กรณีมีการแสดงผลงานศิลปะของนักศึกษาสาว ที่วาดภาพพระพุทธรูปอุลตร้าแมน ภายหลังผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยตัวแทนจากสถาบันการศึกษา นำเจ้าของผลงานไปขอขมาต่อเจ้าคณะจังหวัด โดยเจ้าตัวกล่าวทั้งน้ำตาว่าไม่มีเจตนาลบหลู่ แต่ต้องการสะท้อนว่าพระพุทธเจ้า เปรียบเสมือนฮีโร่ ที่ทำให้โลกสงบสุข
ต่อมา อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ได้โพสต์คลิปผ่านเฟชบุ๊กของลูกศิษย์ มีเนื้อหาพูดถึงกรณีนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา วาดภาพพระพุทธรูปอุลตร้าแมน
อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า เห็นคนออกมาด่า ว่าเด็ก แล้วรู้สึกเศร้าใจ บ้านเมืองเรามักจะพบปัญหา และแย่ลงมาโดยตลอด ทั้งๆที่เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการรวม มีการเปลี่ยนแปลงแบบคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมีความกล้า แต่กลับถูกด่าจนเด็กกลัวแล้วไม่กล้าทำสิ่งใดอีกเลย
บ้านเมืองเราแย่ลงเพราะเอาแต่ลอกเลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่าง จึงทำให้คนของเราคิดไม่เป็น ไม่กล้าคิด เมื่อไม่แตกต่างก็ไม่เจริญ ทั้งๆที่การคิดใหม่สร้างใหม่คือสิ่งที่สุดยอด
“ผมจึงอยากจะบอกนักศึกษาที่เขียนรูปนี้ เขาเขียนตามความคิดว่าอุลตร้าแมนเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้เขา เขาเห็นว่ามีความเป็นฮีโร่ มีคุณงามความดี และปกป้องรักษาโลก เด็กจึงแทนที่ใบหน้าด้วยอุลตร้าแมน แต่เศียรยังคงเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ เพื่อบอกถึงคุณงามความดี แล้วสื่อไปถึงคนรุ่นใหม่เหมือนเขา โดยที่ไม่ได้เอาเศียรไปใส่กับซาตาน หรือตัวละครในหนังที่ชั่วร้าย แต่นำไปใส่กับตัวละครที่ดีที่สุด มีคุณธรรมศีลธรรม คอยปกป้องรักษาโลก”
“ดังนั้นการไปมองว่าลบหลู่ศาสนา จึงเป็นเรื่องบ้าบอคอแตก และถึงขึ้นให้เด็กไปกราบไหว้ขอโทษก็ทำให้เด็กสั่นไหว และส่งผลถึงเด็กทั่วประเทศ เพราะต่อไปถ้าผู้ใหญ่ด่าเขาก็จะไม่กล้าทำอะไรอีก และหันไปลอกเลียนแบบ ผมถามว่าเด็กที่วาดรูปพระพุทธเจ้าให้เหมือนมากที่มีกี่คน คำตอบคือมีจำนวนมาก แต่คนที่กล้าทำให้เกิดความแตกต่างมีบ้างไหม คำตอบคือน้อย และเด็กคนนี้กล้า และไม่ผิดด้วย เนื่องจากเป็นอุลตร้าแมนที่เป็นตัวละครดีที่สุด ตามสติปัญญาของเด็ก”
ล่าสุด พระมหาไพรวัลย์ วรรณบุตร แห่งวัดสร้อยทอง แสดงความเห็นเรื่องนี้ว่า มีประเด็นที่อาตมาอยากจะชวนคิดต่อนะ คืออาตมารู้สึกทั้งตลกและสังเวชเวทนาไปพร้อมพร้อมกัน เวลาที่ได้อ่านคอมเม้นต์ของคนพุทธบางกลุ่ม ซึ่งมักจะใช้วิธีการโจมตีคนอื่น ที่คิดไม่เหมือนกับตัวเองว่า ไม่ปกป้องพระพุทธเจ้าบ้าง ไม่รักพ่อตัวเองบ้าง หรือแม้แต่เลยเถิดไปจนถึงว่าอกตัญญูและเนรคุณ
เห็นวิธีคิดแบบนี้แล้วอาตมานึกถึงสมัยพุทธกาล ตอนที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ก็มีคนประเภทแบบนี้เยอะเหมือนกัน เป็นพระด้วยนะ คือคนประเภทว่า ถ้าเห็นใครไม่ทำอะไรเหมือนตนเองหรือเหมือนคนกลุ่มใหญ่ ก็จะต้องใช้ความอคติเข้าไปตัดสินทันทีว่า คนพวกนี้ไม่มีความรัก ไม่มีความศรัทธา วิธีคิดและพฤติกรรมของคนประเภทนี้มีมานานแล้ว มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลเลยทีเดียว
