หลังจากคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีข้อเสนอมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วันที่ 13 เมษายน และอยู่ระหว่างเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยประชุมในวันที่ 15 มีนาคม 2562
อ่านเพิ่มเติม>>
มติออก! ชง กก.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหญ่ชี้ขาดข้อเสนอ 13 เม.ย.ทุกปีห้ามขายเหล้า!
เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า จะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในสังคมออนไลน์ก็มีการพูดอย่างกว้างขวาง รวมทั้งในเพจGossipสาสุข
ได้อธิบายถึงไทม์ไลน์ของการเสนอเรื่องนี้ และการคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ในการห้ามขายเหล้าวันที่ 13 เมษายนของทุกปี โดยจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติชี้ขาด โดยมีเนื้อหา ดังนี้
ห้ามขายเหล้า 13 เม.ย.
เรื่องใหญ่ ที่ไม่น่าจะทำได้จริง
ดูเหมือนบรรดาเครือข่ายรณรงค์งดแอลกอฮอล์ จะผลักดัน ให้วันที่ 13 เม.ย. หรือวันสงกรานต์ เป็นวัน “งด” ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศให้ได้
นั่นแปลว่า วันปีใหม่ไทย หรือวันสงกรานต์ จะอยู่ในสถานะเดียวกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันสำคัญทางพุทธศาสนาทั้งหลาย ซึ่งห้ามขายเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกมาระบุว่า มาตรการงดจำหน่ายเครื่องดื่มมึนเมานั้น เป็นมาตรการ “ระดับเข้มข้น”
เนื่องจากในช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในวันที่ 13 เม.ย. และสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการดื่มสุรา ขั้นตอนเพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จึงอาจถึงเวลาใช้ “ยาแรง” คือการงดจำหน่ายไปเสียเลย
น่าสนใจ ก็เพราะว่า การเสนอครั้งนี้ เป็น “เรื่องใหม่” เนื่องจากวันอื่นๆ ที่งดจำหน่าย เป็นเรื่องของ “ศีลธรรม-จริยธรรม”
แต่ 13 เม.ย. จะเสนอให้งดจำหน่าย เพื่อ “ลดอุบัติเหตุ”
หากมองตัวเลขย้อนหลังกลับไป 3 ปี จะพบว่า 13 เม.ย. มีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญ
วันที่ 13 เม.ย. 2559 วันเดียว มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน 65 คน
13 เม.ย. 2560 มีผู้เสียชีวิต 79 คน
และ วันที่ 13 เม.ย. 2561 ตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นเป็นมากกว่า 90 คน
งานนี้ บรรดาเอ็นจีโอ ที่ทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต่างออกมายกมือสนับสนุน
เช่นเดียวกับ นพ.มูฮัมหมัดฟาห์มี ตาเละ นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ซึ่งออกมาระบุว่า ผู้บาดเจ็บช่วงเทศกาล มาจากการดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 66.5%
ขณะเดียวกัน การจัดอีเวนท์ช่วงสงกรานต์ ก็นำมาซึ่งการดื่มสุรา ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนมึนเมา ทำให้มีอัตราผู้เสียชีวิตสูงเช่นเดียวกัน
•
คุณหมอท่านนี้ จึงเสนออีกมาตรการที่เหนือกว่า นั่นคือการ “ควบคุม” ไม่ให้จัดอีเวนท์ที่มีเครื่องดื่มมึนเมาเป็นสปอนเซอร์
•
แน่นอน หากทำตามนี้จริง สิ่งที่ตามมาคือการเสียผลประโยชน์มหาศาลของบรรดาธุรกิจน้ำเมา ซึ่งแทบจะครอบครองตลาดการจัดอีเวนท์สงกรานต์ ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด
•
ขณะเดียวกัน เทศกาลสงกรานต์ที่เป็นอีเวนท์ระดับโลก ก็จะกลายเป็นงานที่ “ปลอดแอลกอฮอล์” ชนิดที่ทั่วโลกมึนงง เพราะจะกลายเป็นงานรื่นเริงไม่กี่แห่งในโลก ที่ห้ามขายเหล้าเบียร์
•
แต่หากจะลดอุบัติเหตุ คุณหมอมูฮัมหมัดฟาห์มี ยืนยันว่า รัฐต้องหามาตรการควบคุมอีเวนท์
•
ส่วนที่หลายคนบอกว่า การห้ามจำหน่ายสุราเพียงวันเดียว ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เพราะในที่สุด บรรดาผู้ที่ดื่มสุราก็สามารถซื้อไปกักตุนไว้ที่บ้าน เพื่อรอดื่มวันสงกรานต์วันเดียวอยู่ดี
•
คุณหมอบอกว่า การดื่มที่บ้าน จะสามารถลดอุบัติเหตุได้มากกว่า ไม่ต้องเสี่ยงกับการเดินทาง หรือเสี่ยงกับบรรดาคนเมาสุราบนท้องถนน ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า
•
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ได้ว่า การงดจำหน่ายสุราในวันดังกล่าว จะสามารถลดอุบัติเหตุได้จริงหรือ เพราะในบริบทแบบไทยๆ งานรื่นเริง เทศกาลเฉลิมฉลอง มิอาจหนีพ้นการดื่มสุรา
•
นอกจากนี้ หากศึกษาตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุดีๆ จำนวนผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ล้วนมาจาก “มอเตอร์ไซค์” และเกิดขึ้นใน “ถนนสายรอง”
•
คำถามก็คือ หาก 13 เม.ย. งดจำหน่ายสุราในห้างสรรพสินค้า ในร้านสะดวกซื้อ หรือในร้านอาหารจริง ในที่สุด คนที่ดื่มอยู่แล้ว ก็จะมีแก้ปัญหาด้วยการ “รวมตัว” เพื่อดื่มสุราในเคหะสถานของใครสักคนหรือไม่
•
และเมื่อเดินทางยากลำบากมากขึ้นในการเดินทางไปรวมตัวกัน รวมถึงต้องใช้ถนนสายรอง สุดท้ายก็อาจหนีไม่พ้น “ความเสี่ยง” ที่จะเกิดอุบัติเหตุอยู่ดี
•
ที่สำคัญคือ ในเมื่อรัฐบาลได้รับ “รายได้” จากการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ในแต่ละปีมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 2.6 ล้านคน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้
•
การงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงสงกรานต์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะส่งผลกระทบกับเม็ดเงินสะพัด ซึ่งถือเป็นความหวังหนึ่งของทั้งรัฐบาล ทั้งผู้ประกอบการ ในการหารายได้เข้าประเทศ
•
ขั้นตอนต่อไป ต้องติดตามต่อว่า คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะตัดสินใจ “เอาด้วย” หรือไม่
•
แต่เชื่อว่า เรื่องนี้คงผ่านได้ไม่ง่ายนัก เพราะมีบรรดา “ผู้เกี่ยวข้อง” เสียผลประโยชน์มากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว
•
ที่สำคัญการ “ทุบหม้อข้าว” บรรดาทุนน้ำเมา ซึ่งถือเป็นทุนประชารัฐ “ผู้มีพระคุณ” ต่อรัฐบาลชุดนี้ น่าจะเป็นไปยาก ถึงยากที่สุด…

