เปิดใจ นักวิจัยด้านไวรัสวิทยา แก้ปัญหาศพล้น รพ.เร่งกู้วิกฤต ฉีดวัคซีนสลับชนิดได้ แต่อยู่ที่แอสตร้าฯ จะมาทันมั้ย? ขอให้มั่นใจไม่ใช่หนูทดลอง
รายการโหนกระแสวันที่ 14 ก.ค. 64 “หมวย อริสรา กำธรเจริญ” ดำเนินรายการแทน “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 สัมภาษณ์ “ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา” นักวิจัยด้านไวรัสวิทยา ไบโอเทค (สวทช.) และ “รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กรณีฉีดวัคซีนผสม ทำได้หรือไม่อย่างไร
ตกลงแล้ว สลับยี่ห้อ เข็มนึงเป็นซิโนแวค เข็มสองเป็นแอสตร้าฯ ทำได้มั้ย?
ดร.อนันต์ : ต้องตอบว่าทำได้นะ เราอิงตามข้อมูลทางวิชาการที่เรามีอยู่ตอนนี้ การที่จะตัดสินใจทำวัคซีนสลับเข็มเป็นการตัดสินใจที่ยาก ต้องตอบตรงๆ เพราะผมก็อยู่ในวงการวัคซีนมานานพอสมควร เวลาจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างที่ไม่มีข้อมูลทางวิชาการชัดเจน เป็นการตัดสินใจที่ลำบาก แต่เนื่องจากว่าสถานการณ์บ้านเราไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย
ถ้าปกติเราโดนไวรัสอู่ฮั่นวัคซีนป้องกันได้ก็จะไม่มีประเด็นเรื่องนี้ แต่ตอนนี้มีสายพันธุ์เดลต้าแพร่อยู่มาก วัคซีนที่มีอยู่ปัจจุบัน อาจมีประสิทธิภาพที่ดีไม่เพียงพอในการป้องกันเดลต้าได้ ก็เลยเป็นประเด็นขึ้นมาว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ไวรัสไม่ได้รอเรา ว่าจะติดใคร ไม่รอให้เราทำการทดลองก่อน วัคซีนที่เรามีอยู่ ก็นั่งคุยในวงวิชาการทุกวัน ว่าจะทำอย่างไรให้วัคซีนที่เรามีอยู่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ซึ่งเราต้องมองสองบริบท หนึ่งถ้าภูมิคุ้มกันดีแล้ว สองผลข้างเคียงเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่ WHO ให้ความเป็นกังวลมาว่าเรื่องผลข้างเคียงเรายังมีข้อมูลไม่มาก คราวนี้ก็ต้องอ้างอิงไปตามข้อมูลที่มีปัจจุบัน ว่าการสลับเข็มก็มีได้หลายแบบ ในบ้านเราเองก็จะเป็นเรื่องเชื้อตายคือซิโนแวคไปก่อน แล้วตามมาด้วยวัคซีนแอสตร้าฯ แต่ถามว่าทำได้มั้ย คำตอบก็คือว่าน่าจะทำได้
โดยมุมมองของผลวิจัยที่เราทำมา ส่วนเรื่องของความปลอดภัยเราเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลที่น่าจะอ้างอิงได้ดีคือข้อมูลของหมอพร้อม อ.ยง ได้เรียนเมื่อวานว่ามีประมาณพันกว่าคนที่เราเก็บข้อมูล ผลออกมาไม่ได้มีประเด็นเรื่องผลข้างเคียงที่ดูรุนแรงอะไร นี่เป็นผลเริ่มต้น เราต้องเก็บข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชี้ชัดลงมาว่าการสลับเข็มทำได้จริงในสภาวะที่ต้องต่อสู่กับเดลต้าตัวนี้ได้ยั่งยืนขนาดไหน กรณีเจอเคสที่รุนแรงต้องมานั่งคุยใหม่ แต่ตอนนี้เท่าที่คุยอยู่ ยังไม่มีเคสอะไรน่ากังวล กับการสลับเข็ม
คุณหมอมองยังไง?
