จากกรณีหมีควายยักษ์เพศเมีย สัตว์เลี้ยงของสำนักสงฆ์สมุนไพรหลวงปู่ละมัย ฐิตมโน ต.บ้านโตก อ.เมืองเพชรบูรณ์ ก่อเหตุทำร้ายกัดชาวบ้านอาการปางตายก่อนจะถูกนำตัวไปขังในกรงที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ที่เขาค้อ
ต่อมาได้มีการเเชร์เรื่องราวของเจ้าเเก้วว่ามีอาการซืม อยู่บริเวณช่องแสงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่มีลูกกรงเหล็กกั้นอย่างแน่นหนา ไม่แม้แต่จะขยับตัวไปไหน อาหารก็แทบไม่กิน จนเกิดการเรียกร้องผ่านโลกออนไลน์ให้ส่งเจ้าเเก้วกลับไปอยู่วัดเช่นเดิม (คลิกอ่าน : รับไม่ได้! หมียักษ์ถูกขังเดี่ยวในกรงทั้งชีวิต ผุดกระแสพาแก้วกลับบ้าน-ตั้งคำถาม ‘หมีกับคนถูกกัด ใครผิด?’)
ล่าสุดนายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน (หมอล็อต) หมอสัตว์ป่าชื่อดังแห่งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ข้อความต่อกรณีดังกล่าวบนเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่าโชคดีของป้าและพระที่ไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายจากเจ้าแก้ว หลังจากที่ทำร้ายคนจนสาหัส ซึ่งนั่นหมายความว่า สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของเจ้าแก้ว และความเครียดที่สะสมมาเป็นเวลานาน การทำร้ายคนเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่าสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่ากำลังกลับคืนมา ได้กัด ได้ขย้ำ ได้คาวเลือด ต่อไปก็ไม่แยกว่าใครเป็นใคร ต่อให้มั่นใจว่าคุ้นเคยแค่ไหนก็อย่าเผลอเเล้วกัน
ส่วนสำนักสงฆ์เองก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดหาค่าอาหารอีกต่อไป จริงๆ ตามข้อกำหนดที่ฝากเลี้ยงไว้ 5 ปี ก็จะครบกำหนดในเดือนกันยายนนี้ ยังไงก็ต้องเอาไปเลี้ยงในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติของแผ่นดิน (มานานแล้ว) คิดถึงก็ไปเยี่ยมแก้วได้ ไปช่วยกันออกแบบสถานที่ใหม่ให้แก้วอยู่ยังไงที่เค้าชอบก็ยังได้
โชคดีของผู้ประสบเหตุที่ไม่ถึงกับเสียชีวิต ส่วนสาเหตุของการตกลงไปเพราะอะไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะถ้าถึงขนาดเสียชีวิต หรือมีการใช้วิธีการแบบในต่างประเทศ คือยิงสัตว์เพื่อรักษาชีวิตคนในขณะเกิดเหตุ ชายคนนี้คงเป็นจำเลยสังคม และแก้วเองก็คงไม่พ้นข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกัน
โชคดีของแก้ว ถ้าหากมีการตัดสินใจเหมือนกรณีที่เราพบเห็นในต่างประเทศ แก้วก็คงถูกใช้วิธีการเดียวกัน

โชคดีของแก้วที่ได้ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีแต่พวกพ้อง มีการจัดสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เผลอๆ อาจได้พบรักครั้งแรกกับตัวไหนสักตัวที่ไม่ใช่ฝูงหมูป่า ตามสรีรวิทยา สัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะเป็นสัดก็อารมณ์แปรปรวนเช่นกัน นี่อายุ 6 ปีกว่า มันก็ต้องมีบ้างละ อย่าให้แก้วเค้าคิดว่ามีเค้าอยู่ตัวเดียวในจักรวาลหมูป่าเลยครับ
โชคดีของแก้วที่ได้รักษาตาและฟันที่ผุหลายซี่ จากการกินแอปเปิล องุ่น แยมโรล และอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารหรือโภชนาการที่เหมาะสม เห็นได้ชัดว่าแก้วเป็นโรคอ้วน ฟันมีแต่หินปูน ปัญหาที่ตาเกิดจากภาวะเบาหวานรึป่าวก็ไม่รู้ นี่แค่อาการป่วยที่เห็นจากภายนอกเท่านั้นนะ
โชคดีของแก้วที่ได้ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ตรวจสุขภาพ เพราะอยู่ร่วมกันกับฝูงหมูป่า ที่เป็นสัตว์คนละชนิดกัน มีเชื้อโรคเฉพาะตัว เชื้อโรคเหล่านี้ติดสู่แก้วได้เต็มๆ สังเกตภายนอก แก้วก็เริ่มขนร่วงและเป็นขี้เรื้อนตามตัวบ้างแล้ว ป้าและพระที่อยู่กับแก้วและหมูป่าก็ควรได้รับการตรวจสุขภาพด้วย ดูจากสภาพพื้นที่แล้วก็น่าห่วงอยู่
โชคดีของแก้วที่มีคนรักคนห่วงใย ใครคิดถึงก็ไปเยี่ยมเยียนแก้วได้ที่สถานี มีหมอแสนสวย มีเจ้าหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องสวัสดิภาพ การปรับโภชนาการ ปรับพฤติกรรม และแก้วยังเป็น Idol ของหมีอีกหลายๆ ตัวที่เลี้ยงอยู่ในวัดหรือสำนักสงฆ์หลายที่ว่า ไม่ใช่ที่ที่สัตว์ป่าเหล่านี้ควรไปอยู่ สิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้เสมอ และที่สำคัญ “ผิดกฎหมาย”
โชคร้ายของเจ้าหน้าที่ ที่ทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด ตามความต้องการของสังคมว่าต้องเป็นธรรมและไม่ปล่อยปละละเลยและไม่เลือกปฏิบัติ กลับกลายเป็นว่า พอทำตามหน้าที่ก็ถูกตำหนิดุด่าว่ากล่าวจนลืมในเรื่องเหตุและผล อย่างเช่นตอนนี้ที่มีภาพแก้วนั่งซึมในห้อง ก็คิดไปว่าแก้วเหงา อยากกลับวัด ไม่กินอาหาร ทั้งๆ ที่แก้วซึมเพราะฤทธิ์ยาสลบยังไม่หมด หมดฤทธิ์ยังไงก็กิน และในพื้นที่ที่แก้วอยู่นั้นคือห้องกักและตรวจโรคสักระยะหนึ่ง อย่างที่เกริ่น แก้วเสี่ยงต่อโรคติดต่อหลายชนิด การจะเอาไปไว้รวมกันกับหมีตัวอื่นๆ อาจนำโรคไปติดสู่กันได้
กระบวนการและความรอบคอบมันมีตามหลักวิชาการ เจ้าหน้าที่หลายคนน้อยใจ ถูกตำหนิ
พระ ป้า หมี คนเจ็บ ต่างก็โชคดี ขอแค่ทุกคนเข้าใจการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ “เค้าก็จะโชคดีด้วยเช่นกัน” จุ๊บๆ

