โควิดระบาดในไทย 3 ระลอก ผุดกลุ่ม ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ตั้งเพียง 1 วัน สมาชิกพุ่ง 3.1 แสนคน

โควิด-19 ระลอก 3 ผุดกลุ่ม ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ตั้งเพียง 1 วัน สมาชิกทะลุ 2 แสนคน

นับตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดในประเทศไทย จนขณะนี้เข้าสู่ระลอก 3 สถานการณ์ ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่ายังไม่สามารถวางใจได้แม้แต่น้อย อีกทั้งวิธีบริหารจัดการโดยรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังเป็นที่วิพากษณ์วิจารณ์เสมอมา

และวานนี้เอง (1 พฤษภาคม) ที่กลุ่มเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อแบ่งปันขั้นตอนวิธีการย้ายไปอยู่ประเทศอื่น รวมทั้งให้คำปรึกษาด้านต่างๆ ในการดำรงชีวิตในต่างแดน

โดยผู้ก่อตั้งระบุข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าวว่า กลุ่มนี้แชร์ข้อมูล/หาเพื่อนฝูง ย้ายหนีไปจากประเทศ…ซวยนี้ ปล่อย…โง่ต่อไป อยู่ไปเลยเรื่องของ… …ไปเอง

ด้านสมาชิกกลุ่มบางรายได้แชร์ประสบการณ์ ภายหลังเรียนจบวิศวะแล้วเกิดการรัฐประหารในปี 2549 ก่อนจะมีความคิดอยากย้ายไปต่างประเทศ พร้อมระบุว่า #ทีมอังกฤษ แชร์ประสบการณ์ หลังเรียนวิศวะจบเกิดรัฐประหารครั้งแรก ปี 49 จึงได้มีความคิดอยากจะหาทางย้ายไปประเทศอื่น ทั้งที่ตอนนั้นอ่อนแอภาษาเป็นอย่างมาก

“โชคยังดีที่บ้านยังมีต้นทุนชีวิตอยู่บ้าง มีกิจการเล็กๆ ที่พอประคองตัวอยู่ได้ และสนับสนุน ให้อิสระในการตัดสินใจในทางเดินชีวิต ไม่กดดัน ให้ต้องรีบมาดูแลกิจการ

“จากนั้นวางแผนหาช่องทางใช้เวลาเตรียมตัว เรียนภาษาอยู่ที่ไทยเกือบปี ติดต่อเสร็จลงเรียนภาษาต่อที่นั้นเลย จองตั๋วไปเที่ยวเดียว พร้อมหางานทำดูแลตัวเอง ได้พบเจออิสระและสวยงาม

“นับเป็นความโชคดีที่ได้เดินทางผจญภัยเปิดโลกอีกใบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ได้รู้ว่าเมืองไทยดีที่สุดแล้ว คือ คำโกหกคำโต

“เสียดาย ตอนนั้นเป็นทางแยกของชีวิต ระหว่างแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น กับย้ายกลับไทยช่วยดูแลกิจการ ซึ่งได้ทำใจ ตัดสินใจกลับบ้าน เลือกช่วงเวลาหลังได้รัฐบาลจากประชาชนที่ชนะการเลือกตั้ง ปี 54 อย่างสง่างาม

“ในใจคิดว่าประเทศชาติคงจะพ้นภัย จะได้เจริญแล้ว อยากกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้น ทัดเทียมนานาอารยประเทศ ไม่คิดเลยว่าจะเจอรัฐประหารอีก ปี 57 และแย่ขึ้นเรื่อยจนถึงทุกวันนี้…ทุกวันนี้ยังอิจฉาเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ที่ไม่มีใครกลับมาอยู่ไทยเลย ขนาดเป็นพลเมืองชั้น 2 ยังมีชีวิตดีกว่าคนไทยมากมายเหลือคณานับ

