โซเชียลฯแชร์อาลัยกม.กัญชาไทย ตัดพ้อแทน ‘เดชา ศิริภัทร’ ผู้เสียสละ

5.04.19 | 21:24 น.

เมื่อวันที่ 5 เมษายน มูลนิธิชีววิถี โพสต์เฟซบุ๊ก BIOTHAIระบุถึง “เดชา ศิริภัทร” ครูผู้สอนเรื่องข้าว และเกษตรกรรมที่ยั่งยืน  ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องกัญชารักษาโรคมานานมากกว่า 20 ปี และในช่วง 10 ปีมานี้เขาค้นคว้าเสาะแสวงหาความรู้ ทดลองด้วยตัวเอง และลงมือทำแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาโรคแก่ผู้คนไม่เลือกหน้าให้หลุดพ้นจากโรคร้าย โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทนนั้นได้เสียชีวิตลง

อ่านเพิ่มเติม>>

ไบโอไทย โพสต์ถึง ‘เดชา ศิริภัทร’ ครูผู้สอนเรื่องข้าว -กัญชารักษาโรคกว่า 20 ปี

นอกจากเฟซบุ๊กไบโอไทย ในสังคมออนไลน์ต่างแชร์เรื่องราวการเสียสละของ “เดชา ศิริภัทร” อาทิ  น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ โพสต์ในเฟซบุ๊กระบุว่า “อย่าให้การจับกุมทีมงานเดชา สะท้อนนโยบายผูกขาดกัญชาเพื่อกลุ่มทุนใหญ่ของรัฐบาลคสช.ใช่หรือไม่”

น.ส.รสนาระบุว่า ตนเองรู้จักนายเดชา มานานกว่า 35ปี โดยนายเดชาเป็นคนที่มุ่งมั่นจะพัฒนา และรักษาสายพันธุ์ข้าวไทยไว้เพื่อคนไทย และเป็นคนที่ต่อสู้กับการผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช และสารเคมีทางการเกษตรของกลุ่มทุนด้านเกษตรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อให้ชาวนาและเกษตรกรไทยสามารถพึ่งตนเองได้ และผู้บริโภคมีอาหารที่ปลอดภัย

Advertisement

“พี่เดชาทำแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่มีความคิดในการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงไม่น่าแปลกใจในเรื่องกัญชาเพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของประชาชนที่พี่เดชาได้ทุ่มเทศึกษามาเป็นเวลานับสิบปี โดยทดลองรักษาตัวเองก่อนเมื่อได้ผลดีแล้ว จึงทำยามามอบให้วัดต่างๆแจกฟรีให้กับผู้ป่วย พี่เดชาและทีมงานอาศัยเงินจากการอบรมความรู้เรื่องกัญชา ที่เก็บคนละ2พันบาท หลังหักค่าใช้จ่ายการอบรม ค่าที่พัก ค่าอาหารแล้ว นำมาเป็นทุนเพื่อทำน้ำมันแจกฟรีให้กับผู้ป่วย”น.ส.รสนา ระบุ

น.ส.รสนา ระบุว่า นอกจากโรคมะเร็งแล้ว ยังมีคนป่วยด้วยอาการ อื่นๆที่หายด้วยน้ำมันสกัดกัญชา ที่น่าสนใจมากเช่นอาการปวดไมเกรน ที่คนไข้ต้องฉีดเสตียรอยส์เข้าก้านสมอง หรือโรคลมชัก อาการอัลไซเมอร์ ที่ผู้ป่วยนอนติดเตียง ฯลฯ คนเหล่านี้มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ดิฉันอดแปลกใจไม่ได้ที่มีข่าวปรากฎในสื่อมวลชนว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 มีตำรวจปปส.บุกเข้าไปตรวจจับกัญชาที่มูลนิธิข้าวขวัญ ในขณะที่พี่เดชาเดินทางไปบรรยายที่ประเทศลาวและจับกุมทีมงานของพี่เดชาไปเก็บตัวไว้ถึง 72 ชั่วโมง ทั้งที่ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงนิรโทษกรรม 90วัน (ตั้งแต่ 25 ก.พ – 25 พ.ค 2562) ตามพ.ร.บ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ 2522 แก้ไขปี 2562 ที่ได้ปลดล็อคกัญชาจากยาเสพติดประเภทที่5 ให้สามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์ได้ ตามมาตรา22 แห่งพ.ร.บ ที่แก้ไข และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข มีประกาศหลักเกณฑ์การนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาเพื่อการแพทย์” น.ส.รสนา ระบุ

น.ส.รสนา ระบุว่านายเดชาไม่ได้มีกัญชาไว้เพื่อจำหน่าย แต่มีไว้เพื่อมอบต่อให้วัดเป็นผู้แจกกับผู้ป่วยแบบให้เปล่า โดยให้ผู้ป่วยได้มารับศีล และฟังธรรมจากพระในวัดนั้นๆ นับเป็นการใช้วัฒนธรรมพุทธศาสนาที่เน้นการแบ่งปันเกื้อกูลกันตามหลักของทาน และศีลในพุทธศาสนาข้อตอบแทนจากผู้ป่วยคือข้อมูลอาการเจ็บป่วย และผลหลังจากการใช้ยา ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์เพื่อประโยชน์ของคนไทยต่อไป

