หน้าแรก เกาะกระแสโซเชียล แม่เล่าอุทาหร...

แม่เล่าอุทาหรณ์ ลูกกินยาเกินขนาด ทำหัวใจเต้นผิดปกติ ชาวเน็ตแห่เมนต์เสียงแตก

26.01.23 | 18:33 น.
ภาพประกอบ

แม่เล่าอุทาหรณ์ ลูกกินยาเกินขนาด ทำหัวใจเต้นผิดปกติ ชาวเน็ตเมนต์เสียงแตก

กำลังเป็นที่ถกเถียงในโลกออนไลน์ เมื่อคุณแม่รายหนึ่งได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กกรุ๊ป พวกเราคือผู้บริโภค เล่าอุทาหรณ์ที่เกิดขึ้นกับลูก โดยว่า

“คำถาม​ : ฝากชีวิตลูกของเราไว้กับคุณครูได้จริงๆ หรือ?
คำตอบ : ตามความรู้สึก จากใจจริงๆ คือ​ ‘ตอนนี้ไม่ไว้ใจแล้ว’

เรื่อง : มีอยู่ว่า​ ณ วันเด็กในโรงเรียน​ เวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ น้องได้หยิบ​กระเป๋าลงมาจากล็อกเกอร์ซึ่งอยู่ประมาณหัวน้อง​ ซึ่งน้องหยิบกระเป๋า รื้อของจนเห็นขวดยา​ ซึ่งขวดยามีถุงซิปล็อกอยู่​ เด็กประมาณ 3 ขวบ ใช้เวลาเปิดน่าจะนาน แล้วเปิดขวดยาทานเล่นจนหมดขวดมี (‘มีหกบ้าง’ ฟังจากปากครูประจำชั้น)​ ซึ่งน้องบอกว่าตอนนั้น ‘ไม่มีใครอยู่ พี่เลี้ยงอยู่ในห้องน้ำ คุณครูไปประชุม’
คำถาม : คือใครดูเด็ก

… ซึ่งแม่พึ่งมาทราบเรื่องตอนเลิกเรียนประมาณ 15.00 น.กว่า ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงเรียนเวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง
คำถาม : คือทำไมไม่บอกตั้งแต่เกิดเรื่อง
โดยคุณครูบอกว่าคุณแม่คะ ‘น้องกินยาไปแต่นิดเดียวเองค่ะ’ เพราะว่ามันเหลือไม่เยอะ
ด้วยความที่คนเยอะแม่ก็เลยบอกว่าค่ะ ‘โอเค’
แล้วแม่ก็ให้น้องกินน้ำประมาณ 2-3 ขวด หลังจากกลับจากโรงเรียน

เวลาประมาณ 19.00 น. แม่ได้หยิบกระเป๋าการบ้านน้องออกมาจึงได้เห็นว่ายาทั้งขวดมันหมดซึ่งแม่จำได้ว่าเมื่อเช้าดูเหลือประมาณ 40 ซีซี
แล้วตอนนั้นแม่รีบโทรหาครูซึ่งครูไม่รับโทรศัพท์
โทรหาโรงพยาบาล แล้วถามถึง ‘ยาตัวนี้​ แก้ไอขยายหลอดลม’
พยาบาล ‘แนะนำให้ไปหาหมอด่วน’
แม่ก็เลยโทรไปตาม ครูประจำชั้นและพี่เลี้ยงโดยไม่มีใครรับสาย เลยฝากข้อความไว้กับพี่เลี้ยง ‘ว่าน้องทานยาไปตอนกี่โมงคะ’
โทรหาครูประจำชั้นจนลูกชายคุณครู ​เขารับสายบอกว่า​ ‘คุณแม่เขาอาบน้ำอยู่’ เราเลยบอกลูกเขาว่า​ ‘โทษนะคะเรื่องด่วนค่ะ’ ‘ช่วยสอบถามคุณแม่ให้หน่อยว่าน้องทานยาไปตอนกี่โมง’ ที่ได้คำตอบคือ : ‘บ่ายโมงกว่าๆ’ แม่เครียดแล้วเอาลูกมากอดเพราะลูกไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้นจนกระทั่งแม่ลูบไปที่หัวมีเหงื่อทั้งๆ ที่นั่งเล่นดินน้ำมันอยู่แล้ว เปิดพัดลมจอถึง 3 ตัว
แม่รีบเก็บของแล้วพาไปโรงพยาบาลทันที

Advertisement

โดยคุณหมอได้ตรวจแล้วปรากฏว่าน้องหัวใจเต้นเร็วผิดปกติมากโดยพี่พยาบาลพยายามวัดหัวใจน้องซ้ำอีกทีประมาณ 4 เครื่อง​ ตอนนั้นแม่รู้สึก ทำตัวไม่ค่อยถูก แต่สุดท้ายก็เข้าไปพบหมอ​ สรุปว่าคุณหมอให้ไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอีกทีนึงเพื่อความชัวร์
พอตรวจเสร็จคุณหมอ​แจ้งคุณแม่ให้อยู่ห้อง​ ICU เพราะน้องกินยา Overdose ของยาที่กินจริง

