‘พีท คนเลือดบวก’ ชี้ 2 วิธียุติปัญหา ‘เอดส์’ ถ้าไม่กำราบไปเลย ก็ทำให้ทุกคนติดให้หมด

4.02.20 | 15:26 น.

‘พีท คนเลือดบวก’ ชี้ 2 วิธียุติปัญหา ‘เอดส์’ ถ้าไม่กำราบไปเลย ก็ทำให้ทุกคนติดให้หมด

 

จากกรณี “พีท คนเลือดบวก” โพสต์เปิดสอนคอร์ส มีเซ็กซ์สดปลอดภัย ทั้งที่ติดเชื้อ HIV เรียกค่าเข้าร่วมคนละ 500 บาท ต่อมามีพยาบาลสาวแชร์โพสต์ดังกล่าว และวิจารณ์รุนแรง ทำนองหากมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันแล้วปลอดภัยจริง ตัวคนโพสต์เองคงไม่ติดโรค และไม่ควรคิดไปสอนคนอื่น จนถึงขั้นพีทขึ้นโรงพักลงบันทึกประจำวัน

รายการโหนกระแสวันที่ 4 กุมภาพันธ์ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ เปิดใจสัมภาษณ์ “พีท คนเลือดบวก” มาพร้อม “ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ หังสสูต” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หน่วยไวรัสวิทยา, ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปกรัฐ หน่วยไวรัส และ “ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์” ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทางช่อง 3 กดเลข 33

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
ประเด็นเกิดอะไรขึ้น?

Advertisement

พีท : “จริงๆ เป็นข้อมูล เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้อยู่แล้ว ทฤษฎี U=U คือคนที่มีเอชไอวี รับยาต้านแล้ว อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี รักษาอย่างดี กินยาตรงเวลาต่อเนื่องตลอดไป ก็ไม่สามารถส่งต่อเอชไอวีให้กับพาร์ทเนอร์เขาได้”

 

เป็นมานานหรือยัง?

พีท : “เป็นมา 4 ปี ผมเป็น LGBT”

 

พีทเป็นก็ไปศึกษาเรื่องราวที่เกิดขึ้น?

พีท : “ตอนรู้ผลเลือดด้วยความบังเอิญ ใช้เวลา 3 ปีนั้นอยู่บนความดำมืดของความไม่รู้ ความไม่เข้าใจว่ากินยาไปเพื่ออะไร แต่ตอนนั้นกินยาเพื่อที่จะอยู่กับแฟน และคิดว่าเรากินยายังไงเราก็ต้องตาย จนผมรู้สึกว่าไม่รู้แหละ ใครจะมองผมยังไง แต่ผมอยากใช้ชีวิตของผมอย่างมีความสุข ผมยอมรับตัวเองได้ คนอื่นจะยอมรับผมยังไงก็เรื่องของเขา ผมก็เลยเลือกที่จะเปิดเผยบนเฟซบุ๊ก แล้วกลายเป็นว่าคนก็ให้กำลังใจ พี่ๆ ก็ตามหาตัวเชิญมาสัมภาษณ์ ผมก็ได้ไปรู้ข้อมูลนึง มันมีทฤษฎี U=U คือคนเลือกบวกที่ได้รับยาต้านไวรัสแล้ว อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี กินยาตรงเวลา และกินยาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ คนเลือดบวกคนนั้นจะไม่สามารถส่งเลือดบวกให้คู่ของเขาได้”

 

ถ้ากินยาต้านเอชไอวีตัวนี้ 6 เดือนถึง 1 ปี คุณสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ โดยที่เชื้อไม่ไปติดคนอื่น เหมือนคนปกติงี้เหรอ?