นพ.พฤหัส : จริงๆ ในส่วนของวิชาการ เราคงไม่มีข้อมูลที่ดีกว่า แต่เรื่องหน้างานจริง ที่ รพ.เฉลิมพระเกียรติ เราก็ฉีดวัคซีนทั้งสองชนิดด้วยเช่นกัน หน้างานเวลาเราสลับกันตอนไม่ได้ประกาศออกมา มีปัญหาเหมือนกัน เช่นบางท่านอยากฉีดตัวเดิม ได้ซิโนแวคก็อยากได้เข็มสองเป็นซิโนแวค บางท่านกังวลว่าจะได้แอสตร้าฯ จริงหรือเปล่า เพราะตอนนี้มีบริบทเรื่องการจัดการวัคซีนด้วยเช่นกัน แต่วัคซีนที่กระจายฉีด เป็นแอสตร้าฯ เป็นหลักจนจบ 31 ก.ค.
ส่วนซิโนแวคแล้วแต่เลย บางครั้งก็มา บางครั้งก็ไม่มา ก็เป็นปัญหาเรื่องการนัดและการจัดการ ถ้าตอบในเรื่องการจัดการ เราควรมีเวลาเรื่องการทราบก่อนเรื่องปริมาณวัคซีนทั้งสองชนิดและการจัดการ เพื่อจะได้นัดและไม่เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน การปฏิบัติเลยก็จะมีประเด็นปัญหาอย่างตอนนี้ แต่ถ้าเราคิดว่าเราเคยประกาศไว้ว่าถึง 31 ก.ค. ในหมอพร้อมที่เราดำเนินการในส่วนของแอสตร้าฯ ไม่ให้ประชาชนสับสน ตรงนั้นน่าจะจัดการให้เรียบร้อย และมาเริ่มในกลุ่มประชาชนทั่วไป 1 ส.ค. ว่าเราจะเปลี่ยนสูตรวัคซีน มีปริมาณวัคซีนที่ชัดเจน มีซิโนแวคเท่าไหร่ แอสตร้าฯ พร้อมหรือไม่ การจัดการตรงนี้ถ้าทำแบบนี้จะไม่สับสน
แต่การเปลี่ยนเร็วก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันขึ้นเร็ว ถ้าเปลี่ยนช้าก็อาจมีความหมายเหมือนกัน ทางการแพทย์ก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ถ้าระดับประเทศเรื่องการจัดการ จะทำให้การสร้างความเข้าใจของประชาชนมีได้
ตอนนี้เราคุยกันเรื่องบุคลากรทางการแพทย์เข็ม 3 ยังไม่ได้มีเรื่องแอสตร้าฯ มาจริง ถ้าในบุคลากรที่คุยกันว่าจะให้เลือกว่าจะเป็นแอสตร้าฯ หรือไฟเซอร์ ผมพูดถึงบุคลากรด่านหน้าที่สัมผัสคนไข้ เป็นกลุ่มหนึ่งที่ภายในสองอาทิตย์น่าจะจัดการให้แล้วเสร็จ ถ้าดูอย่างนี้เหมือนระยะเวลาค่อนข้างดี ภายนสองอาทิตย์ถึง 31 ก.ค. เราจัดการในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ประมาณ 7 แสนคนเรียบร้อย แล้วหลังจากนั้น 1 ส.ค. มีการเปลี่ยนสูตรวัคซีน มีปริมาณวัคซีนที่แน่นอน ศูนย์ฉีดต่างๆ จะมีประสิทธิภาพสูงสุด ประชาชนจะเข้าใจและมั่นใจตรงนี้ได้เป็นอย่างดี

แสดงว่าตอนนี้ที่ธรรมศาสตร์ไม่มีการสลับสูตร ยังเป็นแผนเดิม?
นพ.พฤหัส : ครับ เนื่องจากอย่างที่เรียน เรามีวัคซีนมาแน่นอน ทั้งเข็มหนึ่งเข็มสอง สำหรับซิโนแวค และแอสตร้าฯ เราเลยไม่มีการปรับตรงนี้ เข้าใจว่าภาครัฐหรือผู้จัดสรรวัคซีนให้เรา ผ่านทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดปทุมธานีมีการพูดคุยและตั้งใจว่าจะเริ่มดำเนินการ 1 ส.ค. เป็นต้นไป สำหรับศูนย์ฉีดวัคซีนของธรรมศาสตร์
นนทบุรีพร้อมสลับสูตร ปรากฏว่าคนมาฉีดวัคซีนวันนี้ ก็เลื่อนไปก่อน แต่พอบอกว่าฉีดแอสตร้าฯ คนก็เลยมา มองเรื่องนี้ยังไง?