คำแนะนำ*** คือ ยิ่งคิดตัดสินใจได้เร็ว อายุยังน้อย ยังมีแรง และเวลามากเท่าไหร่ ยิ่งต้องรีบไป ยิ่งถ้าที่นี่ ไม่มีอะไรให้ต้องอยู่ดูแล เช่น มีธุรกิจครอบครัว และไม่จำเป็นต้องอยู่ดูแลผู้สูงอายุ (มีพี่ น้อง หรือ ญาติช่วยดูแลได้ ) ไปเถอะครับ ประเทศนี้มันเกินเยียวยาแล้ว ไม่มีพื้นที่ให้สำหรับคนรุ่นใหม่ได้เติบโต ยิ่งไม่มีต้นทุนแล้ว ยิ่งเป็นไปแทบไม่ได้ที่จะมีอนาคตที่ดี”

Robert Stokoe / pexels
Robert Stokoe / pexels

บางรายเป็น #ทีมสิงคโปร์ ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า ใครที่สนใจมาเป็นชาวเกาะ ถ้าไม่ได้แต่งงานกับคนที่นี่แล้วถือวีซ่า long term visit pass แนะนำให้ลอง apply ตามพวกเว็บไซต์หางานของที่นี่ (ตอนหางานที่นี่ เราใช้ https://www.jobstreet.com.sg/)

“รัฐบาลที่นี่เปิดกว้างให้คนต่างชาติมาทำงานในประเทศ ไปที่ไหนก็เจอต่างชาติปะปนไปกับคน local บริษัทที่นี่โดยเฉพาะ MNC บางที่เค้าพร้อมขอวีซ่า (S Pass / Employment pass) ถ้าเราได้ job offer จากทางบริษัทค่ะ

“ตอนพยายามหางานที่นี่ เราตามเพจ Boring Singapore เค้าแนะนำทริคสำหรับหางานที่ต่างประเทศไว้ดีมาก คือพยายามหางานที่เรามี advantage มากกว่าคน local ซึ่งก็คืองานที่ต้องใช้ภาษาไทย นี่เลยไป search ในเว็บไซด์เลยหางานว่า Thai speaking สรุปก็ได้งานจากวิธีนี้ค่ะ (จริงๆเราถือวีซ่า LTVP ตอนหางาน แต่ถ้าไม่มีวีซ่า บริษัทที่เราทำอยู่ก็พร้อมขอวีซ่าให้ค่ะ)

ข้อดีของสิงคโปร์คร่าวๆ คือ 1.คนส่วนใหญ่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ ทำให้ไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิตเท่าไหร่ 2.Public transport ครอบคลุม ราคา reasonable นั่งรถไฟฟ้าไปสุดสายอาจจะถูกกว่านั่ง BTS ที่ไทยไม่กี่สถานีอีก 3.ปลอดภัยมากกกกกก กลับดึกก็ไม่หวั่น เดินออกไป supermarket ตอนเที่ยงคืนก็ไม่กลัว อยู่ไทยคือไม่กล้าใช้ชีวิตแบบนี้ 55555

“4.Income tax ถูกกว่าไทยมากกกกกก ยกตัวอย่างเช่นอยู่ไทยอาจจะจ่ายภาษีแสนนึง อยู่นี่จ่ายห้าหมื่นกว่าๆ ซึ่งที่จ่ายไปก็ไม่เสียดายเลยเพราะได้คุณภาพชีวิตที่ดี 5.อยู่ไม่ไกลจากไทย ไฟลต์เยอะ ตั๋วเครื่องบินไม่แพง กลับไปหาครอบครัวที่ไทยได้บ่อยๆ

