สาวแชร์เป็นอุทาหรณ์ซื้อรถโชว์รูมดัง เจอเซลส์ ‘คิดยอดเงินผิด’ ลืมคิดค่าประกันชีวิต ตื๊อลูกค้าจ่าย เหตุจะไม่ได้ค่าคอมพ์ ช็อก! ยึดป้ายขาว-มัดจำคืน หลอกศูนย์ใหญ่ว่าส่งให้แล้ว แต่จริงๆ คือส่ง ‘โนติส’ ขู่ฟ้อง สุดท้ายไม่มีขอโทษสักคำ
เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ผู้บริโภครายหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกค้าซื้อรถครั้งแรก จากโชว์รูมยี่ห้อดังได้ออกมาแชร์เรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ซื้อรถทุกราย หลังซื้อรถถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง แต่กลับถูกโนติสจากเซลส์ขู่ฟ้องร้อง จากเหตุเซลส์ “คิดเงินผิด” โดยเธอได้เล่าไว้ในกลุ่มเฟซบุ๊กไว้อย่างละเอียดว่า
“สวัสดีค่ะ เราขอแชร์เรื่องราวและเป็นอุทาหรณ์ กับเหตุการณ์การซื้อรถ eco car แบรนด์ดังที่มียอดขายอันดับ 1 ในตอนนี้ที่โชว์รูมแห่งหนึ่ง สำหรับคนที่ซื้อรถครั้งแรก ที่อาจจะตกเป็นเหยื่อในการถูกเซลส์และโชว์รูมเอาเปรียบ และกระทำไม่ดีใส่แบบเราได้
เริ่มแรกวันที่ 6 ก.พ.66 เราได้ทำสัญญาซื้อรถยนต์กับเซลส์ไว้พร้อมทำสัญญากับไฟแนนซ์ตามปกติ ทางเซลส์ได้มีการแจ้งราคาพร้อมส่วนลดอย่างชัดเจนและหลายครั้ง
วันที่รับรถ 8 ก.ค.66 ทางเซลส์ก็ได้แจ้งยอดอีกรอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ต่างฝ่ายต่างรับรู้ยอดจำนวนดังกล่าวและเราได้ทำการจ่ายที่ฝ่ายการเงิน มีการเซ็นเอกสารเรียบร้อยโดยไม่มีปัญหาอะไร เราได้รับใบเสร็จ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี
จนกระทั่ง 5 ส.ค. หรือ 1 เดือน หลังจากวันที่ได้รับรถมาขับแล้ว จู่ๆ ทางเซลส์ได้โทรมาบอกว่าเรายังค้างจ่ายเขาอยู่จำนวนเกือบสองหมื่น ซึ่งเราตกใจมากเพราะสัญญาที่ได้ทำการเซ็นไปและเงินที่จ่ายไปมันจบตั้งแต่วันที่รับรถเรียบร้อยแล้ว ใบเสร็จได้รับทุกอย่างเรียบร้อย จึงได้สอบถามว่าเรื่องเกิดจากอะไรทาง เซลส์ก็ตอบเพียงแค่ค่าประกัน ซึ่งที่มาที่ไปเป็นอย่างไรเขาก็ไม่สามารถตอบให้เราได้
เราจึงแจ้งไปว่า เราไม่สามารถจ่ายให้ได้เนื่องจากการจ่ายได้จบไปตั้งแต่วันรับรถเรียบร้อยแล้ว และได้ขอเบอร์ไฟแนนซ์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อโทรไปสอบถามกับทางไฟแนนซ์ที่ดำเนินเรื่องให้ ปรากฏว่าทางนั้นไม่ได้คิดเงินค่าประกันชีวิตที่ติดมากับสัญญารถ (แต่เราทำสัญญากับไฟแนนซ์เป็นแบบผ่อนรวมกับงวดรถ) เราได้แจ้งไปว่า เรากับทางเซลส์ได้มีการทำสัญญาซื้อขายตรงตามจำนวนที่ทางนั้นแจ้งแล้ว พอซื้อขายเสร็จดันมาบอกว่าไม่ครบจำนวนต้องจ่ายเพิ่ม เรารู้สึกไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ จึงยืนยันว่าจะไม่มีการจ่ายเพิ่มใดๆ ทั้งสิ้น
วันที่ 8 ส.ค. ทาง หัวหน้าของเซลส์ ได้ทำการโทรมาคุย โดยอธิบายว่าเนื่องจากเซลส์ที่ดูแลเรื่องให้ได้ทำการ ”คิดยอดเงินผิด” จำนวนเงินจึงมีการขาดหายไป และให้เราทำการจ่ายเพราะเงินจำนวนนั้นคือค่าคอมมิชชั่นของเซลส์ หากไม่จ่ายเซลส์ก็จะไม่ได้ค่าคอมพ์ในส่วนนั้น
เราจึงอธิบายตามข้างต้นว่าเรากับเซลส์คนนั้นได้มีการทำสัญญาตามจำนวนเงินที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว จึงไม่สามารถจ่ายให้ได้ และยิ่งเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากตัวเซลส์เอง ดังนั้นจะให้เรามารับผิดชอบแทนไม่ได้ หลังจากนั้นคำพูดของหัวหน้าได้พูดไปในทางที่เราเป็นคนผิดมากๆ มีการดึงคำพูดที่ให้เรารู้สึกไม่ดี ดึงเรื่องไม่มีความเป็นมนุษยธรรม ทางเรารู้สึกไม่ดีกับคำพูดของเขามากๆ
