิตขึ้นเองทั้งหมด การจัดหน่วยทำขาเทียม เคลื่อนที่นี้ได้รับการบันทึกใน “กินเนสส์บุ๊คเวิลด์เรคคอร์ด”สองครั้ง ครั้งแรกเมื่อจัดทำขาเทียมให้คนพิการขาขาดจำนวน 664 ขาที่ท้องสนามหลวงระหว่างวันที่ 16-26 กรกฎาคม พศ 2549 และครั้งที่สองเมื่อจัดทำขาเทียมให้คนพิการขาขาด 864 ขาที่วัดพระปฐมเจดีย์ระหว่างวันที่ 12-25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ทำให้มูลนิธิมีชื่อเสียงในเรื่องการให้บริการทำขาเทียม แก่คนพิการขาขาดเป็นจำนวนมากที่สุดในเวลาจำกัด เป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของมูลนิธิฯไปทั่วโลก

2.ประดิษฐและผลิตเครื่องมือทำขาเทียมและชิ้นส่วนขาเทียมทุกชิ้นดังที่มีใช้ในต่างประเทศ (โดยไม่ต้องจ้างให้บริษัทภายนอกผลิตลอกแบบของจากต่างประเทศ)ได้ในเชิงพาณิชย์ขึ้นใช้เองตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ รวมทั้งเสาะแสวงหาวิธีการทำขาเทียมที่ง่าย ช่างที่ได้รับการอบรมไม่นานก็สามารถทำขาเทียมที่ดีได้ในเวลารวดเร็ว ผู้พิการขาขาดใต้เข่าสามารถได้รับขาเทียมภายในเวลาหนึ่งวันสามารถประหยัดเงินถ้าต้องใช้เครื่องมือและชิ้นส่วนขาเทียมที่นำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 300 ล้านบาทชิ้นส่วนของขาเทียมส่วนหนึ่งจำหน่ายให้โรงพยาบาลที่สนใจในราดาถูกสามารถทำรายได้ให้มูลนิธิฯ รายได้ส่วนนี้ได้นำกลับมาใช้ในการค้นคว้า วิจัย พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนขาเทียมให้ดียิ่งขึ้น เมื่อสมทบกับรายได้ที่ได้รับบริจาคก็จะทำให้มูลนิธิฯมีความมั่นคงทางด้านการเงินมากขึ้น

3.จัดการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ช่างกายอุปกรณ์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศโดยทำโครงการร่วมกับ Nippon Foundation ( 2547-2550 ) สามารถอบรม ทบทวน และเพิ่มพูนความรู้ วิทยาการที่ก้าวหน้าโดยวิทยากรจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยให้แก่ช่างกายอุปกรณ์ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศฟรีจำนวน 56 ครั้งมีช่างผ่านการอบรม 1,050 คน

4.จัดตั้งโรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนจำนวน 53 โรงในอำเภอต่างๆทั่วทุกภาคเพื่อให้คนพิการขาขาดที่ยากจนด้อยโอกาสในชนบทได้รับขาเทียมฟรีอย่าง รวดเร็ว ทั่วถึง และยั่งยืน คนพิการไม่ต้องลำบากในการเดินทางไปรับบริกาจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดซึ่งหน่วยงานกายอุปกรณ์ของโรงพยาบาลมีบุคลากรจำกัดและมีภาระกิจล้นมือ โรงพยาบาลชุมชนเหล่านั้นสามารถให้บริการทำขาเทียมฟรีให้คนพิการขาขาดภายใต้การดูแลรับผิดชอบของผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนไปแล้วประมาณ 6000 กว่าคน ผมมีความตั้งใจว่าจะสร้างโรงงานทำขาเทียมให้โรงพยาบาลชุมชนอย่างน้อย 150 โรง เพื่อให้คนพิการในชนบททั่วประเทศได้รับขาเทียมและเครื่องช่วยคนพิการได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และยั่งยืน

5.ผลิตช่างเครื่องช่วยคนพิการเพื่อทำขาเทียม ซ่อมแซมขาเทียม ล้อเข็นและเครื่องช่วยคนพิการทุกชนิดให้แก่โรงพยาบาลชุมชนไปแล้ว 53 โรงพยาบาลประมาณ 120 คนและมีโครงการจะผลิตเพิ่มอีก 150 คนตามโครงการที่ได้รับการอุดหนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ด้วยความเสียใจจากผม

6.ผลิตช่างเทคนิคกายอุปกรณ์วุฒิ ปวส ปีละ 20 คน โดยร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่เพื่อเป็นผู้ช่วยนักกายอุปกรณ์ เนื่องจากประเทศไทยขาดแคลนบุคลากรทางกายอุปกรณ์ทุกระดับอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลากรระดับปฏิบัติงานวุฒิ ปวส ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการผลิตหลังจากที่โรงพยาบาลเลิดสินยุติการผลิตในปีพศ 2535 และมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือยุติการผลิตเมื่อปีพศ 2540