ข้อเสียที่นึกได้ 1.ชาวเกาะ (บางส่วน) racist ค่ะ racist กันเองระหว่างคน local (จีน-มาเลย์-อินเดีย) racist ชาติอื่นด้วย ถ้าเป็นผู้หญิงไทยก็จะโดนอย่างที่เราๆ รู้กัน แรกๆ ก็โมโห หลังๆ ถือคติช่างแม่ง มันไม่ได้ให้ตังเรากินข้าวค่ะ อย่าไปให้ราคาคนพวกนี้ 2.ค่าเช่าบ้านราคาสูง 3.อยู่ไปซักพักอาจจะเบื่อเพราะไม่มีที่เที่ยว ไม่มีขับรถไปต่างจังหวัดได้เหมือนไทย คนที่นี่ถ้าก่อนโควิดคือไม่บินออกนอกประเทศก็นั่งรถไป Johor Bahru มาเลเซียหรือนั่งเรือ ferry ไปเกาะ Batam ของอินโด

“ส่วน เรื่องค่าครองชีพ ถ้าเทียบกับรายได้ ส่วนตัวว่ามันไม่ได้แพงขนาดนั้นค่ะ (ยกเว้นค่าบ้าน) ค่าเดินทางก็สมเหตุสมผลถ้านั่ง public transport ค่ากิน ถ้ากินตาม Hawker center (ศูนย์อาหาร) ข้าวจานละ $3 ก็มี แถมให้เยอะอีกต่างหาก ตอนมาอยู่นี่แรกๆยังไม่ชินกับ potion อาหาร ซื้อข้าวจานเดียวคือแบ่งกินได้ 2 มื้อ

“ถ้าใครมีข้อสงสัยตรงไหนถามได้เลยนะคะ จะพยายามตอบเท่าที่ตอบได้ค่า”

ขณะที่ #ทีมสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาแชร์ประสบการณ์ว่า ดีใจที่ได้อยู่ที่นี่ ถึงแม้ค่าครองชีพจะแพง แต่รู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเวลาเลิกงานดึก คุณภาพชีวิตดี ที่สำคัญ ธรรมชาติสวยงาม เหมาะกับเราที่ชอบเดินเขามากค่ะ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางคนยังเสนอว่า อยากให้คิดงี้ก่อนค่ะ ยังไม่ต้องไปถึงจะปักหลักตั้งรกราก เอาแค่ออกไปจากที่นี่ งานดีๆ ก็หายากอยู่ดีแหละยามนี้ วันนึงพ่อแม่แก่เฒ่าต้องกลับมาดูแลก็มา… อยู่แล้วไม่ชอบก็ย้ายประเทศใหม่ ไม่ก็กลับ

“เริ่มจากคิดไปหาประสบการณ์ ไปดูโลก ไปโต ไปเก็บตังค์ ไปศึกษาวิธีคิดที่ต่างไป รู้จักอะไรที่ใหม่ สด เป็นประชากรโลก …สักสองสามปี อยู่ได้สบายดีก็สิบปี ยี่สิบปี ตลอดกาล

“ที่นี่มันจะไม่ดีขึ้นได้อีกหลายปีล่ะค่ะที่แน่ๆ ไปก่อน ไม่ต้องห่วงบ้าน มันเน่ารออยู่กับที่อย่างนี้ล่ะ ไม่หายไปไหน อายุยังน้อยพ่อแม่ยังดูแลตัวเองได้ก็ไปเถิดรีบๆ ไป ไรไงค่อยว่า”

อย่างไรก็ดี กลุ่มเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” เป็นกลุ่มปิด ผู้สนใจเข้ากลุ่มต้องกดคำขอเข้ามาเพื่อรอการพิจารณาอนุมัติ ซึ่งขณะนี้ (19.50 น. วันที่ 2 พ.ค.64) รวมระยะเวลาเพียง 1 วันหลังการก่อตั้ง กลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกแล้วมากกว่า 310,000 คน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ใหม่ สุคนธวา” ทุ่มสุดตัวยอมเป็นหนี้ 53 ล้านซื้อบ้านให้พ่อ
บทความถัดไปสลด พายุฝนพัดถล่มลพบุรี ต้นไม้ใหญ่โค่นทับ ‘คนขับรถไถ’ ดับคาที่