อุ๊ หฤทัย เปิดใจหมดเงินเป็นล้านพิสูจน์ภาพ ‘แวนโก๊ะ’ ลั่นไม่มโน หากไม่จริงก็จะได้ไม่ค้างคา

11.10.19 | 20:21 น.

“อุ๊ หฤทัย” หมดเงินเป็นล้านพิสูจน์ภาพแวนโก๊ะ มั่นใจไม่ได้มโน เดินหน้าพิสูจน์เพราะไม่อยากค้างคา 

ในรายการ “เรื่องลับมาก (NO CENSOR)” ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.00-14.50 น. ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 วันที่ 10 ตุลาคม ที่มี บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นพิธีกร อุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี ได้เปิดใจในรายการ ถึงเรื่องการพิสูจน์ภาพแวนโก๊ะดังกล่าว

ภาพยังประเมินอยู่?
“ยังอยู่ในกระบวนการ เดินหน้าพิสูจน์หาความจริง ไม่มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือทฤษฎีใดมาล้มล้างข้อสันนิษฐานได้ เราจึงต้องเดินหน้าต่อเพื่อไขข้อสงสัย เพราะหลักฐานที่เราได้ทางวิทยาศาสตร์และเรียงร้อยเพื่อเทียบเคียงประวัติศาสตร์รวมทั้งรูปแบบการวาดอาร์ติสติก สามประเด็นนี้สอดคล้องและเชื่อมโยง ซึ่งหมายความว่าเป็นไปได้มาก”

ยืนยันว่าเป็นภาพของจริง?
“เราจะยืนยันไม่ได้ นอกจากสถาบันที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้ยืนยัน อุ๊ได้แต่ตั้งข้อสันนิษฐาน รอเพียงแต่ผู้มาล้มข้อสันนิษฐาน โดยใช้การวิจัยหรือกระบวนการวิทยาศาสตร์”

คนสนใจว่าเท่าไหร่ ขายได้พันล้านจริงหรือไม่?
“เรื่องมูลค่าอยากให้อยู่ท้ายที่สุด เพราะกระบวนการพิสูจน์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย นักวิทยาศาสตร์ทำการพิสูจน์ภาพวาดเป็นครั้งแรก ในไทยเป็นครั้งแรก องค์ความรู้นี้ในประเทศไทยไม่มีให้เน้นเรื่องของหลักฐาน ทุกสิ่งที่เราศึกษาเป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำมาก่อน ใช้การศึกษาและวิเคราะห์ต้นแบบจากระดับโลกเทียบเคียงมา”

Advertisement

คนมองว่ามโนเปล่า ภาพปลอม?
“มโนไม่ได้ ทุกอย่างมาจากหลักฐานความเชื่อมโยง ถ้าเราไม่พบความเชื่อมโยงหรือหลักฐานบ่งชี้ว่ามันไม่ใช่ เรื่องมันก็แทงตกไป แต่หลักฐานความเชื่อมโยงมีมากมายเหลือเกินเราก็ต้องเดินหน้าต่อ เพื่อประโยชน์ตัวอุ๊เอง ถ้าอุ๊ไม่ทำใครจะทำ เพราะอุ๊เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง อุ๊ไม่มีอะไรจะเสีย รักและสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว”

ตอนนี้เสียเงินกับการพิสูจน์ไปเท่าไหร่?
“เกือบๆ 1 ล้านบาท เฉพาะแล็ปสวิตเซอร์แลนด์ก็ 5 แสนบาท”

ถ้าภาพออกมาไม่ใช่ของจริง จะเป็นยังไง?
“เราได้หายค้างคาใจ ถ้าเราไม่ทำ เราจะเสียใจไปทั้งชีวิต อย่าเข้าใจผิดว่าปากกัดตีนถีบ คุณตาคุณยายเป็นคนมีฐานะ”