พี่พยาบาลฝ่ายจองห้องได้พูดว่า ‘คุณแม่คะอันนี้มันเหมือนการทำร้ายตัวเอง… ไม่สามารถเครมประกันได้’
แม่ถาม ‘ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่คะ’ พยาบาลเดินมาตอบคำถาม ‘ว่าประมาณ 42,000 /วัน​ บาทค่ะ’
แม่เลยตอบไปว่า ‘ตอนนี้ 42,000​ ต่อวันน่าจะไม่ไหวค่ะคุณหมอช่วยลดคอร์สลงมาหน่อยได้ไหมคะ’
คุณหมอน่ารักมากโดยบอกว่าพยาบาลหา ‘ห้องที่อยู่ใกล้วอร์ดห้อง ICU ซึ่งเป็นห้องพิเศษให้น้องหน่อย แล้วก็ให้พยาบาลเข้ามาตรวจน้องทุกๆ 1 ชั่วโมงตลอด 24 ชั่วโมง’ ต้องขอบคุณคุณหมอมากที่ช่วย

ตอนนั้นแม่ได้ถามคุณหมอ ‘ว่าตรวจคลื่นไฟฟ้ามาเป็นยังไงบ้างคะ คุณหมอบอกว่าอยู่ที่ 130 ค่ะ มีสิทธิจะขึ้นกว่านี้้​ ตอนที่มาพยาบาลวัดกันอยู่ประมาณ 160 ค่ะ ก็ถือว่าสูงค่ะ เพราะปกติจะอยู่ที่ 110 คือสูงสุดที่เด็กควรจะเป็น’ แม่ก็เลยได้ถามไปว่าใน ‘กรณีที่ร้ายแรงที่สุดน้องจะมีอาการยังไงคะ’ ​หมอได้ตอบ​ว่า…’น้องจะหัวใจเต้นผิดปกติค่ะซึ่งอาจจะทำให้ไปถึงการหัวใจวายได้’ ค่ะ ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นแม่ใจไม่ดี​ เหมือนหมอจะเห็นสีหน้าแล้ว​ เขาก็บอกว่า… ‘มีโอกาสแต่ว่าน้อยค่ะ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วง​ คุณหมอสั่งให้พยาบาลอยู่ใกล้ที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว คุณหมอก็เตรียมยาฉุกเฉิน​ไว้ทั้งหมดแล้วเตรียมตัวสำหรับฉีด​ให้น้องถ้ามีเหตุขึ้นมา’
น้องโชคดีค่ะไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้นมากับน้องหลังจากพ้นเที่ยงคืนกว่าๆ ไปน้องก็เริ่มลงมาเป็นปกติ

…เรื่องจบลงโดยคุณหมอเองก็ช่วยดูแลเรื่องเอกสารการเคลมประกันให้ และทางประกันก็ช่วยดูแลค่ารักษาให้…
เรื่องที่ผ่านมาก็ดูเงียบๆ ไปค่ะ ทางโรงเรียนไม่ได้มีความรับผิดชอบใดๆ มีแต่ให้คาดโทษคุณครูไว้
น้องก็ยังเรียนกับคุณครูคนเดิมค่ะทั้งๆ ที่แม่ก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ แต่สุดท้ายน้องก็จะขึ้นอนุบาล 1 ในเทอมต่อไปแม่ก็เลยปล่อยเรื่องนี้ผ่านค่ะ
แต่… เรื่องไม่จบแค่นั้นสิคะ… คุณครูประจำชั้นประเมินให้น้องไม่ผ่านเพราะ​เรื่องของการแกล้งเพื่อนค่ะ และเล่นแรงเกินไปเลยไม่ให้ขึ้นไปเรียนในชั้น อ.1 ค่ะ

… ในมุมมองของแม่น้องก็โดนทำร้ายมานะคะแต่น้องเป็นเด็กอดทนไม่ค่อยร้องไห้ค่ะ คุณครูก็เลยไม่ทราบเรื่อง…
โดยทางคุณครูบอกเราว่างั้นขอใบรับรองแพทย์ว่าน้องไม่มีความผิดปกติในการเข้าสังคมกับเพื่อน
‘…ซึ่งเราเองไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับเรื่องที่คุณครูโดนคาดโทษหรือเปล่า…’
คำถาม : คือเด็กผิดจริงเหรอ แล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้คะ