มีเรื่องเล่าของพระติสสะ ที่อาตมาอยากจะยกขึ้นมาสาธกให้ฟัง คือตอนที่พระพุทธเจ้าประกาศจะปรินิพพานภายในอีก ๔ เดือนข้างหน้า ปรากฎว่าพระรูปอื่น พอได้ยินแบบนี้ ก็พากันไปเฝ้าแหนติดตามพระพุทธเจ้าอยู่ทุกที่ไป มีเพียงพระติสสะรูปเดียว ที่คิดต่าง คือพอท่านรู้ว่าพระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพาน ท่านตีตัวออกจากพระรูปอื่นทันที อยู่คนเดียวในอิริยาบท ๔ ตั้งใจที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อให้บรรลุธรรม
และแน่นอนโยมน่าจะเดาถูก พอพระติสสะ ไม่เข้าสมาคมไม่ไปเฝ้าแหนพระพุทธเจ้า ไม่เกาะกลุ่มปรึกษาอยู่กับพระสงฆ์รูปอื่นอื่น ปรากฎว่า พระส่วนใหญ่ ไปตีความว่าพระติสสะ เป็นคนไม่มีความรักต่อพระพุทธเจ้า (อกตัญญู) แล้วก็นำเรื่องนี้ไปฟ้องพระองค์
พระพุทธเจ้าท่านเป็นคนมีเหตุผลนะ เวลามีเรื่องอะไร ท่านจะเรียกคนที่ถูกกล่าวหามาถามก่อน ถามให้ได้ความสัตย์แล้วจึงค่อยตัดสิน นี่คือคนแบบพระพุทธเจ้า คือท่านไม่เชื่อคำฟ้อง ไม่เชื่อคำกล่าวหาของใครง่ายง่าย
พอเรียกพระติสสะมาตรัสถามได้ความ แทนที่พระพุทธเจ้าจะตำหนิพระติสสะตามคำกล่าวหาของพระส่วนใหญ่ ท่านกลับตรัสสอนพระส่วนใหญ่ที่ไปฟ้องเสียเองว่า ถ้ารักพระองค์จริง ก็ควรเป็นแบบพระติสสะเถอะ
นี่พระพุทธเจ้าท่านเป็นแบบอย่างที่ดีมากเลย ท่านเปิดโอกาสให้คนได้พูด ได้อธิบาย น่าเสียดายที่คนพุทธในสังคมนี้ ซึ่งอ้างว่าเคารพศรัทธาท่านนักหนา ไม่เอาเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้เลย
ที่สำคัญมีเรื่องที่ควรจะต้องรู้ไว้ก็คือว่า ถ้าใครก็ตามซึ่งอ้างความรักความศรัทธาต่อตัวท่านในทางที่ผิด ท่านตำหนิหมด ท่านไม่ใช่ว่าจะเห็นด้วยนะ ไม่ใช่ว่าอ้างว่ารักท่านแล้วจะทำอะไรก็ได้ พระวักกลิ นี่หลงในรูปกายของพระองค์มาก ตามส่องดูอยู่ทุกที่ที่ไป แต่ทรงเห็นว่า การที่พระวักกลิทำแบบนี้ ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวพระวักกลิเอง ถึงกับตรัสไล่ให้ไปให้พ้นในตอนแรกเลยทีเดียว
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เคารพรักท่านมาก ถึงขนาดไม่กล้าทูลถามปัญหาสักคำหนึ่ง เพราะกลัวว่าท่านจะลำบากใจ พระพุทธเจ้ารู้อย่างนั้น ก็ตำหนิความรักความเคารพเช่นนั้นของอนาถบิณฑิกเศรษฐีอีก ท่านบอกว่าที่ท่านบำเพ็ญบารมีมาถึงขนาดนี้ ก็เพื่อต้องการอยากจะแสดงธรรมต่อคนอื่น แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กลับปกป้องท่านในฐานะที่ไม่ควรจะปกป้อง (รักในทางที่ไม่ถูก)
อาตมาเห็นปรากฎการณ์จากเรื่องพระอุลตราแมนแล้ว อาตมานึกถึงเรื่องเล่าเหล่านี้ในสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านยังอยู่เลยนะ นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ นึกถึงว่า ถ้าท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ท่านจะต้องไม่ยอมให้ใครมาขอขมาท่าน เพียงเพราะคนคนนั้นนับถือท่านในมุมมองที่ต่างจากคนอื่น และเพียงเพราะว่าคนคนนั้นถูกกล่าวหาจากคนส่วนใหญ่ พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนเช่นนั้นแน่ๆ

