หน้าแรก เกาะกระแสโซเชียล สาวเล่าประสบก...

สาวเล่าประสบการณ์ ประตูรถเมล์หนีบ เจ็บจนร้องไห้ คนขับอ้าง แจ้งเสียแล้ว แต่ไร้การซ่อม

27.08.19 | 20:13 น.

โลกออนไลน์แชร์เรื่องราวจาก แฟนเพจ Cashchii’s Journey โพสต์เล่าประสบการณ์โดนประตูรถเมล์หนีบครั้งแรกในชีวิต โดยเล่าว่า เมื่อรถเมล์จอดสนิทและประตูรถเปิดก็ได้ก้าวลงไปแต่ยังไม่ทันก้าวพ้น ประตูก็ถูกหนีบทั้งแขนและเท้าซ้าย

ด้วยความตกใจจึงร้องบอกว่าประตูหนีบ แล้วพยายามเอาอีกมือดันประตูให้เปิดก่อนจะดึงแขนซ้ายออกมาได้ แต่ยังไม่ทันดึงขาซ้ายออกมา ประตูก็ปิดซ้ำอีกจนยืนไม่ไหวทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น ซึ่งมีผู้โดยสารคนอื่นเข้ามาช่วย พอประตูเปิดก็พยายามพยุงตัวขึ้นเกาะเสาไว้และร้องไห้ ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เท้าชาจนต้องมีคนมาพยุงไปนั่ง

โชคดีที่มีคนใจดีเข้ามาช่วย และโชคดีที่คนขับรถเมล์และกระเป๋ารถเมล์ไม่ได้หนีและลงมาดูอาการ โดยคนขับบอกว่า ประตูรถเสียมาสักพักแล้ว แจ้งแล้ว แต่ไม่มีการซ่อม หากมีอะไรก็ให้ติดต่อไป ก่อนจะขอตัวไปส่งผู้โดยสารคนอื่นๆ

กระทั่งถึงบ้านก็ได้เช็กร่างกายตัวเองพบว่า ไม่มีอะไรผิดปกติในตอนนี้ นอกจากเจ็บข้อเท้านิดหน่อย กับข้อมือขวาที่รู้สึกปวดบ้างบางจังหวะ และที่นำมาโพสต์เพราะต้องการให้ทุกคนระวัง พร้อมกับขอให้รถเมล์ไทยพัฒนาขึ้น อะไรเสียก็ต้องซ่อม ไม่เช่นนั้นผู้โดยสารอาจได้รับอันตรายได้

รีวิวการถูกประตูรถประจำทางสาย 178 หนีบเป็นครั้งแรกในชีวิต

Advertisement

—————————————————————————–

หม่าม้าบอกว่าถึงบ้าน ทำใจให้สบาย แล้วให้เขียนไว้นะลูก ก็เลยจะมารีวิวการถูกประตูรถหนีบเป็นครั้งแรกในชีวิต

เรื่องเกิดจากวันนี้ เราตัดสินใจยังไงไม่รู้ ทั้งๆที่ฝนตกแต่เลือกที่จะนั่งรถเมล์ พอดิบพอดีกับเห็นรถเมล์สาย 178 ผ่านมา

ก็เลยวิ่งไปขึ้น โชคดีวันนี้คนไม่มาก ได้นั่งหลังจากที่ต้องยืนบนเรือมายาวนาน

ตอนจ่ายเงินก็นึกอย่างไรไม่รู้ มองชื่อพนักงานเก็บเงินว่าเขาชื่ออะไรนะ เพราะเหมือนเคยเจอไปแล้วรอบนึง

ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไร แค่อยากเล่า 5555

ถึงป้ายรถเมล์ที่เราต้องลง เราก็เลยไปยืนรอหน้าประตูรถ อย่างที่บอกไปเมื่อสักครู่ว่าคนไม่เยอะมาก วันนี้เราเลยยืนเป็นคนแรกที่จะได้ลง
เมื่อรถจอดสนิทและประตูรถเปิด จังหวะนั้นเราจึงก้าวลงไป
แต่โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย
ยังไม่ทันก้าวพ้น ประตูก็หนีบทั้งแขนและเท้าซ้าย
ด้วยความตกใจ เราจึงร้องบอกว่าประตูหนีบ แล้วพยายามเอาอีกมือดันประตูให้เปิด
ประตูก็เปิดออก เราก็เอาแขนซ้ายออกมาได้ แต่ยังไม่ทันดึงขาซ้ายเจ้ากรรมออกมา ประตูก็ปิดซ้ำอีกที
คราวนี้ยืนไม่ไหว ทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นแล้วกรี้ด พร้อมเสียงผู้โดยสารอีกเยอะแยะที่ช่วยกันตะโกนบอกว่า ประตูรถเมล์หนีบคน !
พอประตูเปิด สิ่งแรกที่ทำคือพยุงตัวเองขึ้น เกาะเสาไว้ และร้องไห้เหมือนคนบ้า
ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกนอกจากร้องไห้และพยายามขยับเท้าดู แต่คงเพราะตกใจ เท้าชาไปหมด ขยับไม่ได้ จนต้องมีคนมาพยุงไปนั่ง