ดร.อนันต์ : การสลับเข็มที่เราคุย ซิโนแวคเข็มที่ 1 แอสตร้าฯ เข็มที่สอง เรามีหลักคิดนะครับ ว่าการที่เรามีวัคซีนสองชนิดอยู่ในประเทศ ถ้าเอาแอสตร้าฯ เข็มที่หนึ่ง เราก็ต้องใช้แอสตร้าฯ เข็มที่สองเหมือนกัน เราไม่มีทางเอาซิโนแวคมาเป็นเข็มที่สองต้องเข้าใจตรงนี้ แต่ถามว่าแอสตร้าฯ ทำไมไม่เอาสองเข็มทั้งประเทศเพราะข้อจำกัดของแอสตร้าฯ คือวัคซีนตัวนี้ใช้เวลาในการฉีดเข็มที่สองนาน คือประมาณ 12 สัปดาห์ ตอนนี้อาจลดมาเหลือ 9 สัปดาห์ได้ แต่เราดูความเสี่ยงในการติดเชื้อเดลต้า 9 สัปดาห์มันก็สองเดือนกว่า อาจจะเป็นความเสี่ยงสูงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือหลายๆ คนที่ไม่เคยฉีดวัคซีน
ไอเดียในการสลับฉีดจึงเป็นซิโนแวค เพราะซิโนแวคข้อดีของเขาคือเขาสามารถกระตุ้นภูมิได้ไว หมายความว่าฉีดเข็มแรก แล้วฉีดเข็มที่สองอีก 4 สัปดาห์โดยไม่ต้องรอ 12 สัปดาห์เหมือนแอสตร้าฯ ฉะนั้นถ้าซิโนแวคเราใช้เข็มแรกไปแล้วเราใช้แอสตร้าฯ เข็มที่สอง 4 สัปดาห์ คนที่ได้เข็มที่สองจะได้มีภูมิภายใน 6 สัปดาห์หลังเข็มที่หนึ่ง ซึ่งเทียบกับรอแอสตร้าฯ 12 สัปดาห์ คนพวกนี้จะมีภูมิคุ้มกันที่สูงกว่าซิโนแวค 2 เข็มอย่างมีนัยยะสำคัญ
ดังนั้นการสลับก็ไม่ใช่สลับแอสตร้าฯ – ซิโนแวค ซิโนแวค –แอสตร้าฯ ขอให้เป็นซิโนแวคไปก่อน เอาข้อดีซิโนแวคมาใช้คือให้ร่างกายรู้จักซิโนแวคไปก่อน เพราะซิโนแวคคือเชื้อตาย ฉีดไปปั๊บร่างกายจะเห็นไวรัสแล้ว แต่ความสามารถในการกระตุ้นไม่ค่อยดี การฉีดซิโนแวคเข็มสองส่วนใหญ่ภูมิไม่ค่อยขึ้นสูงเพราะร่างกายตอบสนองต่อการกระตุ้นไม่ค่อยดี
แอสตร้าฯ กระตุ้นได้ดีมาก เราไม่ต้องการฉีดแอสตร้าฯ เข็มที่สาม ดังนั้นแอสตร้าฯ เข้าไปก็มีภูมิคุ้มกันสูงขึ้นอย่างชัดเจน อันนี้เรามีผลจาก 3 ที่ ทั้งจุฬา, ศิริราช , กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลตรงกันว่าการใช้วัคซีนสลับเข็มแบบนี้ ภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าจะเป็นแอนติบอดี้ชนิดยับยั้งไวรัสได้ ชัดเจนว่ากันเดลต้า สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับสายพันธุ์เดลต้าได้
มันจะไปแย้งกับก่อนหน้านี้มั้ย ที่บอกว่าอายุ 60 ปีขึ้นไปไม่แนะนำให้ฉีดซิโนแวค นายกฯ เองก็ไม่ฉีดซิโนแวคเป็นเข็มที่หนึ่ง แล้วพอมาให้ฉีดซิโนแวคเป็นเข็มที่หนึ่งแบบนี้ จะมีผลมั้ย?
