ดราม่า! กระทู้พันทิปแฉ ‘นักเขียน-นักพูด’ชื่อดัง ‘กักขัง-ด่าทอ’ น้องที่เป็นโรคซึมเศร้า อีกฝ่ายแจงทำเพื่อช่วยน้อง

18.07.17 | 10:27 น.

เมื่อคืนวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดกระแสดราม่าในเว็บไซต์พันทิปอีกครั้งเมื่อผู้ใช้พันทิพย์ไอดี “สมาชิกหมายเลข 3991177” ได้ตั้งกระทู้หัวข้อ “น้องเราถูกด่าทอและกักขังในงานอบรมแห่งหนึ่งเพื่อแค่กระตุ้นให้รู้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าจริงไหม” ระบุเนื้อหาเล่าถึงเรื่องราวน้องสาวที่เข้าร่วมอบรมกับไลฟ์โค้ชที่เป็น “นักเขียน-นักพูดชื่อดัง” คนหนึ่ง ต้องพบกับประสบการณ์ไม่ดีระหว่างการอบรม กระทั่งถูกกักขัง-ด่าทอ ทั้งๆ ที่เป็นโรคซึมเศร้า ขณะที่นักเขียน-นักพูดคนดังชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมระบุว่าการด่าทอเป็นการทดสอบว่าเป็นโรคซึมเศร้าจริงหรือไม่

เนื้อหาของกระทู้ดังกล่าวระบุว่า “สวัสดีค่ะ วันนี้มาขอเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องเรา น้องคนนี้เป็นน้องที่รู้จักกันในวงการค่ะ ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ของเรา น้องอายุน้อยกว่าเราราวๆ 3 ปี และตอนนี้น้องเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาราวๆ 1 ปีแล้ว เราจะเป็นคนคอยปลอบน้อง คุยกับน้องมาตลอด

อันนี้เราจะเล่าในมุมมองของเราจากที่น้องเราเล่ามาให้ฟังนะคะเรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา น้องเราได้ไปงานอบรมของนักพูดคนนึงพร้อมกับแม่ของน้อง

งานที่ว่ามีสองวัน จัดในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมานี้สถานที่หอศิลปะวัฒนธรรม โดยนักพูด(+นักเขียน) ชื่อดังคนหนึ่ง น้องเราก็ไปทั้งสองวันเลย เพราะที่บ้านชอบนักพูดคนนี้

ในวันแรก น้องของเราเขาขอออกมาจากห้องอบรมก่อนเวลาเพราะน้องเราอึดอัดกับบางคำพูดของนักพูด โดยมีการไล่ให้ไปตายกันเกิดขึ้น น้องเราตกใจมาก

Advertisement

ยกตัวอย่างตอนนั้นคือ มันเหมือนเป็นกับการหาสาเหตุให้คน ๆ นึงอยู่ แล้วคนนึงเขาอ้างว่าเป็นโรคซึมเศร้า แล้วเขาตอบคำถามว่าทำไม่ได้ นักพูดเลยบอกว่าถ้าทำไม่ได้ก็ไปตายซะ ที่คุณทำอยู่มันไร้สาระ

ตอนนั้นน้องเราขอออก แต่เขาไม่ให้ออก อันนี้เราเข้าใจว่าเป็นกติกาของการอบรมอยู่แล้วว่าออกระหว่างอบรมไม่ได้แต่ตอนนั้นน้องเราไม่ไหวแล้วจริง ๆ รู้สึกคลื่นไส้ หายใจไม่ทัน รู้สึกแย่และแพนิค

พอเห็นแบบนั้น ทางสต๊าฟก็ให้น้องเราออกมาจากห้องอบรมพร้อมถามถึงเหตุผล ซึ่งน้องเราก็บอกไปตามตรงว่าเป็นผู้ป่วย แล้วช็อคกับคำพูดของนักพูด สต๊าฟก็ขอนำเอาเรื่องของน้องเราไปพูดกับนักพูดดู น้องเราก็อนุญาตเพราะหวังว่าจะช่วยบ้าง