พีท : “ใช่ครับ เพราะ WHO หรือองค์กรระดับโลก หรือองค์กรยูเอ็น เอดส์เองก็สื่อสารว่าการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อแล้วหรือซัคเซส กดไวรัสลงได้แล้วเนี่ย จะไม่สามารถส่งต่อเอชไอวีให้กับคนอื่นได้ ความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์เป็นศูนย์ สำหรับเอชไอวี”

 

การที่อยู่ดีๆ ในมุมที่คุณเป็น คุณอาจมีแฟนอยู่ ทำไมไม่ใช้ในมุมคุณเอง คุณออกมาประกาศว่าจะเปิดคอร์สสอนคนเป็นเอชไอวี แล้วก็มีเพศสัมพันธ์สดๆ โดยไม่สวมถุงยาง ทำเพื่ออะไร?

พีท : “จริงๆ ผมพูดทั้งฝั่งคนเลือดลบ และคนเลือดบวกด้วยนะครับ ฝั่งคนเลือดลบเขาจะมีเครื่องมือในการป้องกันคือยาเพร็พ คือยาป้องกันเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ ซึ่งมันสามารถป้องกันเอชไอวีได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคนกลุ่มนี้เขาจะใช้ถุงยางร่วมด้วย หรือไม่ใช้ก็ตาม เป็นด่านแรก”

 

เอาง่ายๆ คุณไปยุ่งกับเขาทำไม ในเมื่อคุณมีความคิดแบบนี้ จำเป็นต้องเปิดคอร์สสอนด้วยเหรอ?

พีท : “จริงๆ ควรเป็นอย่างนั้น”

 

คุณจิตสาธารณกุศลทำไม?

พีท : “เพราะว่าพวกเขาอยู่ในความเสี่ยง พวกเขาอยู่ในกลุ่มอันตรายครับ ถามว่ามีองค์กรไหนช่วยกลุ่มประชากรกลุ่มนี้บ้าง”

 

สมมติคุณบอก U=U กินยาต้านไวรัสอาจไม่มีการส่งต่อเชื้อ แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกายของคุณ ถ้าวันนี้คุณมีเพศสัมพันธ์ไม่สวมถุงยางอนามัย เริม หรือพวกตับอักเสบ หนองใน ซิฟิลิส โรคอื่นๆ อีกเยอะแยะที่มันมาจากทางเพศสัมพันธ์ได้ ไม่กลัวจะไปกระตุ้นเชื้อเอชไอวีเหรอ?

พีท : “ผมเคยเป็นหนองใน และซิฟิลิสมาแล้ว เป็นทั้งที่เป็นนักรณรงค์ เป็นเพื่อให้รู้ว่ามันต้องรักษายังไง ข้อมูลอะไรที่เราต้องรู้”

 

ในฐานะเป็นนักไวรัสวิทยา ศึกษามานักต่อนัก ทฤษฎีแบบนี้ มองยังไง?

ดร.นพ.ปกรัฐ  : “สิ่งที่คุณพีทพูด มันถูกต้อง แต่คนไหนไม่มีเชื้อแล้วจะไม่สามารถส่งต่อให้คนอื่นได้ นี่เป็นความรู้ในสากลว่าเป็นความจริง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นในการศึกษาวิจัย ทุกคนถูกคอนโทรลควบคุมหมดเลย ต้องทานยาจนเชื้อไม่มี จึงไม่สามารถส่งผ่านเชื้อได้ เราต้องพูดว่า ถ้าคนไหนไม่มีเชื้อ เขาจะไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น แต่คู่ของเขา พาร์ทเนอร์ของเขา ไม่ใช่ไปแพร่เอชไอวีให้คนทั่วไป สองคือถ้าเกิดใช้ยาเพร็พ prep ปกติการทานยาได้ ทั่วโลกบอกว่าใช้ได้ค่อนข้างดี แต่ไม่ใช่แปลว่าไม่ใช้ถุงยางอนามัยนะครับ เพราะนอกจากโรคที่คุณหนุ่มพูดแล้ว คนที่ไปนอนกับผู้ติดเชื้อ หรือได้รับเชื้อหนองใน ซิฟิลิส โรคเริม ในมุมมองของผมไม่ควรอย่างยิ่ง ไม่ว่าคุณจะติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ ควรใช้ถุงยางอนามัย”

 

ถ้ามองในมุมคนเป็นเอชไอวี ภูมิคุ้นกันต่ำ สามารถรับเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติมั้ยแม้จะกินยาต้านไวรัสไปแล้ว จะกลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์มั้ย?