ดร.อนันต์ : จริงๆ ซิโนแวคเป็นเชื้อตายที่มีความปลอดภัยสูงมาก สาเหตุที่ไม่ได้ใช่กับผู้สูงอายุ เพราะตอนนั้นการศึกษายังมีไม่มากพอ ตอนนี้ข้อมูลออกมา ซิโนแวคเอง ตีพิมพ์ออกมาว่าเด็ก 3 ขวบเองก็เริ่มใช้ซิโนแวคได้ พอมีข้อมูลมากขึ้นเราเริ่มใช้ซิโนแวคในกลุ่มผู้สูงอายุหลังจากที่แอสตร้าฯ ขาดแคลน เราเริ่มมีผลออกมาค่อนข้างดี เพราะผลข้างเคียงในผู้สูงอายุไม่มีในซิโนแวค อันนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าความปลอดภัยไม่มีประเด็น แต่เรื่องการกระตุ้นภูมิอาจเป็นประเด็น เพราะผู้สูงอายุเองจะกระตุ้นภูมิได้น้อยกว่าเด็กๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นการฉีดแอสตร้าฯ เข็มสองในกลุ่มผู้สูงอายุ อาจเป็นประเด็นที่ดีกว่าการใช้ซิโนแวค 2 เข็ม เพราะเป็นการเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุเหล่านี้ได้
ไทยเป็นฐานในการผลิตแอสตร้าฯ แต่ทำไมปริมาณวัคซีน การจัดการของเราไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่จะฉีด?
นพ.พฤหัส : ฟังจากภาครัฐที่มีการสื่อสารมา ไม่ว่าจะเป็นภาพใหญ่ของประเทศ หรือกรรมการโรคติดต่อของจังหวัดเอง หรือกรมควบคุมโรคในช่วงต้นๆ ก่อนเริ่มการฉีด 7 มิ.ย. เราได้รับการสื่อสารว่าเดือนมิ.ย. 6 ล้านโดส เดือนก.ค.10 ล้านโดส แต่ปัจจุบันจริงๆ เท่าที่ทราบ ตัว 10 ล้านโดสยังไม่มาเลยในเดือนก.ค.
อันนี้เป็นประเด็นหลักที่ทางเราก็เป็นผู้รับนโยบายหรือผู้ฉีด มีปัญหามากในการจัดการ แต่ภาพรวมของประเทศ ถ้าเราทราบปริมาณที่ชัดเจน ก็จะช่วยกันได้ ทั้งเรื่องการจัดการและการสื่อสาร เช่น ถ้าเราเปลี่ยนสูตรแล้ว ซิโนแวคมาเท่าไหร่ แอสตร้าฯ มาเท่าไหร่ จะเห็นว่าตอนนี้เราก็เริ่มระดมฉีด กลับเข้ามาสู่ขั้นตอนการสื่อสารกับผู้มีความเสี่ยง 7 โรคเรื้อรังเพราะเราเคยเป๋ไปพักนึง ช่วงที่ระดมฉีดให้ในกลุ่มประกันสังคมอะไรต่างๆ ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ช่วงนั้นถ้าเราเลือกกลุ่มเป้าหมายและรู้ปริมาณวัคซีนที่แน่นอน ก็จะช่วยในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
ปัจจุบันเรื่องอัตราตายก็ชัดเจน คนติดโควิดคือกลุ่มผู้สูงอายุและ 7 โรคเรื้อรัง ส่วนผู้มีความแข็งแรง อาจเลือกวัคซีนบางชนิดไปกระตุ้นเขาก็น่าจะเป็นประโยชน์ เช่นกลุ่มแรงงานต่างชาติ กลุ่มผู้ต้องขัง ซึ่งอัตราผู้เสียชีวิตไม่ค่อยสูง ถ้าเรามีวัคซีนที่จำกัด ใช้ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง คิดว่าจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิต

หลายคนเกิดคำถามว่าถ้าเข็มที่หนึ่งภูมิไม่ค่อยขึ้น ฉีดแอสตร้าฯ เข็มหนึ่งไปเลยมันไม่ดีกว่าเหรอ?