วันต่อมานักพูดเรียกน้องกับคุณแม่ของน้องให้ไปคุยด้วย เขาเรียกให้ไปคุยด้านนอกฮอลล์ แล้วเขาก็ยิงคำถามมาว่าน้องเราเป็นอะไร น้องเราก็ไม่ตอบ ยืนมองหน้านักพูดเงียบๆ รู้สึกไม่ดีเพราะเขาเคยพูดไม่ดีไว้ ซึ่งมันค่อนข้างทำให้น้องรู้สึกแย่

เมื่อน้องไม่ตอบแล้วเขาก็บอกว่า สิ่งที่น้องเราทำอยู่เป็นการแสดงล้วนๆ ตอนนั้นน้องเราก็งง .. คือยืนเหวอ

เขาพูดแบบ จริงๆแล้วน้องไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่กำลังเสแสร้งว่าเป็นโรคซึมเศร้า ด้วยความโกรธและไม่พอใจน้องเราก็ขึ้นเสียงตอบเขาไปว่า มีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้คะ

เขาก็ชี้ไปทางแม่ของน้องและบอกว่าเขากำลังช่วยผู้หญิงคนนั้น(แม่น้อง)อยู่ ช่วยจากคุณ

ใจความก็คือเขากำลังจะบอกว่าน้องเสแสร้งที่เป็นโรคซึมเศร้าและทำให้แม่เสียใจ บอกว่าแม่เราเลี้ยงลูกไม่ดีทำให้น้องเราเป็นแบบนี้ ตอนนั้นน้องเราเล่าว่าทั้งช็อค ทั้งโกรธ ไม่เข้าใจ เสียใจ และตวาดทั้งๆที่ร้องไห้ไปเลยว่า

คุณรู้ดีอะไรถึงมาพูดแบบนี้ คุณรู้เหรอว่าเราทุกข์ใจเรื่องอะไร เราพอแล้ว เราจะกลับบ้าน เราเกลียดคุณ

เขาก็บอกว่า ได้ งั้นกลับบ้านไปเลย ด้วยน้ำเสียงประชดประชัน (เขาว่าแทบทุกอย่างต่อหน้าแม่น้อง)

แล้วจึงบอกน้องว่า ให้ออกอีกทางซึ่งไม่ใช่ทางที่น้องออกปกติ(อันนี้ไม่ทราบค่ะ เพราะไม่ทราบว่าตรงที่ว่าคือยังไง) แต่น้องเราตัดสินใจไปอีกทาง ก็คือทางออกที่น้องรู้เพราะไม่ไว้ใจและอื่นๆ ขณะที่น้องเรากำลังจะเดินออกประตู แม่ของน้องก็รั้งไว้ เเม่ของน้องมาพร้อมกับแม่ของนักพูด

ใช่ แม่ของนักพูด

แม่ของนักพูดเดินเข้ามา แล้วตะคอกใส่หน้าน้องเราว่า มันจะมากไปแล้วนะ กล้าดียังไงมาว่าลูกเขา แล้วตรงมาจับไหล่ ถลนตาใส่ด้วยความโกรธ เเม่ของนักพูดง้างมือ ทำท่าเหมือนจะตบน้องเรา

ตอนนั้นน้องก็บอกไปว่า อยากตบก็เชิญเลยค่ะ คือน้องเราไม่ได้กลัวอะไรแล้ว รู้สึกแย่ โกรธ เสียใจ เสียความรู้สึก

นักพูดกับแม่ก็ตรงมาห้ามน้องเรากับแม่ของนักพูด สุดท้ายเขาเลยลากน้องเราพาไปขังเอาไว้ในห้องหนึ่ง เป็นห้องเหมือนห้องเก็บของ เล็กๆโล่งๆมีแต่เก้าอี้พร้อมกับเรียกสต๊าฟอีกคนมาเฝ้าไม่ให้น้องเราออก แม่ของนักพูดชี้หน้าด่าน้อง ขึ้นหยาบขั้น กุ มุง

