เมื่อวันที่ 19 พ.ค. โลกออนไลน์มีการแชร์เรื่องราวจากเพจ เมตตารักษ์ หน่วยดูแลประคับประคอง โรงพยาบาลอุดรธานี เล่าเรื่อง ความต้องการสุดท้าย ของผู้ป่วย ที่ต้องการการการยุติเครื่องพยุงชีพ และยอมรับการตายตามธรรมชาติ โดยเล่าว่า
#หอผู้ป่วยเบาใจ
คนไข้ป่วยด้วยเส้นเลือดสมองตีบ มีสมองบวม ต้องผ่าตัด หลังผ่าตัดก็ไม่รู้สึกตัว ไม่มีการตอบสนอง
คนไข้เคยสั่งไว้เป็นหนักหนาในตอนที่ยังปกติ ว่า “อยากจากไปอย่างสงบ อย่ายื้อ อย่าเจาะคอ อย่าปั๊มหัวใจ”
Living will ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ลูกๆทุกคนยึดถืออย่างเคร่งครัด คนไข้เป็นที่รักของคนมากมาย มีหลายเสียงกังวล และห่วงใยในการตัดสินใจยุติการพยุงชีพ “เราทำถูกต้องมั้ย” “สิ่งที่ทำเป็นการทำการุณยฆาตหรือไม่”
ลูกๆต้องมีความเข้มแข็งอย่างมาก ในการยืนยันตามเจตนารมณ์คนไข้
นี่คือ ความปรารถนาสุดท้ายที่คนไข้ต้องการ
นี่คือความเคารพรัก ให้เกียรติในการตัดสินใจ ที่ลูกๆมีต่อแม่
วันนี้เราจึงได้ย้ายคนไข้มาที่หอผู้ป่วยเบาใจ เพื่อยุติเครื่องพยุงชีพทุกอย่างและถอดถอนท่อช่วยหายใจ
ก่อนถอดท่อ เราพาญาติและเจ้าหน้าที่ ขอขมาในสิ่งที่อาจจะเคยล่วงเกิน ให้เวลากับทุกคนจนเต็มที่ เพราะเราบอกเวลาไม่ได้ว่าคนไข้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน การเอาท่อช่วยหายใจออก คือการหยุดแทรกแซงธรรมชาติ คนไข้จะอยู่ต่อตามเวลาของเขา
การยุติเครื่องพยุงชีพจึงไม่ใช่การทำการุณยฆาต แต่เป็นการยอมรับการตายตามธรรมชาติ ต่างหาก
เรามีหน้าที่แค่ให้ยาตามอาการ เช่น ลดเสมหะ ลดอาการหอบ และให้เวลากับญาติๆได้อยู่ใกล้ชิด พูดข้างหู สัมผัสเบาๆ ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นมาก
คนไข้คนนี้ อาจจะอยู่ได้อีกสักพัก ระยะเวลาที่เนิ่นนานออกไปอาจจะทำให้ญาติเริ่มลังเล แต่ในแง่หนึ่งเวลานี้คือ เวลาให้ญาติทำใจ คนไข้เองกำลังให้โอกาสทุกคนที่ท่านรักได้ผ่อนคลาย ได้เข้ามาร่ำลาก่อนท่านจะเดินทางไกลไปพร้อมกับความรักมากมาย
ลองมองในทางกลับกัน
หากคนไข้ยังอยู่ที่วอร์ดสามัญ ญาติจะได้เข้าเยี่ยมตามเวลา คนไข้จะถูกดึงรั้งด้วยเครื่องมือต่างๆมากมาย เราอาจไม่รู้ว่าคนไข้เจ็บปวดหรือไม่ ยังมีความรู้สึกมั้ย แต่หากจิตท่านยังรับรู้ ท่านคงจะบอกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เคยสั่งไว้ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการ
“Living will หรือ ความต้องการสุดท้าย”
จึงจำเป็นมาก บอกลูกหลานญาติมิตรให้รับทราบ เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้รับการดูแล ตามความต้องการ อย่างสมศักดิ์ศรี