โชคยังดีที่มีคุณป้าและคุณน้าที่ใจดีสองสามคนมาช่วยดูแล โทรหาน้องชายให้
และโชคดีเช่นกันที่กระเป๋ารถเมล์และคนขับไม่ได้หนี แต่กลับลงมาดูอาการ
แม้คนขับจะเอาแต่พูดว่า เป็นอะไรไหม ไม่เป็นไรหรอก แค่ตกใจแหละ มีอะไรก็โทรมา
นี่ก็เออ หนูไม่เป็นไรค่ะ ไปส่งผู้โดยสารคนอื่นต่อเถอะค่ะ เพราะจังหวะนั้นเงยหน้ามา ก็มีทั้งคนที่ตกใจกับเรา ทั้งที่มองแบบ ชั้นทำเขาเสียเวลา
เลยได้แต่พูดว่า หนูไม่เป็นไรค่ะ ไม่เจ็บค่ะ แค่ตกใจ ไปส่งคนอื่นเถอะค่ะ ทั้งๆที่น้ำตาก็ไหลไม่ยอมหยุดซักที ปั้ดโถโว้ย

คุณลุงที่อยู่แถบๆนั้นก็ช่วยถามคนขับไว้ว่า ทำไมเป็นแบบนี้ ประตูนี่เสียมานานหรือยัง
คนขับรถเมล์ก็ตอบว่า เสียมาสักพักแล้ว แจ้งแล้ว แต่ไม่มีการซ่อม มีอะไรก็ให้น้องเค้าโทรมา
เค้าบอกชื่อไว้ แต่เราอ่ะ ตกใจไง จำไม่ได้ จำได้แต่ชื่อพนักงานเก็บเงิน แต่ก็จำนามสกุลเขาไม่ได้อยู่ดี

สุดท้าย เขาก็ขออนุญาตไปส่งผู้โดยสารคนอื่นๆต่อ ซึ่งเราก็อยากให้ไปเถอะค่ะ แม้ชั้นยังสติแตกร้องไห้ แต่ไม่อยากโดนสาปให้เจ็บกว่าเดิม อีกทั้งโชคดีที่มีคุณป้ากับคุณน้าดูแลอยู่

คุณน้าใจดีมาก อาสานั่งแท็กซี่เข้ามาส่งถึงบ้าน เพราะบอกว่าเห็นแล้วเหมือนลูก ตกใจแทนมากๆ แต่ก็ยังคงกำชับให้แจ้งขสมก.และดูแลตัวเอง ถ้าปวดหรือบวมก็ไปหาหมอนะลูกตลอดทาง

อื้มม ตอนนี้ก็ถึงบ้านดีแล้ว เช็คร่างกายตัวเองไม่มีอะไรผิดปกติในตอนนี้ นอกจากข้อเท้าที่เจ็บนิดหน่อย กับข้อมือขวาที่รู้สึกปวดบ้างบางจังหวะ และถึงบ้านก็อยากกราบกระเป๋าที่ช่วยรับช่วงตัวไม่ให้กระแทกเสาไว้ น้องเลอะเทอะไปหมดเดี๋ยวก็ต้องเอาไปซักแล้วแหละ

ก็อยากจะบอกทุกคนว่า ให้ระวังตัวเองเสมอ เราไม่รู้ว่าชีวิตบนถนนกรุงเทพฯเราจะเจอเรื่องเลวร้ายอะไรบ้าง อย่าเล่นโทรศัพท์ระหว่างขึ้นลงรถโดยสารเด็ดขาด เรื่องของเรายังโชคดีเพราะเราไม่ได้หยิบมือถือออกมาเล่นระหว่างขึ้นหรือลงรถเลย

สุดท้ายนี้ ก็อยากจะพูดอย่างนึง “เมื่อไหร่รถเมล์ประเทศไทยแม่งจะดีขึ้นสักที เสียมาเป็นชาติ ถ้ามันนานมากขนาดเคยเป็นรถตั้งแต่สมัย 3.50 บาทยัน 8 บาทก็เปลี่ยนไม่ก็ซ่อมซักทีสิโว้ย”

“กรุงเทพฯชีวิตไม่ดีซักทีเลย แม่งเอ้ย!!”

จบการรีวิวค่ะ