แล้วบอกว่าถ้าอยากตายนัก ก็ตายตรงนี้เลย พอน้องเราบอกไปว่า ก็อยากตายมานานแล้ว ถ้าตายตรงนี้ได้ก็ทำ (น้องเราเคยมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายค่ะ)

เขาก็ด่าน้องเราว่ามมันอีบ้า เสแสร้ง พยายามเบี่ยงประเด็นอย่างนู้นอย่างนี้ ด่าว่าน้องแสร้งว่ารักแม่ ขนาดแม่ห้ามก็ไม่ยอมฟัง น้องเราไม่รักแม่

คือน้องเราตอนนั้นโกรธ.. เสียใจ น้องโกรธคุณแม่ว่าพามาคุยกับนักพูดทำไม ทำไมลูกโดนด่ากลับไม่อะไร ทำไมอีกหลายอย่าง

แล้วเขาก็ขังน้องเราไว้ให้คุยกับสต๊าฟ จนกว่าพ่อน้องเราจะมารับ ก่อนออกไปคุณแม่ของนักพูดก็บอกว่าเชิญทำตัวบ้า ๆ ของมุงไปเลย แล้วก็ขังน้องเราไว้ทิ้งกับสต๊าฟ

ไม่พอสต๊าฟก็พยายามจะมาโค้ชน้องเราต่อในห้องนั้น น้องมองหน้าสต๊าฟ..ถามว่าทำไมทำแบบนี้ เพราะวันแรกน้องเราเขาสอนสต๊าฟคนนี้วาดรูป เขาก็บอก อยากช่วยน้อง (ช่วยอะไร..)

โค้ชที่ว่าคือมาพูดแบบว่าพี่ก็เคยคิดฆ่าตัวตายนะ แล้วเล่าประสบการณ์ด้วยสำนวนคล้ายของนักพูดแต่ไม่มีการด่าทอ น้องก็เออออไปด้วย(ทั้งๆที่ไม่อยากฟัง)เพราะอยากกลับบ้านแล้ว

เรื่องจบก็คือน้องเรากลับบ้านกับคุณพ่อมาทั้งสุขภาพจิตเสียมาก รู้สึกแย่ โดนด่าว่าเป็นภาระ ทำให้แม่ผิดหวัง เสแสร้ง จากคนแปลกหน้าที่ไม่เคยคุยกัน เสียเงินตั้งมาก(5000)เพื่อให้คนมาชี้หน้าด่า กักตัวเอาไว้

ล่าสุดน้องก็ได้คำขอโทษจากนักพูดผ่านโทรศัพท์ เขาบอก “เขาแค่กระตุ้นเพื่อดูว่าน้องเราเป็นจริงไหม สรุปก็คือเป็นโรคจริงๆ แล้วก็ขอโทษ” (เนื้อหาขอโทษ น้องเราบอกว่า คุณแม่โทรมาบอกน้องว่า นักพูดขอโทษ)

เมื่อถึงบ้านที่บ้านก็นิ่งเฉย ส่วนคุณแม่หลังจากน้องกลับบ้านก็เข้าอบรมต่อ เมื่อกลับบ้านก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก

เราได้รับฟังมาก็รู้สึกตกใจ.. ฟังครั้งแรกบอกเลยว่าโกรธมาก เราเองก็เข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยเพราะก็มีอาการแต่เล็กน้อย (ส่วนนี้ยังไงอธิบายเเล้วกันค่ะ เพราะยังไม่ได้หาหมอและยืนยัน) พอฟังแบบนี้ และรู้ว่านักพูดคนนั้นคือใครก็เสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก

เรารู้สึกเสียดายและเสียใจที่เราเคยชอบนักพูดคนนี้ มารู้วันนี้(แม้จะได้รู้มาก่อนหน้านี้เเล้วบางเรื่อง)ว่าคุณไร้จรรยาบรรณในการเป็นนักพูดมากค่ะ