ดร.นพ.ปกรัฐ  : “คงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่อให้ดีขึ้นยังไงก็มีความผิดปกติในการคุ้มกันโรค อาจรับเชื้อได้ง่ายกว่า”

 

เคยศึกษามั้ย?

พีท : “ทราบอยู่ครับว่าระดับซีดีโฟร์มีเลเวลหรือแรงกิ้งอยู่ ซึ่งถ้าคนทั่วไปก็ประมาณห้าร้อยหรือหกร้อยขึ้นไป สำหรับผม ผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับผลแล็บของแต่ละคน สำหรับผม ซีดีโฟร์เกิน 600 มาแล้ว สองปีที่ผ่านมาผมไม่ป่วยเลย ไม่เป็นอะไรเลยแม้กระทั่งไข้หวัด โอเค อาจแตกต่างกันแต่ละบุคคล แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะมาเป็นพอยต์ พอยต์คือเราต้องกินยาให้ตรงเวลา เพื่อรักษาตัวเองอยู่ในสถานะไม่แพร่เชื้อต่อไปเรื่อยๆ ถ้าคุณหยุดยา คุณจะดื้อยา และต้องเปลี่ยนสูตรยาใหม่ที่แรงขึ้น ส่งผลต่อตับและหัวใจมากกว่าเดิม”

 

ตรงนั้นออกมารณรงค์กันได้ แต่คนละเรื่องที่คุณไปชวนคนมาเข้าคอร์ส มีเพศสัมพันธ์กันแบบสดๆ ไม่ใส่ถุงยาง?

พีท : “พี่กรรชัยยอมรับมั้ยละครับว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่เป็นปัญหาสาธารณสุขอยู่ทุกวันนี้ คนที่มีรสนิยมไม่ใช้ถุงยาง พี่เชื่อว่ากลุ่มคนนี้มีตัวตนอยู่มั้ยในสังคม คนกลุ่มนี้ไม่ใช้ ให้ตายยังไงก็ไม่ใช้ เหมือนผมบอกว่า ผมมีรสนิยมไม่ใช้ถุงยาง ผมอยากรักษาทุกโรค แต่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย คำถามคือถ้าคุณหมอบอกว่าใช้ถุงยางอย่างเดียว ผมมีเครื่องมืออื่นในการป้องกันผมหรือเปล่า”

 

คุณจะพูดถึงรสนิยมคนไม่ชอบถุงยางอนามัย แต่ไม่ใช่ว่าจะไปชวนคนอื่นให้ไปเหมือนคุณ มันทำได้เหรอ?

พีท : “เรื่องรสนิยมแบบนี้ใครจะไปเปิดเผยกันละครับ ผมก็ต้องหว่านแหมั้ย”

 

แต่แบบนี้อาจไปชี้แนะสังคม เพราะสังคมบอกว่าใช้เถอะ มันมีเรื่องโรคต่างๆ ตามมา?

พีท : “ถูกครับ ผมไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้นะครับ ผมพูดหมด แต่ภายใต้คำแคปชั่นออกมา ต้องดูว่ารายละเอียดที่ผมพูดออกมา ผมตอบคำถามที่คุณหมอพูดไว้หมดแล้ว แต่ผมไม่แน่ใจว่าสังคมไปอ่านหรือเปล่าแค่นั้นเอง ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คนบอกว่าใช้ถุงยางน้อยลงแล้วจะติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น สิบปีที่ผ่านมา ทำไมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงขึ้น ก่อนผมจะออกมาพูดด้วยซ้ำ ในความเป็นจริงมันไม่ใช่การลดการติดต่อแต่เรียกคนเข้ารับบริการทางตรวจ เจออะไรก็รักษา โดยใช้ยาเพร็พหรือเซ็กซ์สดเป็นกลยุทธ์เรียกคนมารับบริการ ถ้าเขามาถึงระบบ ทำไมไม่ตรวจโรคเขาให้หมดเลยละครับ”

 

คุณกำลังจะพยายามบอกว่าเป็นกุศโลบายเหรอ?