เหตุเกิดขึ้นที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านหนองจอก
ขอบคุณ : โรงพยาบาลเอกชนย่านรามอินทรา และขอบคุณคุณหมอ​ และ​พยาบาลทุกท่านที่ช่วยดูแล
แต่เรื่องมันจบแล้วค่ะ แม่ยอมรับในความผิดของแม่ทุกอย่างทุกคอมเมนต์แม่ผิดจริงๆ ค่ะ แม่ไม่ทราบเรื่องแม้กระทั่งว่า​ยา​ ไม่ว่ากินค่ะเพียงมากกว่าปกติเล็กน้อยก็คือ Overdose อยู่ดีแม่ต้องการเล่าเรื่องนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ค่ะ และเพื่อให้ทุกคนระวังค่ะ เพราะว่าแม่เชื่อว่ามีคนไม่รู้เหมือนแม่ด้วย
พูดอีก 1 รอบค่ะแม่ต้องการเล่าเรื่องให้ฟังเพื่อให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ระวังค่ะ
ไม่อยากให้เกิดกับใครแม่ผิดด้วยที่สะเพร่า
มันเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าค่ะ
ส่วนนี้คงมีคนตั้งคำถามว่าการประเมินน้อง
แม่พูดให้ตรงนี้ค่ะแม่มีพาน้องไปประเมินพัฒนาการตลอดเวลาค่ะ ด้วยเหตุผลว่าแม่รู้สึกว่าน้องซนผิดปกติค่ะ
ตามที่แม่ไปทางโรงพยาบาลแค่แนะให้แม่เลี้ยงเด็กแบบนี้แบบไหนค่ะ
เพราะว่าคุณหมอว่า​ พัฒนาตามเด็กปกติทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หลายคนได้เข้ามาคอมเมนต์ด้วยทัศนคติที่หลากหลาย โดยมองว่าเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของครอบครัวเช่นกัน รวมถึงให้กำลังใจกับครอบครัว อาทิ

‘ขออนุญาตพูดตามที่คิดนะคะ อย่าโกรธกันนะคะ
– พูดตามจริงหน้าที่ป้อนยาไม่ใช่หน้าที่ของครูค่ะ แล้วคุณแม่ก็ไม่ควรพกยาอันตรายไปกับเด็กเล็กด้วยค่ะ เพราะครูอาจไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงและเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ค่ะ
– ทางโรงเรียนและครูควรรับผิดชอบ ควรจะรีบพาไปพบแพทย์ตั้งแต่ทราบว่าทานยาเกินขนาดแล้วค่ะ ไม่ควรคิดเอาเองว่าไม่เป็นไร เพราะเด็กเล็กมาก น่าจะใส่ใจมากกว่านี้จริงๆ ค่ะ (แต่คุณแม่เองก็ไม่น่าเชื่อที่ครูพูดจนไม่รีบพาน้องไปเช็กค่ะ ไม่น่าปล่อยทิ้งไว้ตั้ง 4 ชั่วโมง)
– ไม่ได้เลื่อนชั้น อาจเป็นไปได้ว่าครูเค้าอยากจะแกล้งน้อง หรือน้องอาจจะเล่นแรงกับเพื่อนจริงๆ ก็ได้นะคะ เพราะคุณแม่เองก็ไม่รู้ว่าเวลาน้องเล่นกับเพื่อน เขาเล่นกันแรงไหม ถ้าแนะนำก็ลองไปคุยกับเพื่อนลูกดูค่ะ เผื่อถ้าครูโกหก คุณก็จะได้มีหลักฐาน
**ถ้าไม่สบายใจที่เรียนที่นี่ แนะนำให้ย้ายที่เรียนจะดีกว่าค่ะ เพราะถ้ามีปัญหากันจริงๆ น้องจะอยู่ลำบากค่ะ**
เป็นกำลังใจคุณแม่และน้องให้ผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ’

‘1.ลูกป่วย ไม่ควรเอาไปโรงเรียนค่ะ
2.ครูไม่มีหน้าที่ป้อนยาเด็ก, ดูแลเด็กป่วย
3.น้องกินยาตอนบ่ายโมง-บ่ายสาม ครูไม่ทราบปริมาณยาที่กินเข้าไป อาจเห็นไม่มีอาการผิดปกติเลยไม่ได้พาไป รพ.
4.แม่ไปรับน้องบ่ายสาม 1 ทุ่ม เพิ่งหยิบเอาขวดยามาดู?
5.อย่าเพิ่งอคติกับครูเรื่องการประเมินพัฒนาการเด็กเลยค่ะ ถ้าไม่วางใจกับครูคนนี้ก็ขอย้ายห้อง, ย้าย ร.ร.
ปกติเด็กป่วย อาจอ้อน งอแง มากกว่าเดิม คุณแม่ควรดูแลน้องเอง อย่าเอาไปโรงเรียนให้เป็นภาระครู และเด็กคนอื่นที่ต้องมาเสี่ยงป่วยตามเลยค่ะ’

‘อันนี้ยาของลูกคุณใช่มั้ยครับ ที่น้องทานไป?
ถ้าใช่ น้องป่วย ควรให้พักอยู่บ้านนะครับ ไม่ควรจะฝากครูป้อนยา
ตอนลูกผมอายุเท่านี้ ก็ให้อยู่บ้านครับ ถ้าป่วย และไม่เคยไว้ใจใครให้ป้อนยามาตลอดอยู่แล้วครับ'”