7.อบรมวิธีทำขาเทียมแบบมูลนิธิฯ ให้แก่บุคลากรจากประเทศต่างๆจำนวน 7 ประเทศ ได้แก่ ปาปัวนิวกินี อินโดนีเซีย บุรุนดี เซเนกัล มาเลเซีย เมียนมา และบังคลาเทศ

8.จัดตั้งโรงงานทำขาเทียมร่วมกับสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ ( สพร ) กระทรวงต่างประเทศให้แก่ 6 ประเทศ ( อินโดนีเชีย บุรุนดี เซเนกัล เมียนมา บังคลาเทศ มาเลเซีย) พร้อมทั้งอบรมเจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศเป็นเวลา 5 เดือน คนพิการขาขาดในประเทศเหล่านั้นจึงมีโอกาสได้รับขาเทียมที่ผลิตโดยช่างในประเทศเขาเองเป็นครั้งแรก และทุกโรงงานจะมีแผ่นป้ายโลหะแสดงว่าเป็น”โรงงานขาเทียมพระราชทาน”และมีธงชาติไทยเพื่อเป็นการเผยแพร่พระบารมีของพระบรมราชวงศ์จักรีและชื่อเสียงของประเทศไทย

9.เมื่อแรกเริ่มมูลนิธิฯอาศัยส่วนหนึ่งของอาคารหน่วยเครื่องช่วยคนพิการของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสำนักงานและใช้ที่ดินของผมเป็นที่ให้บริการทำขาเทียม ค้นคว้า ประดิษฐผลิตเครื่องมือทำขาเทียมและชิ้นส่วนขาเทียม เป็นโกดังเก็บวัศดุและที่จอดรถยนต์บันทุกหกล้อที่ใช้ในการจัดหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่จนกระทั่งปี พศ 2544 เมื่อสามารถขอเช่าที่ดินจากราชพัศดุจำนวน 17 ไร่ จึงดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการ เพื่อให้บริการทำขาเทียม ค้นคว้าวิจัย ประดิษฐ ผลิตเครื่องมือทำขาเทียม และชิ้นส่วนขาเทียม อาคารที่พักของผู้พิการและญาติที่มารับบริการ อาคารที่พักสำหรับผู้มาเข้ารับการฝึกอบรมอาคารที่พักสำหรับวิทยากร และอาคารที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่ เป็นอาคารที่สง่างามและมีประโยชน์อย่างยิ่ง ริมคลองชลประทาน ณ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม นอกจากนี้ยังจัดหาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อลดรายจ่ายค่าไฟฟ้า และติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองเพื่อไม่ให้การบริการและการปฏิบัติงานต้องหยุดชงักเมื่อกระแสไฟฟ้าจากภายนอกขัดข้องมูลค่าประมาณสี่ล้านบาทโดยไม่ต้องใช้งบประมาณของมูลนิธิฯ

10.เมื่อแรกก่อตั้งมูลนิธิฯในปี พ.ศ. 2535 เมื่อผมลาออกจากมูลนิธิฯ ปี พ.ศ. 2558 มูลนิธิฯมีสินทรัพย์ 854 ล้านบาท เป็นเงินสด 777 ล้านบาท

เนื่องด้วยผมไม่สามารถปฏิบัติตามความต้องการของกรรมการท่านหนึ่ง เพราะพิจารณาแล้วว่าไม่เป็นประโยชน์แก่มูลนิธิฯแต่เป็นประโยชน์เพื่อตัวท่าน จึงมีการกล่าวให้ร้าย นินทาผมต่อกรรมการท่านอื่นทำให้ผมอึดอัดและไม่มีความสุขในการทำงานรวมทั้งได้พิจารณาแล้วว่าได้ทุ่มเททำงานให้แก่มูลนิธิฯมาเป็นระยะเวลา 22 ปีแล้ว มูลนิธิฯมีความก้าวหน้าทั้งวิธีการทำขาเทียมที่ดีให้เสร็จในเวลารวดเร็วด้วยชิ้นส่วนขาเทียมที่เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ มีรายได้และทรัพย์สินมากเพียงพอสามารถให้บริการจัดทำขาเทียมให้คนพิการขาขาดที่ยากจนด้อยโอกาสต่อไปถึงแม้นจะไม่มีผู้บริจาคเพิ่มเติม และผู้ที่เข้ามาบริหารงานต่อถึงแม้จะไม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านขาเทียมก็สามารถบริหารงานต่อไปได้ ผมจึงลาออกจากตำแหน่งกรรมการและเลขาธิการฯมูลนิธิฯเมื่อมีการเปลี่ยนประธานมูลนิธิฯคนใหม่