ดร.อนันต์ : ได้ครับ ถ้าเราฉีดแอสตร้าฯ เข็มที่หนึ่ง เราก็ได้รับภูมิจากแอสตร้าฯ แต่ภูมิคุ้มกันจากแอสตร้าฯ ผลการทดสอบทั้งอังกฤษและหลายๆ ประเทศไม่เพียงพอที่จะป้องกันเดลต้า อังกฤษโชว์ผลค่อนข้างชัดเจนว่า 1 เข็มของแอสตร้าฯ ป้องกันเดลต้าได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งถ้าฉีดแอสตร้าฯ ไปแล้ว เราต้องรออย่างน้อย 9 สัปดาห์ หมายความว่าเรามีภูมิคุ้มกัน 30 เปอร์เซ็นต์ต่อการป้องกันตัวเองได้จากเดลต้า ผมคิดว่าทางวิชาการมองตรงนี้ว่ามันมีความเสี่ยง
แต่ถามว่าฉีดแอสตร้าฯ ไปแล้ว 1 เข็ม เราฉีดซิโนแวคไม่ได้ ความเสี่ยงที่จะลดลงคือเราต้องพิจารณาฉีดแอสตร้าฯ ให้เร็วขึ้น ประเด็นนี้ต้องลองดูว่าผลของแอสตร้าฯ จะเร็วขึ้นได้มากที่สุดเท่าไหร่ เพราะ 12 สัปดาห์นานไปที่จะเสี่ยงตรงนั้น สักประมาณ 6 สัปดาห์ได้มั้ย เพราะจริงๆ ผลของแอสตร้าฯ ที่ทำช่วงแรก 4 สัปดาห์ ต่อสายพันธุ์อู่ฮั่นได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์
แต่ถ้า 12 สัปดาห์มันถึงจะ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้บริบทเปลี่ยนไป 1 เข็มมันไม่พอ ถ้าจะช่วยได้ เราอาจลดลงมาเหลือประมาณ 6 สัปดาห์ อย่างน้อยเพิ่มจาก 30 เปอร์เซ็นต์ อาจเป็น 50-60 เปอร์เซ็นต์ได้ ก็ถือว่าเรายังยอมรับได้กับตัวเลขตัวนั้น
ถ้าเข็มหนึ่งเป็นซิโนแวค เข็มสองเป็นแอสตร้าฯ ภูมิจะลดไปทุกๆ 2 เดือนมั้ย?
ดร.อนันต์ : อันนี้เป็นข้อมูลที่ผมแชร์ต่อ (หัวเราะ) จริงๆ เราเก็บข้อมูลจากธรรมศาสตร์นี่แหละ เราร่วมมือกัน ทางบุคลากรทางการแพทย์ที่ส่งตัวเซรั่มมาให้เราหลังได้รับซิโนแวคไปแล้ว 2 เข็ม พบว่าลดลงจริงๆ แต่ถามว่าทุกคนหรือเปล่าไม่ได้ทุกคน แต่เป็นค่าเฉลี่ยที่เราเห็นว่าแอนติบอดี้ลดลงจริงๆ แต่แอนติบอดี้ที่ลดลงเป็นแอนติบอดี้โดยรวมไม่ได้มีความสามารถยับยั้งไวรัสเข้าสู่เซลล์ เพียงแค่บอกให้ทราบว่าภูมิคุ้มกันซิโนแวค 2 เข็มอยู่กับเราไม่ค่อยนาน
ซึ่งถ้าเราลดลงไปถึงระดับหนึ่งบุคลากรทางการแพทย์อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อมากขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลในการใช้เข็มที่สาม ไม่ว่าจะไฟเซอร์หรือตัวใหม่ๆ หรือแอสตร้าฯ ที่เพิ่มศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ของเราให้ดียิ่งขึ้น อย่างน้อยเราไม่ต้องรอนาน ถ้าบูสต์ได้ก็บูสต์ดีกว่ามีความเสี่ยงสูง จากภูมิคุ้มกันที่ลดลงจากซิโนแวค

เมื่อวานองค์การอนามัยโลกบอกว่าการฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อมีแนวโน้มเป็นอันตราย และมีการทวิตข้อความออกมาชี้แจงว่าถ้ากระทำโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือสาธารณสุขประเทศนั้นๆ สามารถทำได้ แต่ไม่แนะนำให้ประชาชนสลับฉีดกันเอง ข้อมูลแบบนี้ทำให้คนงง ตกลงสรุปสุดท้ายเราจะมั่นใจได้ไงกับการสลับสูตรวัคซีน?
