กรณี นายวศิน เหลืองแจ่ม อายุ 26 ปี อดีตบัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงเข้าที่บริเวณด้านหลังและปาดลำคอจนเสียชีวิต ก่อนคนร้ายจะวิ่งไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จอดรออยู่หลบหนีไป โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา บริเวณปากซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. ก่อนคนร้ายจะถูกจับกุมได้ พร้อมยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำผิด โดยระบุว่าเหตุผลที่ต้องทำร้ายจนถึงแก่ความตายเพราะเกิดการต่อสู้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์มีการแชร์เพจเฟซบุ๊กที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ ชื่อเพจ “Fight For Mapin” โดยผู้ตั้งเพจประกาศเหตุผลของการตั้งเพจดังกล่าว ระบุว่า ต้องการจุดประกายสังคม โดยหวังที่จะไม่ให้เกิดกรณีการรุมฆ่าชิงทรัพย์เกิดขึ้นกับคนอื่นๆในสังคมอีก โดยเพจดังกล่าวระบุเจตนารมณ์ไว้ว่า
“เราอยากเห็นการร่วมกันฆ่าชิงทรัพย์ ต้องไม่มีการลดโทษ เราอยากเห็นสิ่งนี้ เกิดขึ้นกับกฎหมายไทย!!! เราไม่มองถึงประหาร เพราะรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ แค่อยากให้คนผิด ได้รับโทษเต็ม จากความผิดที่ได้กระทำต่อผู้อื่น ฆาตกรซ้ำซากไม่สมควรได้รับการลดโทษใดๆ ช่วยกันผลักดันให้ข้อกฎหมายนี้เกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย แชร์ได้นะครับ ถ้าคุณคิดเหมือนกับเรา…”
และ “เมื่อชีวิตไม่สามารถแลกกับหนึ่งชีวิตที่เสียไปได้ กฎหมายไทยต้องไม่มีการอนุญาตให้ได้รับการลดโทษ กับผู้ต้องหาร่วมกันปล้นฆ่าชิง หรืออาชญากรที่ก่อคดีซ้ำซาก ผิดแล้วยังออกมากระทำผิดอีกแบบนี้ เราต้องการได้รับความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ของคนธรรมดาๆ อย่างพวกเรา อย่าปล่อยให้ความสูญเสียเป็นเรื่องที่ทุกๆ เคยชิน มาร่วมกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ….. ใครจะสู้ไปกับพวกเราบ้าง #FightForMapin”
และว่า “มะปินต้องไม่ตายฟรี” เชื่อว่านี่คือความคิดของทุกคนที่รู้จักมะปิน และรู้จักระบบกฎหมายไทย เราอยู่ในยุคที่กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์พอที่จะทำให้อาชญากรหวาดกลัว เราอยู่ในยุคที่เราต้องยินยอมให้อาชญากรหยิบฉวยสิ่งที่ต้องการเพื่อแลกกับชีวิต เราอยู่ในยุคที่ประชาชนต้อง “ดูแลตัวเอง” เราอยู่ในยุคที่ไม่สามารถหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้คนอื่นเห็นได้ อ้างสิทธิมนุษยชนเรื่องสิทธิการมีชีวิตอยู่เพื่อปฏิเสธโทษประหาร คำถามคือรัฐ และระบอบการปกครองมันไปด้วยกันกับสิทธิมนุษยธรรมได้ไหม ถ้าปัจเจกมีสิทธิในการมีชีวิตอยู่จริง รัฐต้องปฏิเสธการสงครามด้วย รัฐต้องปฏิเสธการทหารด้วย รัฐต้องปฏิเสธการสั่งสมอาวุธด้วย รัฐต้องปฏิเสธการวิสามัญฆาตกรรมด้วย เพราะทั้งหลายเหล่านี้ก็มีไว้เพื่อประหัตประหารกัน เพื่อลิดรอนสิทธิในการมีชีวิตอยู่ของปัจเจกด้วยเช่นกัน
ส่วนตัวไม่เคยเห็นด้วยกับโทษประหาร แต่รัฐก็ต้องมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาดพอที่จะทำให้อาชญากรเหล่านั่นไม่มีสิทธิกลับมากระทำผิดซ้ำซาก เคยพูดอยู่หลายครั้งแล้ว ว่าความเท่าเทียมกันไม่มีอยู่ในธรรมชาติหรอก เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา และหยิบยื่นให้กันเองทั้งนั้น และความเท่าเทียมกันนี้ก็ไม่ใช่กฎทองคำอันมิอาจล้มล้างได้ หากใครสักคนทำลายความเท่าเทียม ทำลายสิทธิผู้อื่นแล้ว เขาเองจะยังมีสิทธิอะไรอีกเล่า หากฆาตกรได้ลิดรอนทำลายสิทธิในการมีชีวิตอยู่ของมะปินไปแล้ว ฆาตกรเองจะมาเรียกร้องสิทธิอะไรได้เล่า นี่ก็เห็นกันอยู่ชัดเจนแล้วว่าฆาตกรเป็นพลเมืองไม่มีคุณภาพ และมีความเสี่ยงที่จะกระทำผิดซ้ำซาก ถ้าไม่มีการประหาร รัฐก็ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนคนนี้อยู่ห่างออกจากสังคม อยู่ห่างออกจากความเป็นไปได้ที่จะกระทำผิดซ้ำ ผลจากการช่วงชิงเวลาและชีวิตผู้อื่นไป คือการจองจำเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นหรือ นี่ไม่ใช่แค่กับมะปิน แต่ในอนาคตจะมีอีกกี่คนต้องตายด้วยสาเหตุแบบนี้ จะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่กว่าที่อำนาจของรัฐ และอำนาจของกฎหมายจะเข้มแข็งพอที่จะป้องกันอาชญากรรมแบบนี้ได้ การสู้ของมะปินอาจจะดูเป็น “เรื่องโง่” ในสายตาคนบางคน แต่สำหรับพี่คือ “ความกล้าหาญ” คือความกล้าที่จะยืนหยัดอยู่กับความถูกต้อง เสียดายชีวิตมะปิน เสียดายคนดี ชีวิตของมะปินจะต้องไม่สูญไปโดยเปล่า

