กรณีที่วันนี้ ( 4 ส.ค.) ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมพาผู้เสียหายซื้อรถ กว่า 100 คน เข้าพบ พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี ผบก.ปคบ. เพราะรถยนต์ดังกล่าว มีปัญหาระบบเกียร์พังซ้ำซ้อน และต้องการเอาผิดอาญาบริษัทโฆษณาเกินจริง โดยระบุว่า ได้นำผู้ได้รับผลกระทบจากการซื้อรถยนต์กว่า 100 คน ร้องเรียน หลังได้ซื้อรถรุ่นยี่ห้อดังกล่าว และพบระบบเกียร์มีปัญหา นอกจากนี้ผู้เสียหายได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์กับทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มาก่อนหน้านี้แล้ว และทาง สคบ.รับเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทจำหน่ายรถ ถึงความต้องการของผู้เสียหาย ซึ่งเบื้องต้นผู้เสียหายต้องการให้บริษัทซื้อรถคืนเนื่องจากที่ผ่านมาประสบกับปัญหาการซ่อมแซม ปัญหาเดิมซ้ำซาก และใช่ระยะเวลานาน ส่วนทางด้านตัวแทนบริษัทจำหน่ายรถ ต้องการเจรจาเป็นรายๆ ไป ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปแต่อย่างใด
กรณีดังกล่าว มติชนออนไลน์ขออนุญาตนำเสนอแง่มุมทางกฎหมายจากรายการฎีกาชาวบ้านมานำเสนอ มีรายละเอียดดังนี้
ในกรณีรถยนต์ใหม่ป้ายแดง เมื่อซื้อมาแล้วมีความชำรุดบกพร่องไม่สามารถใช้งานได้อย่างเป็นปกติ กรณีนี้มีคำพิพาษาศาลอุทธรณ์อย่างน้อย 2 คำพิพากษา
คือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ 3654/2558 (เหตุเกิดที่นครศรีธรรมราช) และ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ 9107/2556 (เหตุเกิดที่กรุงเทพมหานคร) พิพากษาให้บริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์จำต้องรับคืนรถยนต์คันพิพาท และคืนเงินให้แก่เจ้าของรถยนต์
โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“มาตรา ๔๗๒ ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่”
ทั้งนี้ตัวอย่าง คดีหมายเลขแดงที่ 3655/2558 ศาลได้ให้เหตุผลไว้ว่า
“…..ข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่ารถยนต์คันพิพาท มีความชำรุดบกพร่อง มาตั้งแต่กระบวนการผลิตอันเป็นความชำรุดบกพร่อง ที่มีอยู่ก่อน หรือขณะมีการซื้อขาย มิใช่ความบกพร่องของชิ้นส่วน หรือการประกอบจากโรงงานภายใต้การใช้ตามปกติของรถยนต์ ที่จำเลย จะสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วน ตามคู่มือการรับประกันคุณภาพรถยนต์……”
หมายเหตุ : รายการฎีกาชาวบ้าน เป็นรายการกฎหมายใกล้ตัว ออกอากาศ ทาง www.matichon.co.th โดยมี นายโอภาส เพ็งเจริญ คอลัมนิสต์ด้านกฎหมายหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และนางสาวเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน เป็นผู้ดำเนินรายการ

