โรคดึงผมตัวเอง มีอยู่จริง แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก มักพบอาการร่วมในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ‘เครียด-ซึมเศร้า’ บางรายเคยชินทำซ้ำๆ จนเกิดผมแหว่งเป็นหย่อมๆ
ด้วยสภาวะสังคมในปัจจุบันที่เอื้อให้ผู้คนเกิดความเครียด และมีแนวโน้มเข้าสู่ห้วงภาวะโรคซึมเศร้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งมีทั้งผู้ที่รู้อาการตัวเอง เข้าปรึกษาแพทย์ และรับการรักษา ขณะเดียวกันก็มีผู้คนอีกจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าตัวเองเข้าข่ายมีภาวะซึมเศร้า
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม เฟซบุ๊กเพจ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้แชร์โพสต์เกี่ยวกับ “โรคดึงผม ” โดยระบุว่า
“ผู้ป่วยที่มารักษาส่วนใหญ่มักไปพบกับแพทย์ทางด้านโรคผิวหนังมากกว่า จากนั้นจึงถูกส่งต่อมารักษากับจิตแพทย์อีกที จริงๆ แล้ว เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยอาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ซึ่งทั้งโรคดึงผม และ โรควิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้า ก็ตอบสนองดีกับยาในกลุ่มเดียวกัน (SSRI) ค่ะ”
โรคดึงผมตัวเอง หรือในภาษาอังกฤษคือ trichotillomania หรือ hair-pulling disorder เป็นภาวะที่ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมถอนผม (หรือขน) ของตัวเองซ้ำๆ จนทำให้ผมแหว่งหรือล้านเป็นหย่อมๆ
โรคนี้พบได้พอสมควร เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเรา ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้มาพบแพทย์
- พบได้บ่อยแค่ไหน
โรคดึงผมตัวเอง พบได้ประมาณ 1-2% ในประชากรทั่วไป
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่
และผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย
- อาการ
อาการหลักของโรคนี้ก็เป็นไปตามชื่อโรคนั่นแหละ 😣 นั่นคือผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมการดึงผม (หรืออาจจะเป็นขนก็ได้) ตัวเองซ้ำๆ
โดยการดึงแต่ละครั้งมักทำไม่นาน ไม่ได้ดึงติดต่อกันเป็นชั่วโมง แต่ทำบ่อยๆ เป็นพักๆ ไปเรื่อยๆ ทั้งวัน
ซึ่งผลของการดึงผมตัวเองนี้ทำให้เกิดผมแหว่งหายไปเป็นหย่อมๆ ในรายที่อาการเป็นมากและทำมานานบริเวณผมที่หายไปอาจจะใหญ่มากจนเหมือนหัวล้านได้
- ลักษณะของการดึงผมของผู้ป่วยนั้น สามารถแบ่งได้เป็น สองแบบ คือ
1) ดึงโดยรู้ตัว ในกรณีนี้ผู้ป่วยจะรู้ตัวและจดจ่อกับการดึงผมตัวเอง โดยก่อนที่จะดึงอาจมีความเครียดหรือกังวลนำมาก่อน และเมื่อดึงแล้วก็จะรู้สึกผ่อนคลายหรือฟิน อะไรทำนองนั้น ในบางคนสิ่งกระตุ้นอาจเป็นความรู้สึกคัน หรือแปล๊บๆ บริเวณนั้น ทำให้อยากจะถอนผม ซึ่งเมื่อถอนแล้วก็รู้สึกดีขึ้น
2) ดึงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งกรณีนี้การดึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น ดูทีวีอยู่แล้วก็เผลอเอามือไปดึงออกเอง
โดยส่วนใหญ่แล้วพบว่าผู้ป่วยมักจะมีพฤติกรรมการดึงทั้งสองแบบผสมกัน
- ตำแหน่งของการดึงผมหรือขนที่พบได้บ่อยที่สุด
ก็คือการดึงผมนั่นเอง ส่วนการดึงขนบริเวณอื่นๆ ที่พบได้บ้างได้แก่ ขนคิ้ว ขนตา ขนที่แขนขา หรือขนบริเวณอวัยวะเพศ
- ผลกระทบ
โรคดึงผมนี้มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจทำให้เกิดความเครียดหรือโรคซึมเศร้าตามมาได้ ผู้ป่วยมักต้องใช้วิธีต่างๆ เพื่อปิดบังผมที่แหว่ง เช่น ต้องรวบผมเพื่อให้บังบริเวณที่หายไป หรือในรายที่เป็นมากอาจต้องใส่วิกหรือใส่หมวกเวลาออกไปข้างนอก เป็นต้น
- การดำเนินโรค
อาการมักเริ่มเป็นในช่วงวัยรุ่น และเป็นเรื้อรังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการรักษา โดยอาการมักเป็นๆ หายๆ เป็นพักๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความเครียด ความกังวล หรือในผู้หญิงอาการอาจเป็นเยอะขึ้นช่วงมีประจำเดือน เป็นต้น
- การรักษา
ปัญหาสำคัญอย่างแรกสำหรับในบ้านเราน่าจะเป็นการที่ผู้ป่วยไม่มารับการรักษา ซึ่งคาดว่าเกิดจากความไม่รู้ว่ามีโรคแบบนี้อยู่และสามารถรักษาได้
ผู้ป่วยที่มารักษาส่วนใหญ่มักไปพบกับแพทย์ทางด้านโรคผิวหนังมากกว่า จากนั้นจึงถูกส่งต่อมารักษากับจิตแพทย์อีกที ผู้ป่วยที่มาพบจิตแพทย์เองโดยตรงแต่แรกมีน้อยมาก
การรักษาโรคนี้ถือว่าได้ผลดีพอสมควร โดยพฤติกรรมการดึงผมส่วนใหญ่จะลดลงและทำให้รอยโรคกลับมาใกล้เคียงปกติได้
การรักษาด้วยยาพบว่ายาในกลุ่มยา selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) และ clomipramine สามารถช่วยให้อาการดึงผมลดลงได้ นอกจากนี้การรักษาด้วยการพฤติกรรมบำบัดพบว่าได้ผลดีเช่นกัน
และการใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันจะได้ผลดีที่สุด
ดังนั้นใครเป็นอยู่ (หลายคนมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า) ก็ให้รีบมารักษากันนะครับ