พีท : “ใช่ครับ”

 

ดูย้อนแย้ง?

พีท : “อยู่ที่ว่าเราตีความยังไงกับคำว่าเซ็กซ์สด สำหรับผม ผมว่าเซ็กซ์สดคือเรื่องธรรมชาติ ทุกคนเกิดมาจากการมีเซ็กซ์สด ถูกมั้ยครับ”

 

ปัจจุบันคนตายเพราะปัญหาโรคต่างๆ ที่ไม่ใช้ถุงยางเยอะมั้ย?

ดร.นพ.ปกรัฐ  : “คนตายจากนี้คงไม่เยอะ แต่มีความพิการเกิดขึ้นด้วย ทำไมคนใช้ถุงยางเพื่อป้องกันโรค เพราะมีคนจำนวนหนึ่งเลยคิดแบบคุณพีท เขากลัวเอชไอวีแต่ไม่กลัวโรคอื่นเลย เป็นดาบสองคมมาก เขาต้องป้องกันตัวเองด้วยนะครับ ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นซึ่งมีเชื้อดื้อยา ตามทฤษฎีนี้ก็มีโอกาสแพร่ให้คนอื่นด้วย”

 

พีท : “จริงๆ ซิฟิลิสขึ้นสมองถ้ารู้เร็วก็รักษาเร็ว ทำไมเรารอให้คนป่วยก่อนเข้ารับบริการ ทุกคนควรได้รับการตรวจหาช่วยทันที ผมพูดกับกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง การทำงานที่สื่อสารทุกวันนี้ เข้าไม่ถึงคนกลุ่มนี้เลย คนกลุ่มนี้ไม่อิมแพคกับการสื่อสารของกระทรวงสาธารณสุขตอนนี้เลยเรื่องการใช้ถุงยาง คนกลุ่มนี้ไม่พร้อมปฏิบัติตาม คนกลุ่มนี้เขาแฝงตัวอยู่ในสังคม เขาไม่ปรากฏตัวให้คุณเห็นหรอกครับพูดเลย”

 

คุณเชิญชวนต้องการคนกลุ่มนี้เหรอ?

พีท : “ต้องการให้ข้อมูลนี้ส่งไปถึงกลุ่มเขา”

 

จะบอกว่ามีคนกลุ่มนึงชอบเซ็กซ์สด เขาพยายามจะสอนว่าจะถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ไม่สวมถุงยาง ต้องมีวิธีการยังไงบ้าง?

พีท : “ใช่ครับ ส่วนคนจะใช้ถุงยาง ยังไงเขาก็ใช้ ดูจากกระแสสังคมก็รู้ คนไม่ใช้ก็คือไม่ใช้”

 

ดร.นพ.ปกรัฐ : “ผมมองต่างมุมมากว่าทัศนคติแบบนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งนะ คุณพีทมีโอกาสอันดี อยู่ในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ไม่มีใครเข้าถึง คุณพีทน่าจะช่วยเรา องค์การสาธารณสุข ในการโน้มน้าวยังไงให้คนใช้ถุงยาง เพราะมันมีโรคมากมาย เช่น โรคติดเชื้อไวรัสบางอย่างที่ทำให้เป็นมะเร็งทางทวารหนักได้ ผมไม่ทราบว่ากลุ่มที่คุณพีทพูดถึงเขารับรู้เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าการไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือไปสอนเขาว่าใช้ถุงยางอนามัยดีแล้ว มันเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ถูกต้องให้สังคม”

 

พีท : “อาจารย์น่าจะเข้าใจพอยต์เรื่องส่งเสริมการใช้ถุงยาง แต่พอยต์ของผมคือการใช้ร่วมกันให้ดีที่สุด แต่ถ้าใช้ไม่ได้จริงๆ หยิบอะไรได้ก็หยิบ นั่นคือพอยต์ของผม”

 

หยิบอะไรได้ก็หยิบมันคืออะไร ถุงดำเหรอ?