หลังจากที่ผมลาออกมีกรรมการบางท่านเดินสายกล่าวหา ใส่ความ ให้ร้ายผมและผู้ร่วมงานอย่างไร้ความรับผิดชอบและความละอายใจว่าร่วมกันทุจริตเป็นทีมทำให้มูลนิธิฯเสียหายถึงสองร้อยล้านบาท และกล่าวหาว่าผมแอบเปิดบัญชีรับบริจาคในนามของมูลนิธิฯและนำเงินบริจาคไปใช้ส่วนตัว นอกจากนี้ยังปลดเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติงานในมูลนิธิฯจำนวน 11 คนออกเพราะเข้าใจว่าเป็นเด็กของผมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ ตั้งใจและทุ่มเททำงานให้แก่มูลนิธิฯตลอดมาเป็นระยะเวลานานทำให้มูลนิธิฯมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นและครอบครัวต้องเดือดร้อนอย่างมาก อีกทั้งจะไปสมัครงานที่ใหนก็ลำบากเพราะมีข้อถูกกล่าวหาติดตัว ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ทำการทุจริตใดๆ เป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์อย่างไร้มนุษยธรรม

นอกจากจะถูกกล่าวร้ายใส่ความลับหลังแล้ว ผมและผู้ร่วมงานยังถูกแจ้งความดำเนินคดี พนักงานสอบสวนไม่พบว่ามีการทุจริต ก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีผมและผู้ร่วมงานทั้งๆที่พวกเรามิได้ทุจริตเพราะคณะกรรมการมูลนิธิฯเชื่อในความเท็จและความเห็นจากผู้ที่ไร้จรรยาบรรณในวิชาชีพ และเพื่อให้เจือสมกับที่ปล่อยข่าวให้ร้ายป้ายสีผมและผู้ร่วมงานก่อนหน้านี้ ผมต้องขอขอบคุณคณะเจ้าพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติงานอย่างเที่ยงตรง เหน็ดเหนื่อย ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจเถื่อน และขอบคุณอัยการที่ให้ความเป็นธรรม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมในครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงคำกลอนของท่านหลวงวิจิตรวาทการนักปราชญ์ราชบัณฑิตและอดีตปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรีที่ว่า” จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน “ และประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโรมันเมื่อ 85 ปีก่อนคริสต์ศักราชที่จอมจักรพรรดิจูเรียสซีซ่าร์ผู้เก่งกล้า สามารถนำกองทัพโรมันเข้ายึดและปกครองทวีปยุโรปทั้งทวีปและแผ่อำอาจครอบคลุมทวีปอาฟริกาถูกจอมเณรคุณชื่อ บรูตุส (Marcus Junius Brutus) ที่พระองค์ทรงชุบเลี้ยงและแต่งตั้งให้เป็นมหาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิดลอบปลงพระชนม์ด้วยมีดแทงข้างหลังขณะที่พระองค์ไม่ทันระวังตัวเพราะผมก็เจอจอมเณรคุณที่ผมเคยสอนและถ่ายทอดความรู้แทงหลังผมเช่นเดียวกัน และคำเทศนาของพระคุณเจ้ารูปหนึ่งว่า “ คนจะดีหรือไม่นั้นมิได้อยู่ที่ชาติกำเนิด การศึกษา ยศฐาบรรดาศักดิ์ หรือความร่ำรวย แต่อยู่ที่พื้นฐานจิตใจ จริยธรรมและการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดา “

ตลอดระยะเวลาของการเป็นแพทย์ 53 ปี ผมมีความภาคภูมิใจที่ได้ใช้ความรู้ช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้พิการเป็นจำนวนมากและมีความภาคภูมิใจมากที่สุดที่ได้มีโอกาสถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาทในการช่วยเหลือคนพิการขาขาดที่ยากไร้ด้อยโอกาส และด้วยพระบารมีของทั้งสองพระองค์จึงทำให้มูลนิธิฯที่เริ่มต้นจากขยะพลาสติกและห่วงอะลูมิเนียมเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าสามารถช่วยเหลือคนพิการขาขาดทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศประมาณ 24,000 คน
เพื่อมิให้เป็นเวรกรรมติดตามไป ผมได้ทำบุญแผ่เมตตาและให้อโหสิกรรมแก่ผู้ที่ใส่ร้ายและดำเนินการทำลายผม ผมเชื่อกฏแห่งกรรมใครทำกรรมอะไรไว้เขาผู้นั้นและครอบครัวคงจะได้รับผลแห่งกรรมนั้นชาติภพนี้หรือชาติภพหน้าในที่สุด

จึงขอเรียนมาเพื่อทราบและขอขอบคุณทุกๆท่านที่มีความรัก ความห่วงใย ความเชื่อมั่น และให้กำลังใจผมตลอดมา
ขอแสดงความนับถือ
นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