ดร.อนันต์ : ตามปกติ WHO จะประกาศอะไรต้องมีข้อมูลมากพอ เพราะเขาเป็นองค์การใหญ่ระดับโลก ฉะนั้นผมไม่แปลกใจที่ได้ยินว่าเขามีความกังวลเรื่องประสิทธิภาพ เรื่องความปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลในโลกยังมีข้อมูลไม่มากพอ คนที่ประกาศ ที่เป็นหัวหน้าวิทยาศาสตร์ของ WHO เขาให้คอมเมนต์นี้มา
ทางสื่ออาจตีความว่า WHO คัดค้านการใช้วัคซีนสลับเข็ม ซึ่งตอนหลังมา เขาก็มาทวิตว่าจริงๆ แล้วไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่กลัวว่าคนตื่นตระหนกกับสายพันธุ์ใหม่ๆ แล้วไปสลับเข็มกันเองโดยมีข้อมูลไม่มากพอแต่ถ้าบริบทในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหาเรื่องสายพันธุ์เดลต้าที่ระบาด มีข้อมูลมากพอโดยขึ้นอยู่กับผู้เชี่ยวชาญที่ประเทศไทยเรามีหลายคณะ กว่าจะมาถึงการตัดสินใจใช้วัคซีนสลับเข็มได้ ทาง WHO ถือว่าไฟเขียว สามารถทำได้
จริงๆ แล้ว WHO จะไม่สามารถมาก้าวก่ายการตัดสินใจของแต่ละประเทศได้เพียงแต่ว่าเขาเตือนว่าขอให้มีข้อมูลมากเพียงพอก่อนที่จะทำอะไร ถ้ามีข้อมูลเพียงพอ คิดว่า WHO ไม่น่าจะมีปัญหาในประเด็นนั้น
การประชุมครม. นายกฯ ก็เปิดวิดีโอ บอกว่าให้ใช้ข้อมูลของ WHO ไปประกอบการพิจารณาของคุณหมอ?
ดร.อนันต์ : ใช่ครับ คือ WHO ก็บอกเองว่าวัคซีนสลับเข็มทำแล้ว โดยเฉพาะในยุโรป เป็นแอสตร้าฯ ต่อด้วยไฟเซอร์ ก็เป็นข้อมูลชัดเจน ซึ่งอันนี้ดูเหมือนจะยอมรับได้ แต่การใช้วัคซีนสลับเข็มแบบอื่น ยังมีข้อมูลค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อตาย ซิโนแวคที่เรากำลังทำอยู่ แล้วต่อด้วยแอสตร้าฯ ยังเป็นประเด็นว่าให้เก็บข้อมูลมากขึ้นอีกหน่อย
แต่ถามว่าทำได้มั้ย ความเห็นส่วนตัว วัคซีนเรามีข้อมูลความปลอดภัยเรียบร้อย WHO รองรับทั้งคู่ไม่ว่าจะเป็นซิโนแวค หรือแอสตร้าฯ ความปลอดภัยน่าจะอยู่ในระดับยอมรับได้ ก็จะมีเรื่องว่าใช้คู่กันแล้ว ผลข้างเคียงกระตุ้นภูมิคุ้มกันอาจต้องลองดูกันต่อไป แต่คิดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะ 1 พันกว่าคนที่เราทำมา ดูเหมือนว่าไม่มีเคสอะไรที่น่ากังวล ซึ่ง 1 ต่อ 1 พันอาจยังไม่เกิดขึ้น อาจเกิด 1 ต่อ 1 หมื่น หรือต่อ 1 แสน อันนี้ต้องลองดูต่อไป
ส่วนประสิทธิภาพวัคซีนผมคิดว่าไม่มีประเด็นต้องน้อยลง เพราะวัคซีน 1 เข็ม กระตุ้นไปไม่มีทางต่ำกว่าซิโนแวค 2 เข็ม เพราะผลการทดลอง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนไม่เคยโชว์ว่าวัคซีนตีสลับเข็มแล้วจะได้ภูมิคุ้มกันต่ำกว่าวัคซีนชนิดเดียวกันสองอัน
เราเป็นหนูทดลองหรือเปล่า?
ดร.อนันต์ : ถ้าหนูทดลองแสดงว่าเราไม่เคยทราบผลมาก่อน แต่นี่เรามีข้อมูลค่อนข้างชัดในบริบทประเทศไทยว่ามันช่วยได้จริงๆ ฉะนั้นคณะกรรมการในการตัดสินใจมีข้อมูลมากเพียงพอ ที่จะสรุปออกมาเป็นแบบนั้น ผมเคยนั่งฟังในที่ประชุมครั้งนึงในฐานะนักวิจัย ส่วนตัวผมก็เชื่อ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าจะนำออกมาใช้ได้ทันทีโดยเร็วที่สุด เพราะเราเห็นว่าไวรัสเป็นอย่างไร พอเราอยู่ตรงกลาง
เราเห็นเลยว่านี่น่าจะเป็นคำตอบของประเทศที่ดีที่สุดในตอนนี้ ถ้าตอนหน้ามีอีกบริบทหนึ่งก็มาคุยกัน ไม่รวมถึงวัคซีนที่ยังมาไม่ทันเหมือนคุณหมอว่า (หัวเราะ) แต่ถ้าเรามีวัคซีนพร้อมเราทำได้ ผมว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้

วิกฤตรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเป็นอย่างไร?
