จากกรณีทญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อศึกษาจบแล้วไม่ยอมกลับมาใช้ทุนรัฐบาลคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท จนเป็นเรื่องฟ้องร้องและทำให้แพทย์ที่ค้ำประกันต้องจ่ายชดใช้หนี้แทน ล่าสุดผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลแถลงเตรียมฟ้องล้มละลาย ทญ.ดลฤดี ก่อนคดีหมดอายุความ พร้อมกับชี้แจงถึงการผ่อนผันและลดค่าปรับให้กับผู้ค้ำประกันเหลือรวม 8 ล้านบาท ซึ่งผู้ค้ำประกันทุกคนชดใช้จนหมดแล้ว ตามข่าวที่เสนอไปตามลำดับแล้วนั้น
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์ และผู้ค้ำประกันให้ ทญ.ดลฤดี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเป็นข้อความจาก ทญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ที่ส่งทางอีเมล์ถึงผู้ค้ำประกันให้ตนเอง เป็นข้อความภาษาอังกฤษ ซึ่งทพ.เผด็จเขียนข้อความหัวเรื่องว่า ได้รับข้อความจากทญ.ดลฤดี ว่าจะคืนเงินให้พร้อมดอกเบี้ย และต่อด้วยว่า “เป็นคำสัญญาที่ฟังมาหลายปีแล้ว ต้องทำสัญญาการชำระเงินที่อเมริกาเท่านั้น”
ทั้งนี้ข้อความที่ ทญ.ส่งถึงผู้ค้ำประกัน มีเนื้อหาแปลเป็นภาษาไทยว่า “อย่างที่เคยบอกไปแล้วหลายครั้งกับพี่ปุ้ย พี่เผด็จ และอาจารย์อารยาว่า ฉันจะจ่ายเงินกู้คืนให้ทั้งหมดพร้อมกับดอกเบี้ย ฉันกำลังหาทางเอาเงินมาจ่ายคืนพวกคุณอยู่ ซึ่งบางทีจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณฟังจากฉันโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะทำตามสัญญา ฉันเพิ่งคุยกับพี่ปุ้ย และเธอรับรู้ถึงเจตนาและความจริงใจของฉัน ช่วยบอกหมายเลขโทรศัพท์และเวลาที่สะดวกให้ฉันติดต่อได้”
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากทพ.เผด็จที่คลินิกในจ.สระบุรี ว่า ทญ.ดลฤดี ได้อีเมล์มาแจ้งว่าจะชดใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยให้ทั้งหมด แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นการทำเพื่อลดกระแสในขณะนี้เท่านั้น เพราะทญ.ดลฤดีทราบดีอยู่แล้วว่าจะติดต่อผู้ค้ำประกันอย่างไร จะโอนเงินคืนให้ทางไหนได้บ้าง เพราะเคยโอนเงินมาก่อนหน้านี้แล้ว 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ และหากตั้งใจจะชดใช้หนี้จริงก็ควรทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นสัญญาว่าจะชำระหนี้เท่านั้น จึงจะเชื่อได้ว่าจะชำระหนี้จริง เพราะหลายครั้งที่ท.พญ.ดลฤดีตอบว่าจะใช้หนี้ให้แต่สุดท้ายก็เงียบไป ครั้งนี้ตนก็เชื่อว่าเป็นเพียงการพูดลอยๆ เพื่อให้คดีหมดอายุความเท่านั้น
ทพ.เผด็จกล่าวต่อว่า นอกจากนี้สิ่งที่ต้องทำคือการให้หน่วยงานองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริต ได้ตรวจสอบกระบวนการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยมหิดลชี้แจงไม่ได้ในหลายประเด็น ซึ่งสิ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลชี้แจงว่าทำอย่างถึงที่สุดแล้ว เป็นเพียงการส่งจดหมายไปที่บ้าน ไปที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองก็อ้างว่าติดต่อแล้วแต่ไม่สามารถติดต่อได้ และหันมาจัดการกับผู้ค้ำประกันแทน นอกจากนี้ กระบวนการติดตามทวงถามของมหาวิทยาลัย ไม่เคยแจ้งผู้ค้ำประกันถึงขั้นตอนต่างๆ เลย สิ่งที่มหาวิทยาลัยชี้แจงจึงไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้แต่อย่างใด
ทพ.เผด็จกล่าวอีกว่า การที่มหาวิทยาลัยอนุญาตให้ทญ.ดลฤดี อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก ลาออกจากราชการกับการชดใช้เงินเป็นคนละกรณีกัน ไม่เป็นเหตุให้ยับยั้งการลาออกได้ โดยอ้างระเบียบก.พ. ว่าด้วยการลาออกนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นผู้ค้ำประกันไม่ทราบเรื่องการลาออกเลย มารู้ภายหลังที่มหาวิทยาลัยเป็นโจทก์ฟ้องศาลปกครองกลางกับผู้ค้ำประกันและทันตแพทย์หญิงผู้เอาทุน และยังพบว่าการอนุญาตให้ลาออกดังกล่าวมีผลย้อนหลังถึง 10 เดือนกับ 14 วันน่าจะมีนัยสำคัญบางอย่างหรือไม่ และเป็นการลาออกที่ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินทางราชการอีกด้วย
“อยากให้มหาวิทยาลัยมหิดลรีบดำเนินการติดตามหนี้ในจำนวนที่ต้องชดใช้ราชการก่อนหมดอายุความ เนื่องจากเป็นเงินภาษีของประชาชน สำหรับในส่วนของผมเป็นเงินเกือบ 3 ล้านบาทที่ต้องชดใช้หนี้แทนในฐานะผู้ค้ำประกันนั้น ผมไม่คิดฟ้องร้องแต่อย่างใด ยืนยันว่าก่อนเซ็นค้ำประกันไม่ได้สนิทสนมอะไรกันเลย เพียงแต่ผมมีความปรารถนาดีต่อเขาต่อมหาวิทยาลัย ต่อการศึกษาของชาติเท่านั้น” ทพ.เผด็จกล่าว

