ประยงค์ เสนอ ขอเป็นที่ปรึกษาอธิบดีอุยานฯ แทน ทราย สก๊อต ลั่นทำดีกว่า 12 เดือนเห็นผล

20.04.25 | 14:11 น.

ประยงค์ ดอกลำใย เสนอขอเป็นที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ แทน ทราย สก๊อต รับปากปัญหา 6 ประการ จะไม่เกิดขึ้นในยุคผม ลั่น 12 เดือนเห็นผล

กลายเป็นที่น่าสนใจของคนในวังคมเป็นวงกว้าง กรณี ทราย-สิรณัฐ สก๊อต หนุ่มลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์ ทายาทตระกูลสิงห์ คอร์เปอเรชั่น รุ่นที่ 4 ที่โด่งดังมาจากว่ายน้ำข้ามทะเลแบบต่อเนื่องระยะ 30 กิโลเมตร เพื่อรณรงค์ให้รักษาทะเลไทย กระทั่งต่อมาได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อปีที่แล้ว พร้อมกับทำคอนเทนต์เชิงเตือนนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่อาจทำผิดกฎอุทยาน

ต่อมา ทราย โพสต์ข้อความเชิงตัดพ้อว่าตนเสียสละงานและตำแหน่งเพื่อสะท้อนปัญหาทะเลไทย พร้อมรูปภาพที่ทักไปพูดคุยกับอธิบดีกรมอุทยานฯว่า ถ้าตนถูกถอดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา ก็ยินดีและมั่นใจว่าทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่แล้ว

ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ ยืนยันว่า ไม่ได้สั่งถอดถอนทรายออก แถมยังชื่นชมด้วยว่าเป็นคนทำงานดี ตั้งใจ มุ่งมั่นและหวังดีต่อทะเลไทย แต่เขาทำคอนเทนต์มากไป จนบางทีอาจกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งก็เตือนแล้ว และต่อไปนี้จะเข้าไปสถานที่ไหนไม่ได้ถ้าไม่ขออนุญาต ถ้าทำคอนเทนต์ต้องขอตรวจสอบก่อนเผยแพร่ ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยมีการเสนอตัวว่าหาก คุณทราย ถอดใจ ลาออกจริงตามที่เป็นข่าว ตนขออาสาเข้ามารับตำแหน่งนี้แทนคุณทรายได้หรือไม่ และยังได้ให้คำมั่น ปัญหาทั้ง 6 ประการที่เจ้าหน้าที่รายงานมาถึงท่านนี้จะไม่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน

Advertisement

โดยระบุข้ความว่า “เรียนท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผ่านไปยังท่าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ถ้าคุณทรายแกถอดใจ ลาออกจริงตามที่เป็นข่าว และตำแหน่งที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯว่างลง ผมขออาสาเข้ามารับตำแหน่งนี้แทนคุณทรายได้ไหมครับ แม้ว่าผมจะไม่ใช่ทายาทตระกูลดังและร่ำรวยระดับชาติ แต่จากประสบการณ์ เเละความเชี่ยวชาญของผมในการทำงานกับชุมชนและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ป่ามายาวนานกว่า 30 ปี ผมเชื่อมั่นว่าถ้าท่านอธิบดีไว้วางใจและแต่งตั้งให้ผมเป็นที่ปรึกษาแทนคุณทราย ผมให้คำมั่นว่า ปัญหาทั้ง 6 ประการที่เจ้าหน้าที่รายงานมาถึงท่านนี้จะไม่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของผมในฐานะที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯอย่างแน่นอน เพราะ

1) ผมไม่ใช่คนบ้าอำนาจ ถ้าผมจะใช้งานเจ้าหน้าที่ผมจะขอความร่วมมือผ่านไปยังท่านอธิบดีไม่มีการสั่งการตรง และผมจะหลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากร บุคลากร หรือยานพาหนะ ของกรมอุทยานฯถ้าไม่จำเป็น โดยจะใช้ยานพาหนะส่วนตัว หรือของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือเป็นหลัก และหากมีความจำเป็นผมอาจขอความอนุเคราะห์สนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในแต่ละภูมิภาคที่ผมจะลงไปปฏิบัติงาน

2) ผมไม่ใช้งานคนต่างชาติครับ แต่ทีมงานผมจะเป็นคนไทยที่มี Mindset และมีประสบการณ์ ในเรื่องการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เพราะผมเชื่อว่าหัวใจของการจัดการอุทยานฯที่ยั่งยืนคือการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน (จริงๆ ผมไม่ชอบคำนี้เลย) โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมจากชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งเขาจะอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา มากกว่าเจ้าหน้าที่ จึงไม่มีปัญหาว่าผมจะพาคนต่างชาติเข้ามาในพื้นที่อุทยานฯโดยไม่ได้ขออนุญาติอย่างแน่นอนครับ

3) ผมจะไม่ไปก้าวล่วงการทำงานของเจ้าหน้าที่หรือหัวหน้าอุทยานฯในเรื่องของการจัดการท่องเที่ยว ครับ มันไม่ใช่หน้าที่ของที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ ดังนั้น ผมจะไม่มีปัญหากับนักท่องเที่ยว ไกด์ คนเรือ หรือผู้ประกอบการ อย่างแน่นอน

4) ผมไม่สนใจการว่ายน้ำหรือกีฬาทางน้ำเป็นพิเศษ แต่ผมมีความสนใจและมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการส่งเสริมการจัดการป่าไม้โดยกระบวนการมีส่วนร่วม และสิทธิชุมชน ซึ่งผมเชื่อว่าบุคลากรในกรมอุทยานฯน้อยคนนักที่จะมีประสบการณ์และแนวคิดในด้านนี้