นพ.พฤหัส : ในส่วนของรพ. เรามีส่วนของการบริการที่เพิ่มไปค่อนข้างมาก เรามี 800 เตียง รับส่งต่อจากทุกที่ทั่วประเทศที่ต้องการการรักษาที่สลับซับซ้อน สองเราเปิดรพ.สนาม 400 เตียง ภายในมหาวิทยาลัยและมีศูนย์ฉีดวัคซีนประมาณ 2-3 พันคนต่อวัน และขยายหน้างานเรื่องของโฮม ไอโซเลชั่น
ผมอยากพูดนิดนึงเรื่องยุทธศาสตร์ประเทศในการดูแลผู้ป่วยโควิดในปัจจุบัน เมื่อพบผู้ป่วยได้ผลบวก ก็เข้านอนรพ. ตรงนี้มีความล้นเกินของรพ. ที่ผ่านมา 3-4 เดือนมีความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์ ตอนนี้การติดเชื้อเข้าสู่วงกว้าง บุคลากรติดเชื้อจากที่บ้านแล้วมาทำงานติดภายในรพ.ด้วยเช่นกัน ที่ติดจากคนไข้ก็ยังเป็นส่วนน้อยอยู่ เพราะเรามีการป้องกันที่เป็นมาตรฐานเพียงพอ
ฉะนั้นตัวยุทธศาสตร์ต้องมีการปรับเปลี่ยน ผมอยากขอเรียกร้องว่าตัวที่เป็นการกรองเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยล้นรพ. และให้ผู้ป่วยที่สำคัญและมีความจำเป็นที่ต้องอยู่รพ. เช่นผู้ป่วยสีเหลืองกับสีแดง ก็น่าจะเป็นเรื่องโฮม ไอโซเลชั่นและคอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น ซึ่งในภาคส่วนประชาชนก็ยังเข้าใจว่าถ้าได้ผลบวกต้องเข้ารพ.เลยทันที ทำให้เรื่องโฮม ไอโซเลชั่นไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งเราทำเรื่องแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเรื่องอาหาร การดูแลคนไข้ตลอด 24 ชม.ไว้เรียบร้อยแล้ว อยากให้เชิงนโยบายประกาศตรงนี้ให้ชัดเจน เพื่อที่หน้างานจะได้มีความชัดเจนในเรื่องตัวกรอง ไม่ใช่ทุกคนต้องเข้ารพ.สนามทุกคน
ทราบว่ารพ.ธรรมศาสตร์ มีศพล้นรพ. ถึงขนาดต้องเตรียมตู้คอนเทรนเนอร์ สำหรับบรรจุศพ?
นพ.พฤหัส : อย่างที่เรียน รพ.เรามีภารกิจ ใน 800 เตียงยังเป็นภารกิจปกติอยู่เลย ก็มีผู้เสียชีวิตจำนวนนึง สองผู้เสียชีวิตจากโควิดเรามีเคสสีเหลืองสีแดงอยู่รพ.ประมาณ 70-100 เตียงทุกวัน จะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1-3 คน
นอกจากนี้ในภาคส่วนอื่นภายนอกรพ. ก็มีการส่งศพซึ่งเป็นหน้าที่ปกติของนิติเวชเราอยู่แล้วมีการส่งศพเป็นโควิดและไม่ใช่โควิดเข้ามาด้วย แต่ในอดีต เรามีตู้แช่ศพสัก 10 ตู้เราหมุนกันในวันสองวันก็หมุนได้ มีผู้มารับไปฌาปนกิจศพ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ญาติเองบางทีต้องกักตัว ติดเชื้อไปด้วย ก็ไม่สามารถมาจัดการศพได้ สองการขนส่งต่างๆ มีความยากลำบากทั้งการส่งวัดเอง ดังนั้นศพค้างที่รพ. ก็จะมีปริมาณมากขึ้น ศพนึง 3-5 วัน เราก็เพื่อบริหารความเสี่ยง
ถ้าตู้แช่ศพมีไม่เพียงพอ จะเป็นภาพไม่น่าดู เราเลยดำเนินการเอาตู้คอนเทรนเนอร์ซึ่งมีมาตรฐานในการจัดเก็บและแบ่งชั้นภายในได้ประมาณ 15-18 ศพ วันเสาร์นี้ก็จะมาติดตั้งที่รพ.หนึ่งตู้ และตามเพิ่มมาอีกหนึ่งตู้ ก็จะทำให้รอบของการหมุนตรงนี้มีความนานได้มากขึ้น ประมาณ 7 วันในการดำเนินการเกี่ยวกับศพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน
ตัวเลขติดเชื้อ วันละ 8-9 พัน ระบบเอาอยู่มั้ย?