พีท : “(หัวเราะ) ไม่ใช่ ยาเพร็พไงครับ คนกลุ่มประชากรนี้เขาไม่สนว่าเขาเป็นอะไร คนอื่นจะเป็นอะไร หนึ่งปีที่ผ่านมาก่อนมาพูดเรื่องนี้ ผมไปออกรายการต่างๆ ก็พูดตามที่ทุกท่านพูด และพยายามโน้มน้าวตามที่คุณหมอพูด”

 

ตอนนี้คนที่เขาดูรายการ ประชาชนส่วนใหญ่ด่าคุณเละเลย เขาว่าตรรกะคุณวิบัติ?

พีท : “การที่เราจะมองอะไรคือตรรกะวิบัติ เราต้องรู้ว่าอะไรคือตรรกะถูกก่อน การที่เขามาด่าผมว่าตรรกะวิบัติแบบนั้นมันถูกใช่มั้ย”

 

เอา 500 ไปทำอะไร?

พีท : “ค่าห้องประชุม”

 

คุณถูกคนด่าเยอะมาก คุณโกรธ คุณออกมาโพสต์ว่าเดี๋ยวจะเปลี่ยนจากเกย์ไปปล่อยเชื้อให้ผู้หญิง เพื่อ?

พีท : “ผมรังเกียจคนแบบนี้ ต้องดูด้วยว่าคอมเมนต์ที่ผมพูด ผมพูดภายใต้คอนเมนต์อะไร ไม่ใช่เหมาผู้หญิงทุกคน ผมคอมเมนต์ด่าผู้หญิงคนนั้นแหละไม่ใช่พยาบาล ที่เขามาด่าผมว่าเป็นเกย์ กะเทย มั่ว ร่าน สำส่อน”

 

ก็เลยแค้น?

พีท : “ก็เลยรู้สึกว่าคุณมีสิทธิอะไรมาตัดสินเขา ก็เลยบอกว่าก็ระวังให้ดีนะ วันนึงจะเปลี่ยนรสนิยมไปชอบผู้หญิงก็ได้ ผมพูดเลยว่าวันหนึ่งอาจเปลี่ยนไปชอบผู้หญิงก็ได้ จะได้รับเชื้ออย่างเท่าเทียมกัน ถามว่าสิ่งที่ผมพูด ต้องดูว่าบริบทที่เขาพูดกับผมเป็นอะไร ถ้าเป็นคนหนุ่ม คุณก็รับไม่ได้หรอกครับ”

 

ที่บอกเดี๋ยวจะรณรงค์คนเป็นเอชไอวี ปล่อยเชื้อออกไป 10 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นจำนวนคน จะติดประมาณ 51 ล้านคน เพื่อ?

พีท : “เพื่อให้คนเลือดลบได้เห็นว่าการที่เรารังเกียจเดียดฉันท์ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย”

 

อันนี้คนจะว่าคุณบ้าหรือเปล่า?

พีท : “ถ้าระยะยาวถ้าไม่ยุติปัญหาเอดส์ภายใน 10 ปี ทุกวันนี้ผมยังมองไม่เห็นแนวทางเลย การยุติมีอยู่สองทางครับ ถ้าไม่กำราบไปเลย ก็ให้ทุกคนติดไปเลย มันอาจต้องใช้วิชั่นเยอะหน่อย เพราะผมก็เห็นอะไรบางอย่างที่ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเห็นมั้ย แต่วิธีการคิดแบบนี้มีคนทำอยู่จริง”

พีท คนเลือดบวก
พีท คนเลือดบวก
ผศ. ดร.นพ.ปกรัฐ หังสสูต
ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ หังสสูต

 

แทนที่คุณจะช่วยกันรณรงค์ มองยังไง?

ทนายรณณรงค์ : “ถ้าวันนั้นมีการใช้ถุงยางอนามัย คนติดเชื้ออาจไม่ติดก็ได้ วันนี้ก็ไม่ต้องมานั่งโหนกระแส ถ้ามองย้อนกลับไปนะครับ มันแปลกตรงไหนที่จะใช้ถุงยางอนามัยป้องกันโรค แต่การไม่ใช้ถุงยางอนามัยนี่สิมันแปลก แต่ถามว่าในคดีเมืองไทยมีนะ ฟ้องร้องติดเชื้อ คือข่มขืนโดยไม่ยินยอมแล้วติดเชื้อ แต่ถ้ายินยอม ติดเชื้อมาฟ้องร้องไม่ได้นะ”

 

ตกลงคุณมีความคิดแบบนี้เหรอ ทั้งที่หลายคนมองว่าไม่ถูกแล้ว?