ทำไมมีข่าวต้องดิ้นรนตั้งแต่ 14?
“พอช่วงระยะเวลาเริ่มโตเป็นสาว คณพ่อคุณแม่หย่าร้างกัน เป็นความโชคร้ายมาก ช่วงคุณพ่อคุณแม่หย่าร้างกัน คุณตาคุณยายเสียใกล้ๆ กัน ลูกหลานหลายคนลำบากหมดถ้าพ่อแม่ต้องเลิกกัน เราไม่ก้าวก่ายเรื่องผู้ใหญ่ แต่ต้องยอมรับว่าพอไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ จากตั้งใจเรียนก็เกเรมาก เพราะไม่มีสมาธิในการเรียน คุณพ่อคุณแม่ทะเลาะกันทุกวันรุนแรงมาก พฤติกรรมเราเริ่มเปลี่ยน เริ่มเหม่อลอยไม่อยากเรียน เริ่่มขอคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่โรงเรียนประจำ เบ็ดเสร็จพ่อแม่หย่าขาดจากกัน อุ๊อยู่กับคุณแม่ คุณแม่ก็ลำบาก เพราะต้องเลี้ยงลูกสองคน ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่โกรธกันมาก เราไม่กล้าไปหาพ่อ พ่อกลัวพ่อดุ”

คุณเคยทำตัวเนียนๆ กินข้าวในงานแต่งงานคนอื่น?
“อยากจะถามกลับรายการว่าเอาเรื่องนี้มาได้ยังไง (หัวเราะ) ไม่น่ามีคนรู้เยอะ เซอร์ไพรส์มาก มันเป็นเรื่องตลก อุ๊เรียนวิทยาลัยช่างศิลป์ มันเป็นความอุ๊เอง เราเติบโตมาที่บ้านคุณตาคุณยายเราทำบุญตลอด ที่บ้านมีงานบุญตลอด มีคนมารับประทานอาหาร ทานเลี้ยงที่บ้านคุณตาตลอดเวลา เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติงานบุญ ใครไปใครมาก็สามารถเข้ามากินข้าวได้ วันนั้นอุ๊กับเพื่อนๆ หิวข้าวมาก นั่งบนกำแพง แล้วเรียงกันป็นสิบคน เราเห็นว่ามีไฟบ้านงาน มองเห็นลิบๆ อุ๊ก็บอกเพื่อนๆ ว่าถ้าเราหิวเราไปกินข้าวในบ้านงานนี้สิ เพื่อนบอกว่าจะบ้าเหรอ ใครจะให้กิน เราก็บอกว่าตอนเด็กใครไปใครมา บ้านเราก็ให้กิน เพื่อนก็บอกว่าไม่จริงหรอก เดี๋ยวถูกเตะออกมาจากงาน เราก็บอกว่าพนันกันมั้ยล่ะ ถ้าเราสามารถพาพวกนายไปกินข้าวบ้านนี้ได้ ก็มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไปกันประมาณ 8-9 คนหนึ่งโต๊ะจีน พาเพื่อนเลาะตัดทุ่งนา เดินเข้าถนนซอยลูกรัง ไปถึงสวัสดีเจ้าภาพ บอกว่ามาแสดงความยินดีและร่วมงาน ด้วยความเป็นเด็ก อัตตาอุ๊ที่อยากเอาชนะเพื่อน สองค่อนข้างมั่นใจธรรมเนียมคนงานบุญต้องต้อนรับ ที่สำคัญที่ตลกมาก เขาเลี้ยงขนมจีนน้ำยาปลา ต้มยำขาหมู กระดูกหมูบนโต๊ะจีน ต้องคาบกลับไปเป็นหลักฐานอีกฝ่ายนึง พอขากลับเราสวัสดีเจ้าบ่าวแล้วอมของไปว่าพวกเราได้มากินจริง ตอนนั้นอายุ 16 ต้องการพิสูจน์ให้เพื่อนเห็น”