คุณเห็นแก่ตัวมาก.. และไม่เข้าใจคนป่วยโรคนี้เลย

หากคุณยังอยู่ในวงการนี้ก็อยากให้คุณเข้าใจผู้ป่วยโรคนี้มากกว่านี้ เรื่องของโรคมันไม่ใช่เรื่องตลกรึสิ่งที่คุณยกมาเพื่อขยี้ให้เป็นกำลังใจคนอื่น

มันไม่ใช่เรื่องตลกและไม่เคยตลก

และวันนี้เราเข้าใจแล้วว่าสังคมไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจผู้ป่วยโรคนี้ กระทั่งนักพูด.. กลับเห็นว่ามันเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ

สำหรับการเล่าประสบการณ์ก็จบลงเท่านี้ หากมีคำถามอะไรจะตอบให้ครบทุกคอมเม้นต์

และเรายืนยันว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับน้องเรา”

ทั้งนี้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากโดยส่วนใหญ่ตั้งข้อสงสัยกับการกระทำที่นักเขียน-นักพูดคนดังระบุว่าใช้เพื่อทดสอบว่าน้องป่วยหรือไม่เนื่องจากนักพูดคนดังกล่าวไม่ใช่แพทย์

ล่าสุดเฟซบุ๊กแฟนเพจ Dr.Pop ของด็อกเตอร์ป็อป นักเขียน-นักพูดชื่อดัง เจ้าของผลงานวรรณกรรมชื่อดังอย่าง “เดอะไวท์โร้ด” ได้ชี้แจงผ่านไลฟ์สด พร้อมทั้งสรุปคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านคอมเมนต์ระบุว่า

ขอเรียบเรียงเหตุการณ์ให้เป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ
1.คุณแม่น้องได้เคยถามอาจารย์ว่าน้องเป็นโรคซึมเศร้ามาเรียนได้ไหม อาจารย์บอกว่าไม่ได้ครับ เพราะผู้เรียนต้องมีสติสัมปัชชัญญะครบถ้วนทุกประการ

2.ในวันแรกของการเรียนอาจารย์ได้โค้ชนักเรียนที่คิดว่าตัวเองเป็น “ซึมเศร้า” ถึงสองคนและปลดล๊อคทั้งคู่ (พวกเขาสมัครใจเองครับ) อาจารย์จะมีวิธีการเช็คด้วยเซ็ตคำถามว่ามันกระทบเขาประมาณไหน หากเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือไบโพล่าจริงมันจะดูออกครับ ซึ่งสองคนนี้ตอนเช็คปรากฏผลว่าไม่ได้เป็น หรืออาจเป็นแต่ไม่มาก คือโต้ตอบได้ มีสติสัมปัชชัญญะครบถ้วนดีจึงโค้ชได้ผลสำเร็จครับ

3.ระหว่างที่โค้ชน้อง (ซึ่งสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นโรคซึมเศร้า) คนแรก อาจารย์ได้พูดคำว่า “ไปตายซะ” จริงครับ แต่พูดเป็นมุกขำๆ ไม่ได้ซีเรียสครับ คอยกระตุ้นให้เขาหัวเราะด้วยซ้ำเพราะเราอยากให้เขาโค้ชได้อย่างสบาย ๆ แต่คำนี้ดันไปกระทบความรู้สึกน้องตามเนื้อหากระทู้ น้องเวียนหัว ใจเต้นแรง อาเจียน แล้วก็เป็นลมครับผม **ซึ่งตรงนี้เราเองก็ไม่รู้ว่ามีผู้ป่วยโรคนี้มาเรียนครับ** ทีมงานได้พาออกไปครับ

4.หลังจากทีมงานพาออกไปก็ได้พาน้องไปสงบสติอารมณ์ ไปเดินเล่น ตรงนี้คุณแม่ดูแลอย่างดีครับ คอยปลอบ คอยกอด คอยโอ๋ทุกอย่าง แล้วเราให้ทีมโค้ชพาน้องไปเดินเล่นฆ่าเวลาครับเป็นชั่วโมง เรามีความตั้งใจอยากให้น้องสบายใจ