พีท : “ผมแค่อยากสะท้อนให้เขาเห็นว่าความโกรธแค้นของคนเลือดบวกที่คนเลือดลบกระทำ ดูถูกเหยียดหยาม”

 

ไม่มีคนไปดูถูกเหยียดหยาม?

พีท : “พี่หนุ่มรู้ได้ยังไงครับว่าไม่มีคนดูถูกเหยียดหยาม เพราะผมรู้ว่าทุกวันนี้มีคนเลือดบวกโดนเหยียดหยาม โดนไล่ออกจากการทำงาน โดนด่า โดนไล่ขับจากหมู่บ้าน โดนทิ้งให้ตาย”

 

ดร.นพ.ปกรัฐ : “ถ้ามีคนดูถูกเหยียดหยาม เราต้องช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เพิ่มจำนวน ถูกมั้ย”

 

พีท : “เราควรรณรงค์ให้คนเลือดลบเคารพในความเป็นคนครับ”

 

ทนายรณณรงค์ : “แล้ววิธีที่พีททำ คิดว่าจะทำให้คนรังเกียจพีทมากขึ้นกว่าเดิมมั้ย ปรากฏว่าคนที่เขาไม่ได้ติดเชื้อแล้วเขาบอกว่าไม่ชอบวิธีการแสดงออกแบบนี้ แล้วมันจะเดินหน้ารณรงค์ยังไง วิธีคิดเอ็นจีโอทั่วไปเลยนะ ต้องมีการสอน”

 

พีท : “ด้วยความเคารพ ผมพูดในฐานะคนธรรมดา ทำไมคนหนึ่งคนลุกขึ้นมาทำแบบนี้ ทำไมสั่นคลอนกันทั้งระบบแบบนี้”

 

เขาไม่ได้สั่นคลอน เพราะโครงสร้างสังคมมันเปลี่ยน สั่นคลอนเพราะเขาด่าคุณว่าสิ่งที่คุณทำไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเผยแพร่เชื้อออกไป?

พีท : “ต้องถามพี่หนุ่มว่าพี่หนุ่มมองกระแสสังคมส่วนใหญ่ถูกหรือผิด ผมไม่เชื่อว่ากระแสสังคมถูกต้องเสมอไป”

 

ถ้าผมพูดในฐานะพ่อของลูก สิ่งที่คุณพูดไม่ถูกต้อง ผมห่วงลูก ห่วงเด็กที่ต้องโตขึ้นมาแล้วมีความคิดแบบคุณที่ว่าอยากปล่อยเชื้อหรือไปบอกว่ามีเพศสัมพันธ์ได้ไม่ติดโรค?

พีท : “ถ้าผมคือลูกของพี่หนุ่ม พี่หนุ่มจะรับมือยังไง”

 

คงยากถ้ามีลูกแบบคุณ?

พีท : “ก็ใช่ไงครับ”

 

ดร.นพ.ปกรัฐ  : “ที่บอกว่าจะแพร่เชื้อออกไป ให้คนติดเชื้อทั้งหมด ในโลกนี้ไม่มีอะไรดำสนิท ขาวบริสุทธิ์ มันมีสีเทา เพียงแต่เราต้องดึงสีเทาเข้มๆ ให้เป็นสีขาว นั่นคือหน้าที่พวกเรา หมอไม่ใช่เราจะไปพูดว่าเรามีเชื้อแล้วจะทำให้เหมือนเราไม่ใช่ครับ”

 

พีท : “ผมเชื่อว่าการออกแบบบริการสุขภาพให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคน นั่นคือทางแก้ปัญหาครับ”

 

ทนายรณณรงค์ แก้วเพชร์
ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์