ดร.อนันต์ ชี้ไม่มีหลักฐานรองรับ ปม ‘ติดโควิด’ ทำร่างกายสูญเสียภูมิคุ้มกัน ‘ไข้หวัดใหญ่’ ห่วงยอดโควิดจีนพุ่งอีกระลอก สะท้อนภูมิคุ้มกันจากสายพันธุ์เก่าต้านใหม่ไม่ไหว
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยด้านไวรัสวิทยา ไบโอเทค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุถึงปัจจัยเกี่ยวเนื่องระหว่างการติดเชื้อโควิด-19 กับสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่
ซึ่งสรุปใจความได้ว่า จากการเก็บสถิติการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐพบว่า ปีที่ผ่านมามีการระบาดที่น้อยกว่า ปีนี้ ที่มีแนวโน้มพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะพออธิบายได้ว่าด้วยเมื่อปีที่ผ่านมาอยู่ภายใต้มาตรการโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนมีโอกาสสัมผัสเชื้อได้น้อย อย่างไรก็ตามในประเด็นที่ว่าการติดโควิดจะทำให้ สูญเสียภูมิคุ้มกันที่ร่างกายมีต่อ โรคไข้หวัดใหญ่ ยังไม่มีข้อมูลรองรับแต่อย่างใด ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ถ้ามีแล้ว ร่างกายจะจำแล้วจำเลย ไม่มีอะไรมา reformat ความจำนั้นได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลา boost นานขึ้นเพราะไม่ได้ใช้งานความจำส่วนนั้นนาน
โดยระบุไว้อย่างละเอียดว่า “การระบาดของไข้หวัดใหญ่เกิดตามฤดูกาล โดยจะขึ้นสูงสุดช่วงฤดูหนาว ภาพนี้แสดงให้เห็นแนวโน้มของ “การระบาดของไข้หวัดใหญ่” ในสหรัฐอเมริกาเปรียบเทียบแต่ละปี เก็บข้อมูลโดย Johns Hopkins University จุดที่น่าสนใจที่สุดคือเส้นสีส้ม กับ สีแดง คือ จำนวนผู้ป่วยที่พบเมื่อปีที่แล้ว เทียบกับ จำนวนที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้
ข้อมูลออกมาชัดเจนว่า แนวโน้มการระบาดจะมาไวกว่าและขึ้นสูงกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา ยังไม่มีแนวโน้มจะเห็นจุดหักหัวลงของเส้นสีแดง เพราะจังหวะที่การระบาดจะ peak คงต้องรอจนถึงช่วงหลังปีใหม่ไป ถึงตอนนั้นคงต้องดูข้อมูลว่าจุดสูงสุดไปได้ถึงแค่ไหน
เมื่อวิเคราะห์เทียบกับเส้นสีส้ม อาจจะพออธิบายสาเหตุของการระบาดที่เกิดขึ้นได้ว่า ในช่วงปีที่แล้วการระบาดของไข้หวัดใหญ่อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่พบ การติดเชื้อของไวรัสตามธรรมชาติจึงลดลงส่งผลให้ประชากรมีภูมิคุ้มกันที่ควรเกิดขึ้นจากการติดเชื้อตามธรรมชาติลดลงด้วย เด็กๆที่ไม่เคยติดจะมีเยอะขึ้น ผู้ใหญ่ที่ภูมิลดลงจากการที่ไม่ได้สัมผัสกับเชื้อมานานขึ้นก็จะเพิ่มขึ้น เป็นสภาวะที่เหมาะสมทำให้ไวรัสมีพื้นที่ในการแพร่กระจายตัวเองได้…พอภูมิของประชากรกลับมาเป็นปกติ ก็จะเข้าสู่วงรอบเดิม
มีบางคนใช้คำว่า immunity debt เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่ว่า ช่วงโควิดที่ผ่านมามีมาตรการต่างๆทำให้สูญเสียโอกาสการสัมผัสเชื้ออื่นๆตามธรรมชาติ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันที่เคยมีต่อเชื้อเหล่านั้นถูกทำลายไป หรือ การติดเชื้อโควิดทำให้ภูมิคุ้มกันที่มีต่อไข้หวัดใหญ่เสียไป ซึ่งเป็นความเห็นที่ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน หรือ ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ…
ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ถ้ามีแล้ว ร่างกายจะจำแล้วจำเลย ไม่มีอะไรมา reformat ความจำนั้นได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลา boost นานขึ้นเพราะไม่ได้ใช้งานความจำส่วนนั้นนาน
***ประเด็นสำคัญคือ เส้นสีแดงในกราฟสามารถทำให้หักหัวลง หรือ ชะลอได้ด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีความจำเป็นมากในปีนี้นะครับ
อ้างอิง : https://www.nature.com/articles/d41586-022-03666-9 ”

ทั้งนี้ ยังได้โพสต์ต่อไปถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีนที่ล่าสุดมีรายงานว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงมากที่สุดตั้งแต่มีการระบาดมาว่า
“ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดในกรุงปักกิ่งของจีนพุ่งสูงขึ้นมากที่สุดในตั้งแต่มีการระบาดมา มาตรการ Lockdown ของประเทศทำให้จำนวนเคสผู้ติดเชื้อต่ำมากเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ในประเทศเกิดจากวัคซีน โดยมีภูมิที่สร้างขึ้นจากการติดเชื้อตามธรรมชาติน้อยมาก ด้วยสถานการณ์ของไวรัสที่เปลี่ยนไปมากจากสายพันธุ์ที่ใช้เป็นวัคซีน
จำนวนเคสที่ทะยานสูงขึ้นเหมือนจะบอกว่า ภูมิจากไวรัสสายพันธุ์เก่าอาจจะทัดทานไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆเหล่านี้ไม่ไหว ถ้าเคสลดจำนวนลงในเวลาอันใกล้ คิดว่าคงเป็นผลโดยตรงจากมาตรการการตรวจที่ไว แยกผู้ติดเชื้อออก และ จำกัดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดเชื้อและผู้มีความเสี่ยง
ซึ่งเมื่อไหร่ที่มีการหลุดรอดเข้ามาแพร่กระจายอีก ก็จะเกิดการทะยานขึ้นของเคสอีกถ้าตราบใดภูมิคุ้มกันของประชากรยังไม่มากพอที่จะช่วยเหลือตัวเอง แต่ตอนนี้ต้องลุ้นให้กราฟหักหัวลงไวๆก่อน
ข้อมูลกราฟจาก BNO News”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
– สัญญาณไม่ดี! ยอดติดโควิดรายวันจีนพุ่งเกือบ 1.5 หมื่น
– จีนหนาว! ยอดติดโควิดรายใหม่พุ่งต่อ วันเดียวเฉียด 12,000 ราย

