ขุดคลิป บอสพอล ร่ำไห้เล่านิทาน ‘อยากกินส้ม’ ทำคนยอมควักเงิน เปิดบิลดิไอคอน
จากกรณีมีการจับกุม 18 บอส แห่ง ดิไอคอน กรุ๊ป นำโดย บอสพอล หรือ นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล ผู้ก่อตั้งดิไอคอนกรุ๊ป และ 3 บอสดารา คือ บอสแซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี, บอสกันต์ กันตถาวร และ บอสมิน พิชญา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อต่างๆ นำเสนอข่าว “บอสพอล” เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งในรายการ “โหนกระแส” ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ตำรวจ และผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับบริษัทแห่งนี้ เช่น อดีตผู้บริหาร และอดีตภรรยา
ซึ่งตอนหนึ่ง อดีตผู้บริหาร ระบุว่า บอสพอลมีจิตวิทยาในการพูด อย่างการเล่านิทานเรื่องส้ม ที่สะเทือนใจจนมีคนมาเปิดบิล และปิดการขายได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง จนทำให้ใครหลายคนสนใจว่า “นิทานเรื่องส้ม” นั้นมีเรื่องราวอย่างไร?
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม “มติชนออนไลน์” ได้ทำการค้นหาคลิปที่บอสพอลพูดถึงเรื่องราวดังกล่าว และพบว่า บอสพอลได้เผยแพร่คลิปขณะขึ้นเวทีเล่าเรื่อง “ส้ม” ในเพจ “วรัตน์พล วรัทย์วรกุล” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2018
บอสพอลเล่าเรื่องราว ว่า “เมื่อผมประมาณ 3 ขวบ วันนั้นรู้ว่าเรามีกันแค่สองคน คือผมและแม่ ผมเคยทวงภามกับแม่ว่า “พ่อไปไหน?” แม่ก็พยายามจะไม่พูดถึง บอกแค่ว่า “ครอบครัวเราก็มีกันแค่นี้” และผมยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้เหมือนแม่ไม่ต้องทำอะไร แต่หลังจากที่ผมเริ่มถามแม่ ว่า พ่อหายไปไหน แม่ก็ทำทุกอย่างเองหมดเลย

ด้วยความที่แม่ไม่ได้เรียนหนังสือสูง ไม่ได้มีความรู้ ในวันที่พ่อทิ้งไป แม่ทำได้แค่เป็นกรรมกรก่อสร้าง ภาพที่จำได้ดี คือ แม่จะต้องเอสผมไปทำงานด้วย แม่อุ้มผมเข้าเอวแล้วก็ขึ้นรถเมล์ กระเตงๆ ไป แล้วพอไปถึงไซด์งานก่อสร้าง แม่จะเอาปมวางไว้ที่กองทราย ของเล่นของผมคือกองทราย เพื่อนของผมคือลูกกรรมกรก่อสร้าง
แล้วแม่ก็ผสมปูน ผูกเหล็ก ขึ้นนั่งร้าน เป็นภาพที่ผมเห็นและจำติดตามมาตั้งแต่เด็กๆ เห็นว่าแม่เหงื่อไหลเยอะมาก จนเสื้อมันชุ่มไปด้วยเหงื่อแม่ พอตกเย็น แม่จะกลับมาอุ้มผมที่กองทรายเอาน้ำล้างเนื้อล้างตัว แล้วเอาผมเข้าเอว ยืนต่อแถวยาวเพื่อรับเงินค่าจ้างรายวัน วันละ 150 บาท
150 บาท สำหรับเราทุกคน อาจจะไม่ใช่เงินที่เยอะ แต่สำหรับผมกับแม่ในวันนั้นมันมีความหมายว่า เราสองคนยังสามารถมีชีวิตรอดไปได้อีก 1 วัน (สะอื้น)

แม่อุ้มผมเข้าเอว แล้วก็เดินต่อแถว จนถึงคิวแม่ที่ได้รับเงิน ผมเห็นอาเฮียคนนึง โยนเงินให้แม่ “อ่ะของมึง 150” แม่ก็ยกมือไหว้ปล๊กๆ รีบหยิบเงิน แล้วก็พาผมกลับบ้าน ระหว่างที่นั่งรถเมล์ ดูเหมือนว่าแม่จะมีความสุขที่ได้เงินแล้ว 150 แล้วรู้ว่าชีวิตเราแม่ลูกรอดไปได้อีกวัน
แม่จูงมือผมเดินไปในตลาด เพื่อที่จะไปซื้อข้าว 1 ถึง แกง 1 ถุง สำหรับกินทั้งวัน แม่จูงมือผมก่อนจะถึงร้านขายข้าวแกง มันจะต้องผ่านแผงขายส้ม ซึ่งผมชอบกินส้มมาก ผมเห็นแล้วว่าแผงขายส้มมันเต็มไปด้วยส้มที่เขากองเรียงกันเหมือนพีระมิด สวยน่ากินมาก ผมกระตุกมือแม่ บอกแม่ว่า “แม่ๆจะกินส้ม”
แม่ก็หันมามองที่แผงส้ม แล้วแม่บอกว่า “กินไม่ได้หรอกลูก เพราะวันนี้เขาไม่ขาย คนขายไม่อยู่นะเห็นไหม” ผมมองไป คนขายไม่อยู่จริงๆ ผมเลยรู้สึกว่า ไม่เป็นไร ก็อดกินแม่ก็รีบจูงมือผมผ่านแผงขายส้มแล้วไปซื้อข้าวแกง

แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากวันอื่นๆ พอแม่เลือกข้าวและแกงเสร็จ เสียงด่าจากแม่ค้าข้าวแกงดังลั่นว่า “เมื่อไหร่มึงจะใช้สักทีล่ะ มึงจ่ายๆ มาให้หมดน่ะ ไอ้ 150 ในมือมึงน่ะ แม่งติดอยู่นั้นแหล่ะ” ผมเห็นหน้าแม่ผม แม่ตกใจมาก แล้วเขาก็รีบเอาเงินที่มีอยู่ทั้งหมดในมือให้คนขายไป แล้วเขาก็รีบจูงมือผมให้พ้นจากตรงนั้น เพราะผมรู้ว่า “แม่อาย”
แต่แม่จูงมือเดินกลับมา ต้องผ่านแผงขายส้มอีกครั้ง สิ่งที่ต่างไปคือ คนขายมานั่งแล้ว ผมก็รู้แล้วว่า มันเป็นโอกาสที่ผมจะได้กินส้ม พอเดินผ่านแผงขายส้ม ผมกระตุกมือแม่ “แม่ๆ คนขายมาแล้ว ผมจะกินส้ม” แม่ไม่พูดอะไรสักคำ แต่ได้แต่ร้องไห้ แล้วหันมาบอกว่า “แม่ขอโทษนะลูก เงิน 5 บาท แม่ยังไม่มีปัญญาซื้อส้มให้ลูกกินเลย”
ประโยคนั้นมันดังอยู่ในหัวผมตั้งแต่วินาทีนั้น จนทุกวันนี้ ผมรู้สึกว่าผมเป็นตัวปัญหาที่ทำให้แม่ร้องไห้ ผมรู้สึกว่าความอยากของผม มันกลายเป็นภาระที่ทำให้แม่ต้องเดือดร้อน วันนั้นผมรีบบอกแม่ว่า “แม่ไม่เอาแล้วๆ แม่อย่าร้องไห้” แต่มันไม่ทัน ผมทำแม่เสียใจไปแล้ว แล้วผมก็เรียนรู้ว่า 2 อย่างที่รอไม่ได้ คือ ความสำเร็จ และ ความกตัญญู


