จากละครดังบุพเพสันนิวาสที่ “ขุนศรีวิสารวาจา” พูดกับ “การะเกด” ว่า หากแต่งงานกันแล้ว แม่การะเกดจะเป็น “เมียกลางเมือง” เป็นสมบัติของสามี และหากมีชู้สามารถลงโทษได้นั้น
ในสาระของกฎหมายตราสามดวงว่าด้วยครอบครัว พระไอยการลักษณะผัวเมีย ได้ระบุการแบ่งชั้นภรรยาออกเป็น 3 ประการคือ
1. เมียกลางเมือง คือ หญิงอันบิดามารดา “กุมมือ” ให้เป็นเมียชาย หรือ เมียหลวง
2. เมียกลางนอก คือ ชายขอหญิงมาเลี้ยงเป็นอนุภรรยาหลั่นเมียหลวงลงมา หรือ เมียน้อย
3. เมียกลางทาษี คือ หญิงมีทุกข์ยากและชายช่วยไถ่มา หรือ ทาษภรรยา
ทั้งนี้ ในสมัยก่อนไม่นิยมเรียกชื่อลำดับชั้นภรรยา มักเรียกแต่ว่า เมียหลวง เมียน้อย เและทาษภรรยา สำหรับ “ทาษภรรยา” เมื่อมีการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 คำว่า ทาษภรรยาก็ไม่มีที่ใช้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ในบทที่ 5 ของพระอัยการลักษณะมรดกยังมีภรรยาอีก 2 ประเภทคือ
1.ภรรยาอันทรงพระกรุณาพระราชทานให้
2.ภรรยาอันทูลขอพระราชทานให้
โดย “ภรรยาอันทรงพระราชทานให้” นี้ “เป็นใหญ่กว่าภรรยาทั้งปวง” ส่วนภรรยาอันทูลขอพระราชทานให้มีศักดิ์เท่าเมียกลางนอกหรือเมียน้อย
จะเห็นได้ว่า ตามกฎหมายและประเพณีโบราณอนุญาตให้ “ชายมีภรรยาหลายคน” แต่ไม่ยินยอมให้หญิงมีสามีได้มากกว่าหนึ่งคน ทำให้กฎหมายต้องจัดลำดับชั้นของภรรยา โดย เมียพระราชทานเป็นใหญ่กว่าเมียหลวง , เมียหลวงเป็นใหญ่กว่าเมียน้อย, เมียน้อยเป็นใหญ่กว่าเมียทาษี ทั้งนี้ก็เพื่อกำหนดเบี้ยปรับชายชู้
เช่น กรณีชายชู้ทำชู้กับเมียกลางเมือง (เมียหลวง) จะถูกปรับเต็มตามพระราชกฤษฎีกา
ถ้าชายชู้ทำชู้กับเมียกลางนอก (เมียน้อย) จะถูกปรับห้าส่วน ยกเสียส่วนหนึ่งเอาสี่ส่วน
ถ้าชายชู้ทำชู้กับเมียกลางทาษีให้ปรับห้าส่วน ยกเสียสองส่วนเอาสามส่วน
นอกจากนี้ ก็เป็นการกำหนดส่วนแบ่งมรดกเมื่อสามีตาย ซึ่งเรียกว่า การแบ่งมรดกภาคภรรยา และการเป็นสามีภรรยานับแต่ใช้กฎหมายตราสามดวง ก็ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสกันแต่อย่าใด
การจดทะเบียนคงใช้เฉพาะการจดทะเบียนสัตว์เท่านั้น เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
ส่วนการลงโทษหญิง ก็จะลงโทษด้วยการประจานโดย “ให้เอาเฉลวปะหน้า ทัดดอกฉะบาแดงสองหู ร้อยดอกฉะบาแดงใส่ศีรษะ ใส่คอ ให้นายฉะม่องตีฆ้องประจาน 3 วัน” แต่หากสามีไม่อยากให้เมียถูกประจานก็สามารถนำเงินมาเสียค่าปรับแทนได้
ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสืออ้างอิง 200 ปีกฎหมายตราสามดวง, ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