เรามองว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของเซลส์ที่ทำงานบกพร่องจนเกิดเรื่องนี้ขึ้น สัญญาได้เกิดขึ้นแล้วตามเงินจำนวนที่ตกลงกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่หลังจากทำสัญญาเสร็จกลับให้จ่ายเพิ่ม และทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องได้ผ่านมาเป็นเวลานานมากแล้ว (เวลารอรถหลังทำสัญญาเสร็จ 5 เดือน+รับรถก่อนเกิดเรื่อง 1 เดือน) จึงได้แจ้งไปว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้องและขอไม่จ่ายให้ เขาได้มีการย้ำอีกรอบโดยมีการพูดประมาณว่า ”สรุปแล้วไม่จ่ายใช่ไหมครับ?” ราวกับว่ากำลังอัดเสียงเพื่อยืนยัน (ไม่ได้มีการแจ้งก่อนว่ามีการอัดเสียงไว้) พอได้รับคำตอบแล้วเขาจึงวางสายไป
วันที่ 22 ส.ค. ทาง ไฟแนนซ์โทรมาสอบถามว่า จะยกเลิกประกันเพื่อเอาเงินประกันคืนไหม? เราตกใจและสงสัยมากเพราะเราไม่เคยแจ้งให้ยกเลิกอะไรเลย ปรากฏว่าทางฝั่งนั้นได้ทำการกระทำโดยพลการ บอกไฟแนนซ์ให้ยกเลิกประกันเพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาปิดจบ การกระทำนี้เรารู้สึกไม่โอเคมากๆ ที่เขามาทำอะไรลับหลังเราซึ่งเป็นลูกค้า
เราจึงยืนยันกับทางไฟแนนซ์ไปว่าจะไม่มีการยกเลิกอะไรทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างนั้นทางเราก็ยังไม่ได้เอาเรื่องอะไรกับทางเซลส์และหัวหน้าของเขา และทางนั้นเองก็ไม่ได้มีการโทรมาพูดคุยกับเราอีก
วันที่ 16 ก.ย. ทางเซลส์ได้มีการส่งจดหมายจากทนายเพื่อทำการขู่ฟ้องเนื่องจากไม่จ่ายเงินจำนวนนั้น (มีการเขียนว่ามีหลักฐานซึ่งทางเราคิดว่าอาจจะมาจากการอัดเสียงไว้ตอนคุยกับหัวหน้า) และ เซลส์ได้ทำการโดยพลการ ยึดป้ายขาวพร้อมเงินมัดจำจำนวน 5,000 บาท โดยแจ้งว่าจะไม่มอบให้จนกว่าทางเราจะยอมจ่ายเงิน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรามีหลักฐานเป็นใบเสร็จการจ่ายเงินครบตามจำนวน เขียนว่าค่ารถรวมค่าประกันภัย (รวมจำนวนที่ขาดไปแล้ว) เราเสียความรู้สึกมากๆ ที่ทางนั้นพยายามทำทุกทางเพื่อให้เราจ่ายโดยไม่คำนึงถึงความเป็นลูกค้าเลยซักนิดเดียว
เราจึงตัดสินใจโทรแจ้งศูนย์บริการใหญ่ เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ฟังและต้องการร้องเรียนเพื่อจัดการกับทางพนักงานที่กระทำใส่เราแบบนี้ วันต่อมาเจ้าหน้าที่ศูนย์ใหญ่ได้ประสานงานกับลูกค้าสัมพันธ์ของศูนย์นั้น ทางลูกค้าสัมพันธ์จึงได้สอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อไปสอบถามจากทางเซลส์ต่อ
แต่เรื่องที่ทำให้เราตะลึงมากนั่นก็คือ เมื่อลูกค้าสัมพันธ์โทรกลับมาหาทางเรา ได้มีการแจ้งว่าเซลส์ได้ส่งทะเบียนป้ายขาวมาให้ทางไปรษณีย์ไทยแล้ว (แล้วเงินมัดจำจะได้ยังไง? ป้ายแดงพร้อมเล่มไม่เอากลับหรอ?) เราเอะใจจึงสอบถามว่าพัสดุเลขอะไร จึงได้รู้ว่าทางเซลส์ได้โกหกเลขพัสดุที่บอกลูกค้าสัมพันธ์ว่าเป็นป้ายทะเบียน แต่จริงๆ แล้วเป็นจดหมาย Notice จากทนายที่ส่งมา เมื่อลูกค้าสัมพันธ์รู้ว่าตัวเองโดนหลอกจึงกลับไปคุยกับทางนั้นอีกครั้งหนึ่ง
และช่วงเย็นของวันนั้นจึงได้ข้อสรุปว่าเราสามารถเข้าไปรับป้ายขาวพร้อมเงินมัดจำคืนได้เลย ทางเซลส์ไม่มีสิทธิยึดเด็ดขาด
วันที่ 23 ก.ย. เราได้เข้าไปรับป้ายขาวพร้อมรับเงินมัดจำคืนเป็นเช็ค โดยไม่มีแม้แต่เงาของเซลส์และหัวหน้า ไม่มีแม้แต่คำขอโทษหรือการพูดคุยใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องราวจึงจบไปแบบนั้น
รถคันนี้เป็นการเช่าซื้อครั้งแรกของเรา เราไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากมายนัก โชคดีที่มีพี่ๆ เพื่อนๆ ที่รู้จักและเชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอยแนะนำและช่วยเหลือ จึงอยากมาแชร์เรื่องราวให้ทุกคนได้อ่าน เผื่อว่าวันนึงใครซักคนได้เจอเหตุการณ์แบบเราจะได้ไม่ต้องตื่นตกใจและได้สู้ในสิ่งที่ถูกต้องค่ะ