5.เช้าต่อมาผมได้โทรหาแม่ของน้องเพื่อเช็คว่าน้องเป็นไง แม่บอกว่า “น้องอยากเรียน” ผมก็บอกว่าน้องต้องเต็มใจมาเองนะครับ และถ้าเป็นโรคซึมเศร้าก็ไม่แนะนำมาให้เรียน ซึ่งคุณแม่ ด้วยหัวอกแม่ ก็อยากให้ลูกลองเรียนเผื่อจะหาย เพราะมีนักเรียนรุ่นเก่า ๆ (ที่สงสัยว่าตัวเองเป็นไบโพล่าหรือซึมเศร้าและกินยาติดต่อกันมานานหลายปี) เคยมาเรียนกับเราแล้วหายดีมาก แม่ก็เลยมีความหวังครับ แม่รักลูก ผมเลยขอคุยกับน้อง แต่น้องไม่คุยด้วย (น่าจะกลัวเสียงผม) ผมเลยบอกว่างั้นให้น้องอยู่บ้าน แต่ปรากฏว่าน้องมาด้วย

6.พอพักคุณแม่น้องก็มาหาอาจารย์ครับ ตอนนั้นอาจารย์คุยกับทีมงานอยู่เรื่องคลาสเรียน อาจารย์อยากช่วยน้องกับช่วยแม่น้องเลยให้น้องมาคุย ตอนนั้นอาจารย์พาน้องไปคุยกันหลังเวทีด้านนอกครับ ซึ่งมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งกินข้าวกันอยู่ไกลๆ อาจารย์ก็เช็คน้องดูโดยการพูดว่า “คุณกำลังแสดงอยู่ มันทำให้คุณสำคัญ” เพื่อดูปฏิกิริยาครับ

เพราะปกติของการโค้ช อาจารย์จะพูดตรงๆ อยู่แล้วครับ

เพราะเมื่อพูดตรงๆ มันจะแก้ได้ผลทุกครั้ง แม้กระทั่งในกรณีที่นักเรียนดื้อมากเราก็จะช่วยได้เสมอ หลักการของการโค้ชเราจะพูดตรงๆ ดูปฏิกิริยาและโค้ชต่อครับ ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมา เวลาผมพูดตรงๆ กับคนที่สงสัยว่าตัวเองเป็นโรคจิตเวชผลจะออกมาเหมือนกันว่า “พวกเขามีสติดี รับรู้ดี และโต้ตอบได้” ผมก็จะโค้ชต่อเลย และก็ช่วยได้ทุกครั้ง หลายคนเลิกกินยา มีชีวิตที่ดี และไปทำงาน ไปเรียน ไปทำธุรกิจได้เลย

กับกรณีของน้องคนนี้ พอผมเช็คไป ปรากฏว่าน้องก็เสียงขึ้นๆ มา ผมก็รู้แล้วจึงบอกให้น้องกลับบ้านไป จากนั้นน้องก็กรี๊ดก็เสียงดัง คุณแม่ผมก็เข้าไปกอดเข้าไปโอ๋น้องก็ยังไม่หยุด คุณแม่น้องก็เข้าไปกอดไปโอ๋น้อง น้องก็ไม่หยุด

ตรงนั้นแหละครับที่เราต้องรีบช่วยน้อง

เพราะถ้าเราไม่สามารถช่วยให้น้องสงบสติอารมณ์ได้ น้องก็จะร้องตลอด
คุณแม่ผมกับคุณแม่น้องจึงตกลงกันว่าหากพูดดีๆ โอ๋น้องแล้วน้องไม่สงบ คุณแม่ผมจะลองพูดก้าวร้าวขึ้นเพื่อให้น้องได้สติดู จากนั้นแม่ผมก็เลยดุน้อง ยอบรับว่ามีการใช้คำหยาบคายครับ เพื่อกระตุ้นให้น้องได้ระบายเต็มที่ว่าเขารู้สึกอะไรอึดอัดอะไร อยากพูดความในใจอะไรให้น้องพูดให้หมด และเนื่องจากตำแหน่งที่คุยกันมันได้ยินไปถึงข้างนอกตรงที่ ๆ นักเรียนกินข้าวกัน แม่ผมเป็นห่วงน้องครับ อยากช่วยน้อง เลยพาน้องไปพูดในห้องข้างๆ เวที