5) ปกติผมไม่ใช่คนที่โอ้อวดหรือโชว์ออฟ ตัวเองอยู่แล้วครับดังนั้นจึงไม่จำเป็นอะไรที่ผมจะต้องทำคอนเทนต์ส่วนตัวเพื่อเพิ่มยอดไลค์ยอดแชร์ให้ตัวเอง กิจกรรมและผลงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานในฐานะที่ปรึกษาอธิบดี ต้องเผยแพร่ผ่านเพจหรือสือของกรมอุทยานฯเท่านั้นครับ

6) ในชีวิตการทำงานของผม ไม่เคยปรากฏว่ามีกิจกรรมใดด้านการอนุรักษ์ป่าไม้หรือสิ่งแวดล้อมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนองความต้องการตนเองแอบแฝงอยู่ มีเพียงความพยายามที่จะให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และให้ความสำคัญต่อบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น และส่วนใหญ่กิจกรรมที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วมล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ริเริ่ม สร้างสรรค์โดยชุมชนและท้องถิ่นเกือบทั้งสิ้น ดังนั้นเจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมยานพาหนะ (ยกเว้นน้ำมันเชื้อเพลิง) เพราะรถยนต์ผมไม่ได้เติมด้วยน้ำ ตลอดจนอาหารสำหรับของทีมงาน (ผมและทีมงานสามารถกินอาหารท้องถิ่นและปลากระป๋องร่วมกับชาวบ้านได้) ยกเว้นปลาร้า และบางครั้งอาจจะรบกวนให้เจ้าหน้าที่ไปซื้อเครื่องดื่มให้บ้าง (โดยผมจ่ายเงินเอง) ผมและทีมงานไม่มีข้อจำกัดในการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม (ยกเว้นอาหารที่ใส่ปลาร้าและเนื้อวัว) และผมไม่ต้องดื่มน้ำแร่เท่านั้นครับ น้ำสะอาดธรรมดาก็ดื่มได้ครับ

ด้วยคุณสมบัติ ทั้ง 6 ประการที่กล่าวมา ผมจึงมีความเชื่อมั่นว่า ภายในระยะเวลา 1 ปี ผมในฐานะที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ ผมจะสามารถให้คำปรึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน และสามารถขจัดปัญหาในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมอุทยานฯภายใต้การบริหารงานของท่านอธิบดี ซึ่งกำลังถูกสังคมตั้งคำถามและวิพากษวิจารย์ อยู่ในขณะนี้ได้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเรื่องไฟป่าในพื้นที่อุทยานฯ, ปัญหาการไม่ฉีกตั๋วและการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ (ปัญหาตั๋วผี) ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะ สิมิลัน และที่อื่น หรือแม้แต่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กว่า 4 พันชุมชน กับกรมอุทยานฯ อันเนื่องมาจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.อุทยานฯและ พ.ร.บ.สงวนคุ้มครองสัตว์ป่าฯ พ.ศ.2562 และกฎหมายลำดับรอง

ผมจะทำให้ท่านอธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ ไม่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอและตำหนิติเตียนว่าท่านรังแกคนจน เพียงเพราะลูกน้องของท่านไปจับกุมคนตีผึ้งซึ่งเป็นคนยากคนจนที่พึ่งพารายได้เล็กๆ น้อยเพื่อประทังชีวิตจากการเก็บหาน้ำผึ้งและของป่า แล้วไปโพสต์ในเพจของกรมอุทยานฯว่า “นี่คือการจับกุมตามนโยบายและข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ (จากพรรคประชาธิปัตย์) และอธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ประชาชนเขาก่นด่าทั้งตัวท่าน และพรรคที่ท่านสังกัดด้วย ผมมีวิธีการที่น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่นี้แน่นอนครับ

ลองดูไหมครับ ขอเพียงท่านไว้วางใจและให้เกียรติผม ผมขอเวลาท่านแค่ 12 เดือนเท่านั้นครับ กรมอุทยานฯมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ดีแน่นอนครับ

ทั้งนี้ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ยังได้แชร์โพสต์ดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า เชียร์พี่ประยงค์อีกเสียงค่ะ เพิ่งได้เห็นดรามาเรื่องนี้ (ช้าตามระเบียบ) คิดว่าต่อให้นักท่องเที่ยวพูดจาเหยียดหรือดูถูกคน ที่ปรึกษาอธิบดีก็ไม่มีสิทธิอะไรมาไล่เขาออกจากแหล่งท่องเที่ยวนะ และเท่าที่ตามอ่านโพสพฤติกรรม คิดว่า 1) ได้ชื่อว่า “นักอนุรักษ์” หรือ “คนดี” ไม่ได้แปลว่าจะทำอะไรก็ไม่ผิด 2) หัวใจของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนในแหล่งท่องเที่ยว คือการทำงาน “ร่วมกัน” ทุกฝ่ายรวมถึงชุมชนในท้องถิ่น รัฐ และผู้ประกอบการ ใครก็ตามที่เข้ากับคนไม่ได้น่าจะทำเรื่องนี้ยาก และ 3) มีเส้นบางๆ เท่านั้นระหว่างการ “สร้างคอนเทนต์” (ยังคงเกลียดคำคำนี้ 55) กับการ “ทำเพื่อส่วนรวม”