วันที่ 16 สิงหาคม ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นถึงกระแสการเล่นเกม Pokemon Go โดยได้วิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาโมเดลทางธุรกิจเกมในอนาคต มีรายละเอียดดังนี้
ว่าจะไม่พูดถึง Pokemon Go เพราะเชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นชินและเห็นคนรอบข้างสปิน PokeStop ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อสะสม item ไปใช้ปาสัตว์ประหลาด โดยเฉพาะศาลพระภูมิ และแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ เรียกว่าบางแห่งก็เป็นดง PokeStop ที่มาพร้อมกับริ้วซากุระร่วงกราว แต่บางย่านกันดารหน่อยๆ ก็เวิ้งว้าง ว่างเปล่า
ผมนั่งเล่น Pokemon Go มาได้ร่วมสัปดาห์ ด้านหนึ่งก็เหมือนคนเห่อเกมใหม่ แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยอยากพูด แต่การเริ่มเห็นมิตรสหายหลายท่านกระแนะกระแหนคนเล่นเกม เลยคิดว่าอยากพูดถึงสิ่งที่ตัวเองแอบคิดอยู่ออกมาบ้าง
สิ่งที่จะพูดถึงต่อไปนี้ ไม่ได้อ่านมาจากไหน ไม่มีงานวิจัยรองรับ แต่มาจาก “มโน” ของนายประมวลล้วนๆ ครับ
Pokemon Go ไม่เพียงเป็นแค่เกมใหม่บนโทรศัพท์มือถือ แต่มีความน่าสนใจที่ผนึกรวมเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางธุรกิจ หรือจะเรียกว่า มีการสร้าง business model ใหม่ออกมาได้อย่างลงตัว กล่าวคือ นอกจากจะเป็นเกมล่าของผ่านการสะสม item สะสมพลัง สะสม XP บวกกับการต่อสู้แย่งชิงความเป็นเจ้ายุทธภพผ่านเวทีประลองยุทธ์ หรือ Gym ในเกมแล้ว ยังเป็นการผนึกรวมเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) เข้ากับเทคโนโลยีการกำหนดพิกัดตำแหน่ง GPS ซึ่งแต่เดิม AR จะพัฒนาอยู่บนอุปกรณ์พวก motion sensors ราคาแพงในห้องแล็บ ส่วน GPS แต่เดิมก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในวงแคบๆ
ต่อเมื่อ GPS กลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในโทรศัพท์มือถือเสียแล้ว การนำพิกัดตำแหน่งไปเชื่อมต่อกับ AR ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
และการสร้าง “PokeStop” ก็คือการใช้ประโยชน์จากการกำหนดที่ตั้งของตำแหน่งเก็บสะสมลูกบอลพลังในโลกเสมือนจริง ซ้อนทับไปบนโลกแห่งความเป็นจริง และนั่นก็คือ “มูลค่าทางการตลาด” ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คำศัพท์ที่กูรูสายวิชาการชอบพูดเท่ๆ ว่าโลกแห่งอนาคตคือการเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจจาก “Value Added” หรือการเพิ่มมูลค่าแบบที่เราทำๆ กันมาเป็นร้อยปี ไปเป็นการสร้างมูลค่า หรือ “Value Creation” จากสิ่งที่ไม่มีตัวตน ถูกทำให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย Pokemon Go
สถานที่ซึ่งจากเดิมไม่ค่อยจะมีคนไปเยี่ยมเยือน เริ่มมีคนนับสิบไปห้อมล้อม ทุกคนก้มหน้าก้มตาเดินไปให้ใกล้ตำแหน่งของ PokeStop และ Gym โดยเฉพาะตามศูนย์การค้า เพื่อเก็บ item เพื่อตามหาสัตว์ประหลาด และเพื่อการต่อสู้
โมเดลการพัฒนาเกมเอง ก็ไม่ทำให้ต้องเดินทางไปที่ PokeStop และ Gym เพียงครั้งเดียว แต่ต้องมีการวนซ้ำ ไปแล้วไปอีก
และบ่อยครั้งที่ผมเองพบว่า ในยามที่ลูกบอลพลังที่เราเก็บสะสมมาหมดลง เจ้าตัวสัตว์ประหลาดหายากก็จะโผล่ออกมายั่วน้ำลาย
คุณมีทางเลือกอย่างน้อย 2 ทาง คือ รอเวลาเพื่อไปปั่น PokeStop เอาบอลมาจัดการ หรือยอมจ่ายสตางค์เพื่อซื้อเหรียญเงินในเกมไปซื้อหา item (ที่ไม่มีตัวตนจริงๆ และไม่ได้มีมูลค่าใดๆ) เพื่อนำมาจัดการกับเจ้าสัตว์ประหลาด
นี่คือตัวอย่างความชาญฉลาดของทีมพัฒนา Pokemon Go ที่แยบยลจนทำให้ผมจินตนาการไปไกลถึงการใช้แนวคิดคล้ายๆ กันไปพัฒนาธุรกิจในรูปแบบอื่นๆ
ยังไม่นับรวมการจงใจบังคับให้ผู้เล่นซึ่งน่าจะมีอยู่เป็นหลักแสน เป็นหลักล้านคน เปิด GPS อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้ทีมงานสามารถเก็บบันทึก “เส้นทางการเดิน” หรือ Journey Database ว่าผู้เล่นมีพฤติกรรมเดินไปไหนมาไหนบ้าง บ่อยแค่ไหน เมื่อนำไปผ่านเทคโนโลยี Big Data Analytics ที่กำลังมาแรง Pokemon Go ก็คือนวัตกรรมทางการตลาดที่มาแรงแซงทุกโมเดลในอดีต
เกมกำลังกลายเป็นเครื่องมือทำการตลาด คล้ายๆ กับที่ Google ประสบความสำเร็จจากการทำตลาดบนพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคน แต่ครั้งนี้ Pokemon Go ไปไกลกว่านั้น เพราะผนวกเรื่อง Location กับ Journey เข้าไปด้วย
อีกไม่นานไม่เกินปลายปีนี้ Pokemon Go เวอร์ชั่นถัดไป ก็จะเปิดให้มีการแลกเปลี่ยน item หรือแม้แต่การต่อสู้กันเองระหว่างผู้เล่น เมื่อนั้น การ trade สินค้ากันก็คงจะเกิดขึ้น
คนที่ว่า Pokemon Go ไร้สาระ … ระวังเถิดจะตกยุคสมัยโดยไม่ทันรู้ตัว