ซึ่งจากจุดที่คุณแม่เข้ามาตรงนี้ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งแล้ว

7.คุณแม่พาน้องไปสงบสติอารมณ์ในห้องหลังเวที ปิดประตู และพูดแรงๆ เพื่อให้น้องได้ระบายทุกอย่างออกมา เพราะแม่เขาดูออกน้องมีเรื่องอยากพูดก็ให้พูดเต็มที่ครับ ระหว่างพูดปรากฏว่าน้องก็สามารถโต้เถียงแบบมีสติและเหตุผลได้ จากที่ตอนแรกน้องดูควบคุมตัวเองไม่ได้อารมณ์น้องก็เบาลง

(ระหว่างนั้นแม่ผมกับแม่น้องจะรู้กันตลอดครับ ส่วนผมเป็นผู้สังเกตการณ์)

8.เมื่อน้องเย็นลงก็ให้โค้ชอีกคนเข้ามาปลอบน้องมาคุยกับน้อง เพื่อรอพ่อน้องมารับครับ เราให้โค้ชดูแลน้องในห้องนั้นเพราะกลัวว่าหากปล่อยน้องไปเดี๋ยวจะเป็นอันตรายต่อน้องครับผม อย่างน้อยให้อยู่ในสายตาพวกเรา น้องก็จะได้ไม่เป็นไร ระหว่างนั้นตัวผมก็สอนอยู่ แม่น้องก็นั่งเรียนอยู่ในห้อง ผมให้สัญญากับคุณแม่น้องว่าผมจะช่วยให้คุณแม่น้องแกร่งมากขึ้นเพื่อไปช่วยดูแลน้องได้ดี เพราะจากพฤติกรรมคุณแม่เวลาน้องร้องแม่จะสั่นแม่จะร้องตามด้วยนั่นจะไม่ส่งผลดีต่อน้อง เราอยากช่วยให้คุณแม่แกร่งได้เต็มที่ สุขเต็มที่ เพื่อให้คุณแม่ดูแลน้องได้ครับ

9.ขณะที่ผมสอนอยู่และมีการพัก ทีมงานเข้ามาบอกว่าน้องหายดีแล้ว ยิ้มแล้ว ออกไปกอดโค้ชทุกคน ไปกอดแม่ผม ไปไหว้ขอโทษแม่ผม แม่ผมก็กอดน้องแน่นเลย แล้วก็ชี้แจงทำไมต้องทำแบบนั้นซึ่งน้องก็เข้าใจครับ พ่อน้องมารับ แม่ผมก็แนะนำว่าควรดูแลน้องยังไง เราส่งเข้ากลับไปในสภาพที่เป็นสุขครับ

10.แม่น้องเรียนต่อจนจบและเธอก็ปลดล๊อคชีวิตได้ดีมาก ผมเชื่อว่าเธอจะไปเป็นกำลังสำคัญให้ครอบครัวได้ คนที่บอกว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าคนอื่นๆ ในคลาสก็ปลดล๊อคได้หมดเช่นกันครับ มีหนึ่งคนมีคำถามสงสัยหลังคลาสพอให้ไปอ่านหนังสือของผมและทำแบบทดสอบก็เคลียร์ตัวเองได้หมดครับ