“ดิฉันจึงมีความเห็นว่าทางตำรวจสมควรพิจารณางดเว้นการจับกุมในช่วงเวลานิรโทษกรรม 90วัน การเข้าจับกุมทีมงานของคุณเดชา ศิริภัทร ทั้งที่กฎหมายเปิดโอกาสการนิรโทษกรรมอยู่นั้น ยิ่งจะทำให้สังคมเข้าใจไปได้ว่า การจับกุมครั้งนี้เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม หยุดยั้งงานที่ทำเพื่อมนุษยธรรมในการช่วยเหลือผู้ป่วยได้รับยาแบบให้เปล่าหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเปิดทางให้กลุ่มทุนใหญ่สามารถผูกขาดการปลูก การสกัด และการจำหน่ายในอนาคตด้วยข้ออ้างในเรื่องความมีมาตรฐาน ใช่หรือไม่”

น.ส.รสนากล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อแสดงความจริงใจว่าการปลดล็อคกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์นั้นทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ข้อแนะนำคือ ในกรณีของนายเดชา รัฐบาลควรให้มีหน่วยงานราชการ เช่นโรงพยาบาลของรัฐ อย่างร.พ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ,ร.พ ที่พะเยา หรือร.พ ใดๆที่มีความสนใจ และความพร้อม หรือมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนอย่าง มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นต้น มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับงานศึกษาวิจัยของคุณเดชา เพื่อให้การสกัดน้ำมันกัญชาเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและความปลอดภัย และควรเชิญบุคคลอย่างนายแพทย์ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรค และอาการทางจิตประสาท มาร่วมเป็นพี่เลี้ยง หรือคณะกรรมการในการศึกษาและการวิจัย ซึ่งงานเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสำรวจรวบรวมอาการของโรค ที่กัญชาสามารถใช้รักษา และบรรเทาอาการได้ หากทำได้เช่นนี้ ประชาชนจึงจะเชื่อในความจริงใจของรัฐบาลคสช.ว่ามุ่งปลดล็อคกัญชาเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นการจับกุมทีมงานและนายเดชา ศิริภัทร อาจกลายเป็นการสะท้อนนโยบายผูกขาดกัญชาเพื่อกลุ่มทุนใหญ่ของรัฐบาลคสช.ก็ได้ ใช่หรือไม่

ด้าน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิบการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Arthit Ourairat ซึ่งเป็นภาพนายเดชา โดยภายในภาพเขียนข้อความว่า กฎหมายล้าหลัง ผู้แจกจ่ายน้ำมันรักษาโรคถูกจองจำเพื่อปลดดทุกข์ผู้ป่วยโรคร้าย พร้อมทั้งเขียนระบุว่า “บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย ยุคศรีธนนชัย ทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี”

ขณะที่นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก  ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha  ระบุว่า

เราเรียกกัญชาว่าเป็นพืชแห่งความเมตตา
เราคนไทยต่างต้องการให้สามารถใช้กัญชาเปรียบเสมือนเป็นยาประจำบ้าน
ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ชมรมใต้ดินต่างช่วยกันศึกษาพัฒนาปรับปรุงจนกระทั่งได้กระบวนการวิธีการในการเพราะปลูกสกัดอย่างง่ายๆเพื่อใช้ในการรักษาตัว

สามารถใช้กันได้ตั้งแต่อาการปวดทุกชนิดโดยที่ไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดซึ่งถ้าท่านมากท่านนานมีผลต่อกระเพาะ ต่อไตและทำให้หัวใจวาย

สามารถใช้ในการผ่อนคลายความวิตกกังวลนอนไม่หลับ หดหู่ เบื่อหาร

รวมกระทั่งถึงภาวะที่ยาปัจจุบันต่างมีข้อจำกัดโดยที่ไม่สามารถชะลอโรคหรือรักษาโรคได้โดยเฉพาะโรคทางสมอง

กฎหมายที่ออกมาโดยสำนักอาหารและยา ผ่านมาจากกระทรวงสาธารณสุข เป็นการสวนทางกับความตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะให้มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่โดยที่ลดการใช้ยาแผนปัจจุบันที่พิสูจน์แล้วว่าอาจมีข้อจำกัดและไม่มีประสิทธิภาพจริง และนำเงินเป็น แสนล้าน ในการปฏิรูประบบสาธารณสุขให้เป็นเรื่องเป็นราว

กฎหมายที่ออกมาถึงกับเข้าไปควบคุมชมรมซึ่งพิสูจน์ตัวเองมาตลอด ถึงจิตกุศลและความตั้งใจดีรวมทั้งประโยชน์ที่คนป่วยคนยากไร้ได้รับเต็มที่

คนไทยต้องถามด้วยใจถึงผู้ที่ออกกฏหมายและเข้าไปทำการจับปรับ ผู้ป่วยที่ยังต้องใช้ยาพึ่งยากัญชาและผู้ปลูก รายบุคคลที่นำมาช่วยคนป่วยในครอบครัวหรือเพื่อนบ้าน

ทำไมคุณใจร้ายขนาดนั้น ไม่เคยนึกถึงคนไทย คนป่วย คนส่วนรวมเลยหรือ?

เสียใจและหดหู่ ไม่ใช่เรื่องนี้ เรื่องเดียว สารเคมีพิษฆ่าหญ้า แมลง ใช้ต่อ อย่างถูกกฎหมายและส่งเสริมการใช้

คนไทยครับ ทนกันไป