นพ.พฤหัส : ระบบเอาอยู่มั้ย จริงๆ เราขยายศักยภาพมาพอสมควร ถ้าจำได้ ตอนนั้นเราสู้กันที่ 3-4 พันและบอกว่าไม่ไหวแล้วในระบบสาธารณสุข อันนี้มาถึง 8-9 พันแล้ว ระบบสาธารณสุขก็มีการขยายศักยภาพและมีภาคส่วนอื่นๆ มาช่วยอย่างเต็มที่ แต่ก็อย่างที่เรียน ตัวยุทธศาสตร์สำคัญ เราคงไม่สามารถเอาคนไข้ทุกคนเข้าไปอยู่ในรพ.ได้แล้ว เราต้องเลือกคนไข้ที่มีความจำเป็น อย่างสีเหลือง สีแดง หรือผู้สูงอายุ หรือ 7 โรคที่มีความเสียงสูง ไปอยู่รพ. ส่วนโฮม ไอโซเลชั่นและคอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่นตรงนี้น่าจะเป็นส่วนที่ทำให้ภาคสาธารณสุขลดความกดดันลงในการดูแลผู้ป่วย
แอสตร้าฯ จะมาทันมั้ย?
ดร.อนันต์ : คำถามนี้ตอบยาก เราผลิตในประเทศเอง แต่ดูจากแผนการส่งมอบเดือนที่แล้วไม่ได้ตรงกับแผนทำให้มีคนไม่ได้รับวัคซีนเข้ามากองในเดือนนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สำเร็จคือมีวัคซีนมากเพียงพอ ถ้าเราจะเอาแอสตร้าฯ มาใช้เร็วขึ้น แอสตร้าฯ ต้องใช้ภายใน 4 สัปดาห์ เรามีแอสตร้าฯ มากพอมั้ยในการใช้ 4 สัปดาห์ให้ทัน ถ้าไม่พอการสลับเข็มจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะทำให้ภูมิจากซิโนแวคก็จะยาวไปอีก แทนที่จะได้ภูมิที่ดีขึ้นก็มีความเสี่ยงสูงอีก เพราะซิโนแวค 1 เข็ม แย่กว่าแอสตร้าฯ 1 เข็มอีก
หลายๆ ท่านอาจเคยไปตรวจภูมิหลังซิโนแวค 1 เข็ม ภูมิขึ้นน้อยมาก เพราะการฉีดวัคซีนเชื้อตาย ร่างกายแค่รู้จักแต่การกระตุ้นภูมิน้อย นี่ข้อมูลชัดเจน ต้องฉีดเข็มอื่นกระตุ้นเข้าไปให้ภูมิขึ้นมา แต่สามารถทำได้เร็วใน 3-4 สัปดาห์ได้ ซึ่งเราจะทำตรงนี้สำเร็จได้เราต้องมีแอสตร้าฯ จำนวนมากเพียงพอ ซึ่งเป็นโจทย์ที่อาจเกินความสามารถของนักวิจัยที่จะทำได้ ต้องส่งต่อไปถึงผู้มีอำนาจว่าเราจะส่งแอสตร้าฯ มาจากทางไหน
ถ้าประเทศไทยผลิตไม่พอ เราสามารถนำเข้ามาจากทางอื่นได้หรือไม่ ซึ่งการจะทำให้เกิดขึ้นได้ ต้องใช้อะไรหลายอย่าง การแนะนำอย่างเดียวอาจไม่เกิด ถ้าจะให้เกิดขึ้นจริง ผมเห็นด้วยกับคุณหมอแอสตร้าฯ ต้องมีให้มากพอ