ทุกคนมีสิทธิมองผมและแม่ในทางใดก็ได้ครับ เป็นสิทธิของคุณเลย ผมไม่เข้า และผมให้สิทธินั้น และอย่างที่ผมชี้แจงไป ผมได้ทำทุกอย่างเพื่อช่วยน้องเขาในแบบที่ผมจะทำได้ เพราะตรงนั้นผมเป็นอาจารย์ของคลาส ผมมีหน้าที่ดูแลลูกศิษย์ ถ้าผมจะช่วยอะไรได้ผมจะทำ ผมจะพูดบนเวทีเสมอว่าสิ่งที่ผมทำ วิธีการโค้ชของผมมันจะตรงไปตรงมา หากไม่พอใจบอกผมได้ ว่าผมได้ เพราะจุดประสงค์ของการโค้ชที่ผมตั้งใจคือโค้ชเพื่อช่วยให้นักเรียนได้ปลดล๊อคสิ่งที่ค้างคาใจไว้ ใครจะชอบผมหรือไม่ให้เป็นสิทธิของแต่ละคนครับผม เพราะหน้าที่ผมคือโค้ชอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อให้นักเรียนได้สุขที่สุดตามแบบที่ต้องการ สำหรับนักเรียนที่สติสัมปัชชัญญะครบถ้วนก็จะสามารถปลดล๊อคได้เต็มที่ครับ ส่วนนักเรียนที่เป็นโรคทางจิตเวชหากเป็นจริง เราจะไม่ให้เรียนอยู่แล้ว จะให้ไปหาหมอเลยครับ

โค้ชเราไม่ใช่นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ก็จริงครับ
และเราก็ช่วยคนได้ในแบบของเรา

ที่ผ่านมาผมมีเคสที่ต้องโค้ชตัวต่อตัวทุกวันและนักเรียนเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ปลดล๊อคตัวเองได้อย่างถาวรจนวันนี้ ในคลาสต่าง  ของผมก็เช่นกันครับ หากนักเรียนมีสติสัมปัชชัญญะเต็มที่และลุยเต็มที่ก็ปลดล๊อคได้เช่นกัน สำหรับกรณีนี้หลังจากวันนั้นผมได้โทรคุยกับแม่เพื่อเช็คอาการน้องเสมอครับ ซึ่งคุณแม่ก็บอกว่าน้องปกติดีแล้ว และคุณแม่ก็รู้วิธีรับมือน้องดีขึ้น คุณแม่สุขได้มากขึ้นเต็มที่ รับมือปัญหาชีวิตได้ดีและเป็นแรงสำคัญของน้องได้ ผมได้ขอโทษเธอว่าคุณแม่ผมอาจใช้คำที่รุนแรงบ้างเพื่อให้น้องได้สติและได้ระบายซึ่งคุณแม่ก็เข้าใจและเห็นด้วยตลอดเวลา ผม แม่ และทีมงานได้ทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้น้องสงบและอยู่ตรงนั้นได้อย่างดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ หลังจากนั้นก็ต้องส่งให้คุณแม่และคุณหมอดูแลต่อไป

สำหรับตัวผม ผมเคารพทุกความเห็นในไลฟ์นี้และในกระทู้ครับ เพราะเชื่อว่าเบื้องหลังความเห็นทั้งหมดคือความหวังดีที่อยากให้กำลังใจน้อง และผมเชื่อว่าทุกคนจะเปิดใจฟังเรื่องจากอีกด้านว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งจากนี้ไม่ว่าใครจะตัดสินผมอย่างไรผมก็จะยังทำหน้าที่โค้ชต่อไป เราคุยกับทางครอบครัวน้องแล้ว คุณแม่น้องเข้าใจเรา และแฮปปี้กับเรา แค่นั้นเราโอเคแล้วครับ เพราะเรื่องเกิดขึ้นระหว่างผม แม่ผม น้อง และแม่ หากอีกฝ่ายโอเคแล้วผมก็โอเคครับผม และจะทำหน้าที่ต่อไปอย่างเต็มที่ที่สุด

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกความเห็น ทุกการเสนอแนะ และทุกการตักเตือน ผมจะใช้มันเป็นฟีดแบคพัฒนาอาชีพโค้ชต่อไป ขอบคุณครับ

ชมคลิป